3775. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 34 ดอกฟ้า หมาวัด (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 34 ดอกฟ้า หมาวัด (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

วังวนชีวิตผมกับผองเพื่อนกลางสลัมคลองเตยในเวลาต่อมาเริ่มปรากฏเภทภัยกรายมาใกล้ตัว เมื่อสก็อต สน.ท่าเรือ บุกทลายบ่อนไฮโลโคนต้นไทร จับเซียนพนันวัยตั้งแต่ ๑๐ ขวบขึ้นไปยัน ๖๐ ปีได้เกือบ ๑๐ คน มิหนำซ้ำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามยาเสพติดทั้งจากกองปราบฯ กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังมาซุ่มดักหิ้วนักเสพที่เข้าไปซื้อสินค้าภายในล็อกฉีกหน้าตำรวจท้องที่เข้าอีก

สถานะเช่นนี้เองครับ ที่ผมมีจังหวะเสวนากับหมู่ด้อง, แอ๊ด เสือเผ่นต่อหน้าบ้องไม้ไผ่และควันกัญชาในก๊วนบ่ายวันนี้

“เราว่าหมู่ควรปฏิวัติบ้านนี้ให้เป็นสัดส่วนว่าอันไหนเป็นบ้านทำ ของ ขาย กับอันไหนควรเป็นที่อยู่อาศัย ไม่เช่นนั้นตำรวจจะเหมาทั้งครอบครัวนะเพื่อน”

เจ้าของผิวเหลือง ใบหน้าควเข้มบัดนี้แลหมองได้แต่ส่ายหัวไปมาตาปรือผมเสริมอีกงาน แต่ผลกระทบเดียวกัน หางตาเหลือบมองเสือเผ่นซึ่งอยู่ในท่า พี้ ซบหน้าลงกับหัวเข่าตนเองผมเป็นกระเชิง

“หมู่ก็รู้นะว่าตอนนี้เขากำลังกวาดล้างอันธพาล บ้านเรานอกจากจะเป็นศูนย์กลางค้ายาแล้วยังเป็นที่ชุมชนดาราทั้งนั้น วันใด หากสก็อตท่าเรือรู้ว่าที่บ้านนี่มีดาราอย่าง เก๊าตี๋ ขุนตาล จบ เปี๊ยกเทวราช ไอ้เผ่น รวมทั้งเราตก คลั่ก อยู่ที่นี่มิตายหมู่หรือ…ที่พูดนี่

ก็เพราะภัยมันมาใกล้ตัวแล้ว เฉพาะแม่น้ำนั้นหาก พลาด จะพากันยุ่งทั้งครอบครัวนะเพื่อน”

หัวหมู่บอกท่าทีละเหี่ยใจ “เราอยากให้แม่กับน้องๆ ขายเฮฯ ที่ไหน ยิ่งตอนนี้แม่มีเงินเป็นหมื่น ฉุดไม่อยู่แล้ว…แต่”

เขาชะงักคำค้างไว้ สบตาผมก่อนเติมคำเสียงดังขึ้น “บางทีเราอาจจะให้แม่เอาเงินต่อห้องให้อี ๓ คน นั่นอยู่เป็นสัดส่วนเสียเลย อย่างน้อยเพื่อนฝูงที่มาหาคงเกรงใจว่ากำลังซ่อมบ้าน ส่วนเรื่องเฮฯ บางทีเราจะขายแทนแม่เอง โดยแยกไปเช่าห้องของลุงอิน หัวหน้ายามท่าเรือที่ว่างอยู่ห้องหนึ่งติดชายน้ำพอดี”

“เรื่องนี้นายคิดไว้แล้วหรือหมู่” เสือเผ่นเดาใจ

“คิดไว้แล้ว”

“หยั่งงั้นลงมือทำเลยเพื่อน ช้านักบ้านนี้เจอถล่มแน่” เสือเผ่นลุ้น

“โอเค. เย็นนี้เราจะลองพูดกะแม่ดู”

ตกหลังอาหารค่ำวันนี้ หมู่ด้องเดินเรื่องที่เราตกลงกันไว้กับป้าไมท่ามกลาง ๓ สาวพร้อมหน้า ส่วนแอ๊ดกับผมฉากไปหลังบ้านมั่วของเมาบีบสมองคลายเครียดครู่ใหญ่หัวหมู่ก็เข้ามาร่วมวงพร้อมบอกเล่าความสำเร็จจากผลการเจรจาความกับมารดาให้สบายทรวงขึ้นอีกโข จากนั้นมาอีก ๒-๓ วัน ป้าไมได้เรียกช่างไม้เพื่อนบ้านมาดูสถานที่เพิ่มเติมห้องเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ หมู่ด้องย้ายไปประจำการยังบ้านริมเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตึกโอบี. การท่าเรืออันมีวิวงามและทางลมพัดตึงในสนนราคาเดือนละ ๕๐๐ บาท เพื่อจำหน่ายสินค้าแทนมารดากับน้องสาวโดยไม่เคยขอแรงหรือขอร้องให้เรา ๒ คนร่วมมือทุกกรณี

อย่างไรเสียผมกับเสือเผ่นก็ไม่อยู่เฉย ตั้งใจช่วยช่างไม้ซึ่งมีเพียงนายเดียวตอกตะปู, เลื่อนไม้, ขนไม้ สารพัดที่จะทำให้งานเดินคล่อง และในระยะต่อเติมบ้านนี่เองที่ผมเห็นมีกิริยาหายเซื่องซึมดังปลิดทิ้ง ด้วยมีสาวงามถึง ๓ สาวคอยบริการน้ำ, ยาสูบ, อาหารว่างไม่ขาดปาก แต่น่าแปลกที่กลุ่มชาวยุทธ์หายต๋อมราวกับรู้ว่าเรากำลังต่อเติมบ้าน แม้กระทั่งเก๊าตี๋อันเป็นแขกประจำพร้อมขุนตาล กับเปี๊ยก เทวราช ที่ผมเข้าใจว่าต่างติดพัน ๑ใน ๓ สาวน้องหมู่ด้อง ก็พลอยหายไปด้วย

พอห้องหอ ๓ สาวแล้วเสร็จภายใน ๗-๘ วัน ป้าไมกับลูกสาวได้จัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่พร้อมวางโครงการเตรียมให้ลูกสาวเปิดร้านขายบัวลอยไข่หวาน และซ่าหริ่มข้างป้อมยามตำรวจปากทางเข้าล็อก ถัดมาอีกสัปดาห์เดียว ร้านซ่าหริ่มควบคู่บัวลอยไข่หวานของ ๓ สาวงามได้เปิดบริการท่ามกลางวัยรุ่นวัยหนุ่มจากสารทิศมาอุดหนุนคับคั่ง นี่เองที่สะกิดเตือนให้ผมมองตัวเองและหนทางข้างหน้าหมายออกร่อนแสวงหาโชคหาเงินสักก้อน เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นอยู่ของตัวเองตามที่ทะเยอทะยานไว้แต่ขาดเพื่อนแท้รู้ใจท่องไปข้างหน้า คิดอยากชวนเสือเผ่นหรือก็เกรงใจ เพราะเพื่อนขลุกช่วย ๓ สาวเสิร์ฟของลูกค้าตัวเป็นเกลียวทุกคืน คล้ายมีความสุขดีอยู่ จึงอดทนอยู่เป็นหูตาให้หมู่ด้องค้ายาอุบาทว์อย่างไม่มีทางเลือก

ตกล่วงใกล้สิ้นปีราวต้นเดือนพฤศจิกายน ทุกคนในบ้านรู้สึกตื่นเต้นกันพอสมควรที่มีแมวมองของบริษัทเครื่องสำอางมาเยือนถึงบ้านเพื่อติดต่อนำตัวก้อยเข้าประกวดเทพีงานสันติภาพจังหวัดชลบุรี แต่ป้าไมออกตัวไม่รับปาก โดยบอกให้ดูผลการประกวดนางนพมาศที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจัดขึ้นในงานลอยกระทงริมเขื่อนเสียก่อน กระนั้นข่าว แก้วกลางสลัม ได้รับการทาบทามจากตัวแทนบริษัทเครื่องสำอาง สำหรับชาวสลัมเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏ จึงดลให้ร้านซ่าหริ่มบัวลอย-ไข่หวานปากทางเข้าล็อก ๑๑ ของ ๓ สาวเพิ่มหนุ่มๆ แปลกหน้าเพียบ เรียกว่าดังกว่าประกวด

สำหรับผมเมื่อแรกรู้สึกปีติภูมิใจที่แฟนสาวงามเข้าขั้นถึงขนาดมีแมวมองมาทาบทาม ต่อมายิ่งใกล้วันลอยกระทง เห็นคนรักมีรถเก๋งใหม่เอี่ยมมารับไปตัดชุดที่จะใส่ในวันประกวดนางนพมาศแล้ว ก็ขุ่นใจขึ้นมาง่ายๆ จวบเย็นวันนี้ ใต้แสงตะวันลาผมกำลังช่วยแอ๊ดตั้งร้านตั้งเก้าอี้ให้ป้าไมอยู่แอ๊ดเข้ามาสะกิดสีข้างพลางบอก

“เปี๊ยก ไอ้นี่ยังไงที่มาติดต่อเอาก้อยไปเล่นหนัง เทียวมา ๒ ครั้งแล้วว่ะ”

ผมฉวัดตาไปยังบริเวณลานกว้างฝั่งตรงข้ามเห็น บีเอ็มดับบลิว สีดำเป็นมันวะวับ หมุนวงล้อมาหยุดห่างราว ๑๐ เมตร ประตูรถด้านหน้าทั้งสองบานถูกเปิดผู้ทำหน้าที่โซเฟอร์ผิวพรรณขาวผ่องใบหน้าสี่เหลี่ยมติดหนวดใต้จมูกกระจุกหนึ่งคิ้วเล็ก หุ่นผอมเพรียว สวมอาภรณ์ทันสมัย ติดเครื่องประดับพราวตั้งแต่คอ, ข้อและนิ้ว วัย ๓๐ ปีเศษ ส่วนอีกนายหนึ่งร่างเตี้ยล่ำ ผิวคล้ำ วันเดียวกับผมแต่งกายไม่หรูหรา เข้าใจว่าเป็นกำลังทางปัญญาแก่หนุ่มฉกรรจ์ โซเฟอร์บีเอ็มดับบลิวปรี่มาที่ร้าน ป้าไมวางมือจากกิจที่ทำยิ้มแฉ่งต้อนรับ แสดงความคุ้นเคย

“สวัสดีค่ะ เสี่ย ทำไมวันนี้มาแต่วันเลย”

หนุ่มหน้าเหลี่ยม ยิ้ทกว้าง กล่าวนุ่มนวล “ผมมีเรื่องมาเสนอคุณป้าครับ ตกลงว่าหนังของผมจะให้ก้อยเล่นบทนางเอกแทนบทนางรองครับ”

“อ้าว…” ป้าไมอุทาน

แอ๊ดกับผมสบตากันโดยบังเอิญ ผมฝืนความรู้สึกทำไม่สนใจบอกเขา

“เราเข้าบ้านก่อนนะ”

เพื่อนถามเอาผวาเยือก “นายไม่ดีใจหรือก้อยได้เป็นนางเอกหนัง”

“ทำไมจะไม่ดีใจ ขอให้ได้เป็นจริงๆ เหอะ” ผมแจงสวนทางกับใจ

ขากลับเข้าบ้านเที่ยวนี้ ผมเดินก้มหน้าคิดไปตลอดทาง อารมณ์ระหว่างนี้มีทั้งอยากสนับสนุนเธอระคนหวงแหนไม่อยากให้เธอได้ออกไปพบสังคมใหม่อันเต็มไปด้วยคมเขี้ยวคมงาสำหรับผู้หญิงสาวสวยอย่างเธอ ถึงหน้าบ้านพบสาวเจ้าสาละวนจัดตู้บรรจุซ่าหริ่มลงกระจาด ก็ก้าวยาวๆ หมายเดินผ่านไปยังที่พักหมู่ด้อง เสียงใสกังวานเรียกไว้

“พี่เปี๊ยก”

อะไรไม่ทราบรั้งตีนผมตรึงร่างอยู่บนสะพานไม้ เนื้อตัวร้อนวูบวาบ

“เกือบ ๑๐ วันแล้วนะที่พี่ไม่พูดกับก้อย”

“พี่เห็นก้อยมรธุระมาก” ผมบุ้ยส่งไม่ยอมสู้หน้าด้วย

“แปลกนี่….” ทำเสียงขึ้นจมูก

ผมเหลือบเห็นแม่ไก่ผู้พี่สาวกำลังออกมาหน้าบ้าน เลยถือโอกาสผละจากไปบ้านหมู่ด้องโดยไม่ยอมชำเลืองมองว่า สาวน้อยจะมีอากัปกิริยาอย่างไร

๔ ทุ่มแล้ว ลมหนาวกรรโชกไล่คลื่นในลำน้ำเจ้าพระยากระทบฝั่งดังซู่ซ่า คืนนี้เดือนหม่น ดาวหลับพร่างพราวระยับม่านมืด หมู่ด้องกับวัยรุ่น ๒ นาย ไปเตร่ขายสินค้าอยู่โคนไทรเมื่อครู่หลังอัด เนื้อ ไป ๓ ทีซ้อน เสียงหีบเพลงปากจากสารถีเรือจ้างข้ามฟากที่ผูกไว้กับเสาเรือห่างไปในความมืดของลำน้ำดังแว่วมา ความรู้สึกโดยสัญชาตญาณกำลังเถียงใจตนเร่าๆ

“รักแท้อยู่ที่การเสียสละ”

วลีประโยคนั้น ไม่ทราบว่าใครนิยามไว้ฝืนความรู้สึกแสนจับใจมหันต์ เพราะตอนนี้ผมมีความรู้สึกเพียงว่า การเสียสละที่ว่านั้นการเป็นคำสอนของนักบวชหวังรั้งกิเลสคน หรือของผู้ที่มีใจประเสริฐเกินดุลปุถุชนมากกว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งยลเห็นมลทินความด่างพร้อยตนมากขึ้น

เสียงย่ำสะพานไม้ดังกึงๆ มุ่งมาที่พัก ผมขยับลุกไปชะโงกหน้ามองที่ประตู

“พี่ด้อง-พี่เปี๊ยก” เสียงใสคุ้นหูเรียก

ผมกัดฟันข่มความรู้สึกตอบไป “หมู่ไม่อยู่ ก้อยมีธุระอะไรหรือ”

กลางแสงตะเกียงเอื้อแสงเรือง ใบหน้ากลม สวยนวลผ่องด้วยแป้งไร้เครื่องสำอางปรากฏเบื้องหน้า พลางยื่นถุงพลาสติกใสบรรจุซ่าหริ่ม ๒ ถุงให้ นัยน์ตากลมโตดำขลับจ้องมองเขม็ง ริมฝีปากบางเม้มจนเป็นเส้นตรง ผมรับของหวาน ๒ ถุงนั้นไว้ ข
บอกเรียบๆ พยายามยิ้ม

“ขอบใจครับ”

“วันประกวดพี่เปี๊ยกเป็นพี่เลี้ยงอยู้ใกล้ๆ ก้อยนะ”

ผมรีบบอก “ไม่ได้หรอกต้องผู้หญิงเหมือนกัน ก้อยทำไมไม่เอาไก่กับกุ้งละ”
สาวเจ้าสะบัดหน้ากลับเดินหนีไปดื้อๆ เวลาผ่านไปเสียงตีแผ่นเหล็กบอกเวลา ๕ ทุ่มตรง ผมนั่งพิงประตูอยุ่ตรงหัวบันได โต้ลมหนาวคล้ายไม่รู้ร้อนรู้เย็นกับสภาพอากาศ ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งอยู่อีกครู่หนึ่ง เสียงเดินดังกึงๆ พาให้มอง

“แอ๊ด” ผมขานนามเพื่อน

“เราเองเพื่อน” เสือเผ่นว่า

“ที่ร้านคนแยะไหม”

“แยะ” เขาบอกพลางเตร่ไปยืนที่ท่าน้ำท่าทางพิกล

“นายผิดปกติไปว่ะเพื่อน”

เสือเผ่นเทลมในทรวงพรืด ยืนมองเจ้าพระยาราตรีคล้ายไม่ได้ยินคำตั้งข้อสังเกต ผมอาทร

“ทุกข์ของเพื่อนมันก็เหมือนทุกข์ของเรา ทำไมเพื่อนไม่พูด”

อดีตนักชกแววสดใสแต่ไม่นำพาชีวิตโชกเลือดบนสังเวียนถอยมานั่งบนขั้นบันไดต่ำจากผม

“ไม่ขึ้นมาดึงเนื้อก่อนหรือ”

เขาส่ายหัวไปมา ตั้งข้อศอกเท้าหัวเข่าหลังแอ่น ครู่เดียวทุกข์ในอกถูกเปิดเผยสุ้มเสียงทอดอาลัย

“เราผิดว่ะที่ไปแอบรักน้องเพื่อน ทั้งยังแอบรักเขาข้างเดียว”

“ก้อยใช่ไหม”

“นายรู้แล้ว”

“สังเกตเอา”

“ตอนแรกเราหวังอยู่บ้าง ถึงวันนี้มีรถเก๋งกับเสี่ยมาหามาสู่ติดต่อไปเล่นหนัง มีคนสนับสนุนให้ประกวดนางงาม ส่วนเราดูตัวเองแล้วเหมือนเหี้ยตัวหนึ่ง”

ผมรับฟังทั้งนำมาเปรียบกับตนในใจว่า เมื่อเพื่อนมีค่าแค่ไอ้ตัวเดียรัจฉาน แล้วเราล่ะมันจะพ้นเผ่าพันธุ์ที่เพื่อนกล่าวหรือ? วันนี้เธอยังเป็น อีก้อย ของชาวสลัม แลแล้วเมื่อเทียบกับแอ๊ดหรือผมยังพอกล้ำกลืนกว่าสมน้ำ-สมเนื้อดีอยู่ หากคิดเข้าข้างตนเองตามวิสัยแต่ถ้ามองถึงอนาคตอย่างเป็รธรรม ไม่เอา รัก ที่ต้อง เห็นแก่ตัว โดยสันดานมนุษย์มากำหนด ทางของเธอล้วนไปฉลุยด้วยรูปสมบัติที่เป็นทรัพย์นับอนันต์

“ขณะนี้ก้อยยังไม่ได้เป็นเทพี ไม่ได้เป็นนางนพมาศกับไม่ได้เป็นดารา แต่วันต่อไปล่ะเพื่อน” เสือเผ่นครวญ

“แล้วนายคิดยังไง”

เสือเผ่นขยับลุกยืน หันกลับมาจับแขน ชักชวนท่าทีขึงขัง

“ตระเวนกันสักพักไหมเพื่อน”

ผมรู้สึกเย็นยะเยือกที่จะต้องพรากจากคนรัก แอ๊ดบีบแขนผมแรงขึ้น ดวงตาแหลมคมสบตาผม

“ไปไหมเพื่อน”

แม้มิรู้จุดหมายเขา ผมก็รับคำ “ไป….เราจะไปกับนาย”

อุ้มมือเพื่อนที่บีบข้อแขนผมอยู่ได้เปลี่ยนมาสัมผัสมือกันกระชับมั่น หน้าต่างดวงตาสื่อความหมายร่วมตายยังทุกถิ่นที่จะร่อนไป

อกเอย…ฟ้าแทนมุ้ง โรงแรมแทนบ้าน ร้านอาหารแทนครัว และหญิงคนชั่วแทนเมีย นั้นคู่ควรแล้วกับชายทรชน

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ