1855.หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน แสดงฤทธิ์แบบที่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำได้

หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน
เด็กชายทอง เกิดในครอบครัวชาวนาฐานะพอปานกลาง การศึกษาเบื้องต้นเหมือนเด็กชนบททั่วไป ที่ต้องไปเสาะแสวงหาความรู้ที่วัดต่างๆเด็กชายทองก็เช่นเดียวกัน ย่างเข้าวัยหนุ่มหลังจากเสร็จฤดูทำนาแล้ว ได้ชวนเพื่อนไปร่ำเรียนวิชาเพื่อเอาไว้ป้องกันตัว ตามลักษณะนิสัยของหนุ่มๆสมัยนั้น และเต็มใจบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาที่วัดอินทคีรี หมู่ที่ ๗ ตำบลพรหมโลก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก และอุปสมบทที่วัดนี้ได้รับฉายาว่า “พุทฺธสุวณฺโณ” แปลว่า “ผู้มีผิวพรรณดีดั่งพระพุทธเจ้า” โดยอยู่จำพรรษาอยู่ประมาณ ๒ พรรษา หลังจากนั้นได้ขออนุญาตอาจารย์เพื่อจาริกออกหาความรู้เพิ่มเติม จึงมาเรียนอยู่ที่วัดพระบรมธาตุอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ๒ พรรษา แล้วเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุงเพื่อหาสำนักเรียนต่อไป ที่พัทลุงหลวงพ่อได้มาฝากตัวกับพระอาจารย์จันทร์ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่ดังขณะนั้น อยู่พำนักและศึกษาวิชากับท่านพอสมควร พระอาจารย์จันทร์จึงฝากหลวงพ่อให้เป็นศิษย์เรียนวิชาต่อกับพระอาจารย์ทอง (ครูทองเฒ่า) วัดเขาอ้อ ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกของพระอาจารย์จันทร์

ที่วัดเขาอ้อหรือสำนักเขาอ้อ อันเป็นสำนักเรียนที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งจังหวัดพัทลุง หลวงพ่อได้สหธรรมิกที่แก่พรรษากว่า คือ หลวงพ่อเอียด อริยวํโส วัดคงคาวงศ์ (พระอาจารย์ของขุนพันธรักษ์ราชเดช) และเป็นสหธรรมิกที่รู้ใจกันมากที่สุด เห็นได้จากระยะหลังจากหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดดอนสะท้อน ก็เดินทางไปมาหาสู่กับหลวงพ่อเอียดอยู่เป็นนิตย์ และได้ทดสอบวิชาที่เรียนมาด้วยกันบ่อยๆ

หลังจากที่หลวงพ่อเล่าเรียนวิชาจากสำนักเขาอ้อจนแตกฉานแล้ว ตั้งใจเดินทางออกธุดงค์ขึ้นไปภาคกลาง โดยเดินทางตามทางรถไฟมาเรื่อย จนมาถึงจังหวัดหลังสวน (ปัจจุบันคืออำเภอหลังสวน) หลวงพ่ออยู่จำที่วัดดอนชัยประมาณ ๒ พรรษา ระหว่างนี้ได้รู้จักและแลกเปลี่ยนวิชาที่ร่ำเรียนมากับเพื่อนสหธรรมิกหลายรูป เช่น หลวงพ่อพัน วัดในเขา, หลวงพ่อจีต วัดถ้ำเขาพลู, หลวงพ่อพลอย วัดเชิงคีรี เป็นต้น

จากนั้นหลวงพ่อออกเดินทางมาถึงอำเภอสวี ได้แวะพักจำที่วัดพระธาตุสวี จึงออกเดินทางต่อมายังวัดดอนสะท้อน ระหว่างที่พักจำอยู่ที่นี่หลวงพ่อได้สงเคราะห์ชาวบ้านแถบนี้เป็นอันมาก ด้วยพุทธคุณที่ท่านได้ร่ำเรียนมาทุกครั้งไป จนชาวบ้านนิมนต์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนสะท้อน นับต่อจากหลวงพ่อพันซึ่งท่านได้ไปสร้างวัดขึ้นใหม่ชื่อว่า “วัดหน้าเมรุ” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก (ปัจจุบันยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่)

ระหว่างที่หลวงพ่ออยู่ที่นี่ ด้วยสติปัญญาและพุทธคุณที่หลวงพ่อมีอยู่ ได้ทำนุบำรุงวัดให้เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง สร้างศาสนสถานหลายอย่างและยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นกำลังหลักในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุสวี รวมทั้งตั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษา(ประชาบาล)ขึ้นครั้งแรกที่นี่ เข้าใจว่าหลวงพ่อคงมีเจตนาที่ดีและความเมตตาแก่เด็กชนบทที่ไม่ค่อยได้รับการศึกษาเท่าที่ควร และเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนที่ ๖ ของจังหวัดชุมพร (ป.ชพ.๖) ปัจจุบันได้ทำการรื้อถอนเรียบร้อยแล้ว

ด้วยอำนาจพุทธคุณ หลวงพ่อเป็นที่รู้จักในฐานะเกจิอาจารย์สายใต้ ได้รับนิมนต์เข้าร่วมปลุกเสกหลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครก็หลายครั้ง จนเป็นสุดยอดเกจิอาจารย์ ๑๐๘ แห่งแผ่นดินสยาม มีศิษยานุศิษย์จำนวนมากหลายฐานะหลายอาชีพ

หลวงพ่อท่านมรณภาพลงที่วัดดอนสะท้อน เมื่อตอนสายของวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๙๕ ตรงกับวันเสาร์ขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๔ รวมสิริอายุ ๗๘ ปี ในงานฌาปนกิจศพหลวงพ่อได้มีญาติโยมศิษยานุศิษย์มาร่วมอย่างล้นหลาม เสร็จงานแล้วต่างก็แย่งกันเก็บอัฏฐิ(กระดูก)หลวงพ่อเพื่อนำไปบูชาและระลึกถึง รวมทั้งให้ช่างปั้นปูนฝีมือดีจากบ้านทุ่งคาใช้นามศิลปินว่า “ก.ทุ่งคา” ปั้นรูปเหมือนหลวงพ่อเพื่อไว้กราบไหว้สักการะ ตอนนี้รูปปั้นเหมือนหลวงพ่อประดิษฐานอยู่บนมณฑปตรีมุข ที่สร้างถวายโดยหลวงพ่อแช่มเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และจัดงานรำลึกหลวงพ่อทุกวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๔ ของท

เหรียญห้อยคอ เป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ชายชาตรีส่วนมากต้องมีไว้กับตัว จะด้วยมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองตัวเอง ด้วยอำนาจพุทธคุณของเหรียญนั้นๆ ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีสะสมไว้เพราะความชอบ ผู้ชายส่วนมากจะนิยมชมชอบพระเครื่อง บ้างก็ชอบเพราะความสวยงามในการออกแบบ ชอบในความเป็นของเก่าน่าสะสม หรือชอบเพราะตนเองมีความเคารพศรัทธาในพระเกจิท่านนั้นๆ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ สรุปว่าสำหรับคนที่ชอบพระเครื่องแล้ว ถึงไม่มีไว้ในครอบครองก็ขอให้ได้ชมสักครั้ง เท่านี้ก็อิ่มตาอิ่มใจกันแล้ว สำหรับเหรียญของหลวงพ่อทองนั้น ได้เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะแต่นักสะสมพระเครื่องในภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นที่ติดตามเสาะหาของเซียนพระเครื่องทั่วประเทศด้วย

หลวงพ่อทององค์นี้ มีอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์มาก แสดงฤทธิ์แบบที่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำได้ ดั่งเรื่องเล่าต่อไปนี้การทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติของท่านหลวงพ่อทองที่ใช้ให้กรรไกรขึ้นไปตัดลูกหมากจากต้นได้

พื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดดอนสะท้อนโดยรอบๆสมัยนี้ก็เป็นสิ่งปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยของคนทั่วไป แต่สมัยก่อนนั้นคงเป็นบริเวณพื้นป่าโดยรอบ หลวงพ่อทองท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบฉันหมากตามสมัยนิยมในขณะนั้น ในบริเวณวัดก็ปลูกต้นหมากเอาไว้หลายต้นขณะนี้ก็ยังมีอยู่ ผู้เล่าเหตุการณ์บอกว่าเขาเป็นคนเห็นมากับตาตัวเองที่ท่านหลวงพ่อทองได้เสกกรรไกรให้ไปตัดลูกหมากบนต้นได้

ท่านเล่าว่าหลวงพ่อทองจะนั่งบริกรรมคาถาอยู่อึดใจหนึ่งแล้วเป่าไปที่กรรไกรตัดหมากแล้วท่านก็วางกรรไกรลงที่พื้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่กรรไกรเหมือนมีชีวิตตะกระดึ๊บๆไปตามพื้นและไปที่ต้นหมากและปีนขึ้นไปที่ต้นหมากและไปที่ลูกหมากตัดลูกหมากเป็นลูกบ้างเป็นช่อบ้างล่วงหล่นมาที่พื้นแล้วกรรไกรก็ตกลงมาด้วยและท่านก็ให้เด็กวิ่งไปเก็บมาให้ท่าน เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากๆว่าเป็นไปได้อย่างไรแต่ท่านที่เล่าให้ฟังก็ยืนยันว่าได้เห็นมากับตาตัวเองและหลายครั้งด้วยและมีคนอื่นๆ ก็เคยได้เห็นด้วยเหมือนกันจนเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้วในตอนนั้น

2.เสกใบมะพร้าวให้เป็นงู
คุณยายท่านหนึ่งได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าในสมัยที่แกยังเป็นเด็กไปวิ่งเล่นแถววัดดอนสะท้อน วันหนึ่งท่านหลวงพ่อทองเห็นเด็กกำลังวิ่งเล่นกันสนุกสนานไม่รู้ท่านนึกอะไรให้เด็กไปหาใบมะพร้าวมาให้ท่าน และท่านก็นำมาสานเป็นรูปงู 2-3 ตัว แล้วท่านก็ให้เด็กๆถอยออกไปห่างๆ ท่านก็บริกรรมคาถาแล้วก็เป่าไปที่งูสานใบมะพร้าวแล้วก็โยนลงพื้นดิน จากใบมะพร้าวก็กลายเป็นงูจริงๆเลื้อยไปมา คุณยายเล่าว่าพอเห็นเท่านั้นก็ตกใจวิ่งกลับบ้านไปเลยเพราะกลัวโดนงูกัด

3.หลวงพ่อทองดำน้ำดูจระเข้
คนแถวละแวกกวัดดอนสะท้อนเห็นกันจนชินตาในสมัยนั้นที่เห็นหลวงพ่อทองดำน้ำลงไปที่หน้าวัดเสมอ วัดดอนสะท้อนเป็นวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำสวี ไหลหน้าวัดมีความกว้างประมาณ 8 – 10 เมตร แม่น้ำสวีเป็นแม่น้ำสายหลักของชาวสวีมานานมีลักษณะเป็นน้ำกร่อยเพราะมีพื้นที่อยู่ติดกับทะเล และในสมัยนั้นมีจระเข้ชุมมากเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านทั่วไป

หลวงพ่อทองมักจะดำน้ำลงไปที่แม่น้ำสวีบ่อยๆ แต่วิธีการดำของท่านนั้นจะออกแปลกซักหน่อยเพราะชาวบ้านที่เห็นเล่าว่าท่านจะยกก้อนหินใหญ่ๆไว้เหนือหัวด้วยทุกครั้งและเดินลงแม่น้ำสวีไปทางหน้าวัดและหายไปนานมาก ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงต่อครั้งพอท่านขึ้นมาชาวบ้านก็ถามท่านว่าท่านลงไปในแม่น้ำทำไม ท่านตอบว่าลงไปดูจระเข้มันหน่อย…(ท่านคงจะใช้ก้อนหินไว้คอยถ่วงน้ำหนักตัวตอนอยู่ใต้น้ำไม่ให้ลอย..ผู้เขียน) และท่านก็ได้ทำการสะกดบริเวณท่าน้ำหน้าวัดไว้ด้วยเมื่อทุกครั้งที่จระเข้ผ่านมาหน้าวัดจะลอยขึ้นมาทุกตัว แต่สมัยนี้ไม่รู้จระเข้หายไปใหนหมดไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วครับ

4.เสกธงกันเครื่องบินทิ้งระเบิด ปักสะพานรถไฟที่อำเภอสวี
เรื่องนี้ผู้อยู่ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองหลายท่านที่ได้เล่าให้ข้าพเจ้าได้ฟัง เมื่อปี พ.ศ. 2483 – 2486 เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง พวกญี่ปุ่นบุกยึดทางตอนใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบลงไป จังหวัดชุมพรก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีทหารญี่ปุ่นขึ้นมา และฝ่ายพันธมิตรก็จะทิ้งระเบิดทำลายสะพานรถไฟต่างๆที่จะเป็นทางในการลำเลียง ของพวกญี่ปุ่น อำเภอสวีก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องทำการระเบิดสะพานทิ้งด้วย เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวของชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านจึงต้องมาขอบารมีของท่านหลวงพ่อทองให้ช่วยปกปักรักษา ท่านหลวงพ่อทองท่านก็มีเมตตาและสงสารชาวบ้านท่านจึงเสกธงและให้เอาไปปักไว้ที่หัวสะพาน เป็นที่น่าแปลกใจมากว่าสะพานรถไฟต่างๆทุกอำเภอต่างถูกระเบิดพังทั้งสิ้น แต่มีเพียงสะพานรถไฟที่อำเภอสวีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกระเบิดเลย ก็เป็นที่กล่าวขานกันมานานสำหรับเรื่องนี้ที่หลวงพ่อทองท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้เสมอมา

5. เสือปูนปั้นในวัด ดุมากจนต้องฟักลูกตาออก
เรื่องนี้เป็นที่กล่าวขานกันมากของชาวตำบลปากแพรก อำเภอสวี จากคำบอกเล่าสืบกันมาเรื่องเสือปูนปั้นที่ท่านหลวงพ่อทองได้ปั้นไว้ที่หน้าศาลาการเปรียญหลังเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อทองยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านมาบอกท่านว่าในยามคำคืนพวกชาวบ้านหลายคนได้เห็นเสือสองตัวเดินไปมาอยู่แถวลานวัดและลอบๆวัด ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมากและได้นำความนี้มาบอกกับท่านหลวงพ่อทองและจะเป็นด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ท่านได้ทำการแกะลูกตาของเสือที่ท่านปั้นไว้ออกเสีย นับจากนั้นเป็นตนมาก็ไม่มีใครได้เห็นเสือมาเดินอยู่อีกต่อไป

6.ศพเผาไม่ไหม้
มีศพเผาไม่ติดไฟ (บริเวณส่วนแขนขึ้นไป) ลูกสาวเป็นผู้บอกว่าพ่อฝังตระกรุด หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อนไว้ที่ต้นแขนด้านใน ภายหลังต้องนำมาผ่าออก จึงเผาศพนั้นได้หมด เรื่องนี้พยานบุคคลยังมีชีวิตอยู่บวชพระอยู่วัดหนึ่งในอำเภอเมืองชุมพร
(เรื่องลักษณะนี้ที่อำเภอท่าแซะมีสองราย แต่เป็นยันต์ที่หลวงพ่อเปียก วัดนาสร้างสักไว้ให้ เผาไม่ติดเช่นกัน ลูกๆได้เก็บเนื้อบริเวณนั้นไว้บูชา ทุกวันนี้ก็ยังอยู่)

ขอขอบคุณขอมูลดีๆจาก : คุณเอ็ม บ้านฆ้อง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ