1430.หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ หลวงปู่สีวัดสะแก ยังชมว่า ในอยุธยายุคนี้ เรื่องคงกระพันไม่มีใครเกินท่านพรหม

หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ ศิษย์หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ “สมัยหนุ่มท่านออกนักเลง ใครๆก็รู้จัก เคยไปขอเชือกคาดจากหลวงพ่อขัน หลวงพ่อขันเดินเข้าข้างฝา เอามือคว้าอากาศข้างฝาโล่งๆ ได้เชือกคาดมาเส้นหนึ่ง หลวงพ่อพรหม ทึ่งมาก” หลวงปู่สีวัดสะแก ซึ่งท่านเก่งมากๆ ยังชมว่า “ในอยุธยายุคนี้ เรื่องคงกระพันไม่มีใครเกินท่านพรหม”

ในช่วงใกล้ พ.ศ.2500 นั้ น ขณะที่พระอาจารย์รุ่นอาวุโสกำลังปรากฎเกียรติคุณอยู่ มีพระอาจารย์หนุ่มวัยประมาณ 40 ปี ท่านหนึ่ง สามารถสอดแทรกเบียดเข้ามามีชื่อเสียงร่วมสมัยกับพระอาจารย์รุ่นใหญ่ได้ ทั้งยังได้รับการยกย่องจากพระอาจารย์รุ่นใหญ่หลายท่าน ว่าเป็นผู้ทรงวิทยาคมขลังชนิดของจริง สามารถนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลร่วมกับพระเกจิอาจารย์รุ่นใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ความทรงวิทยาคมของท่าน ทราบกันในหมู่พระเกจิอาจารย์รุ่นอาวุโส ถึงขนาดพระอาจารย์ใหญ่หลาย ๆ ท่านสั่งความกับลูกศิษย์ลูกหาว่า ให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ให้ได้ พร้อมทั้งให้คำรับรองว่าพระท่านรูปนี้มีวิทยาคมแก่กล้าเหมือนพระอาจารย์รุ่นเก่าจริง ๆ พระอาจารย์รูปนี้คือ หลวงพ่อพรหม ติสสเทโว แห่งวัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา นั่นเอง

หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2456 ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 11 ปี ฉลู อุปสมบทในเดือน 6 ตรงกับปี พ.ศ. 2479 อายุ 23 ปี

พระครูสารกิจ (ฝัก) วัดทำเลไทย อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์ชุ่ม วัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอาจารย์ทอง วัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์
หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2534 รวมสิริอายุได้ 78 ปี

ความเข้มขลังทางพุทธาคมของหลวงพ่อพรหม ถูกถ่ายทอดโดยโยมสุวรรณบิดาของท่านตั้งแต่เยาว์วัย ผ่านตำราของท่านขรัวแสง วัดเสาประโคนสหธรรมิกของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ทำให้ท่านได้ชื่อว่า “หนังดีและมีอาคมขลังมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม” โยมพ่อสุวรรณได้สอนบุตรชายให้หัดเขียนอักขระเลขยันต์ ฝึกฝนท่องคาถาอาคมในวัยเพียง ๗ ขวบ(เด็กชายพรหม อายุ ๒ ขวบ พ่อสุวรรณได้ออกบวชเป็นพระได้ ๑ พรรษา) ความสามารถตามประสาเด็กของบุตรชายเป็นที่พอใจของผู้เป็นบิดา พ่อสุวรรณได้หมั่นพร่ำสอนวิชาอาคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยนิสัยใฝ่รู้ของเด็กชายพรหม ทำให้เข้าใจและแตกฉานในวิชาที่บิดาสอน ในวัย ๑๕ ปี ครั้งหนึ่งในช่วงนั้น วัดต่างถิ่นได้จัดงานประจำปีขึ้น เด็กชายพรหมได้ทำการเสกว่าน แจกให้กับเพื่อนๆประมาณ ๓-๕ คน เพื่อป้องตัว ก่อนที่ทุกคนจะเข้าสู่บริเวณงานวัดแห่งนั้น

สมัยนั้นเมื่อมีการข้ามถิ่นของไอ้หนุ่มต่างบ้านเมื่อใด ย่อมเกิดการเขม่นหรือไม่พอใจของทั้งสองฝ่ายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ครั้งนี้คู่กรณี ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นไอ้หนุ่มเจ้าของถิ่น ส่วนอีกฝ่ายเป็นไอ้หนุ่มบ้านเดียวกันกับเด็กชายพรหม ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลงให้กัน ผู้เป็นเจ้าถิ่นนั้นมีพวกมาก ซ้ำยังมีกองเชียร์ร่วมลุ้นด้วย การต่อสู้ดำเนินขึ้น ฝ่ายที่ดูจะเพรี่ยงพร้ำกลับเป็นไอ้หนุ่มต่างถิ่นที่ขณะนี้สถานการณ์ เปลี่ยนเป็นถูกรุมอย่างไม่ยุติธรรม เด็กชายพรหมและเพื่อนๆ เห็นเหตุการณ์โดยตลอด เด็กชายพรหมเชื่อมั่นในวิชาอาคมที่ได้เรียนจากบิดา ทั้งว่านกันศาสตราวุธ ที่ทำการเสกก่อนมาเที่ยวงาน เด็กชายพรหมและเพื่อนๆ จึงเข้าช่วยเหลือเพื่อนบ้านเดียวกัน อย่างไม่เกรงกลัว แม้ว่าคู่ต่อสู้นั้นมีจำนวนมากกว่า สร้างความไม่พอใจให้กับนักเลงเจ้าถิ่นเป็นทวีคูณ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด อาวุธมีดทั้งสั้น , ยาว ถูกนักเลงเจ้าถิ่นนำมาใช้ ท่ามกลางสายตาและเสียงโจษขานอื้ออึงของผู้คนในงาน นักเลงเจ้าถิ่นมั่นใจว่าคมมีดทั้งหลายแทงถูกคู่ต่อสู้หนุ่มชาวบ้านกรดอย่างแน่นอน เหตุการณ์สงบลงด้วยความบอบซ้ำของนักเลงเจ้าถิ่นอย่างสิ้นท่า เพื่อนๆ ของเด็กชายพรหม พากันสำรวจร่างกายของตนที่ถูกอาวุธ ของคู่ต่อสู้แทงอย่างไม่ยั้งมั่นใจอย่างไรก็ต้องได้แผล แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจนัก ทั่วทั้งร่างกายของทุกคนไม่มีแม้เลือดสักหยดให้เห็น มีเพียงรอยช้ำบริเวณจุดที่คิดว่าถูกแทง หรือถูกของหนักเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนี้ผู้ที่ได้พบเห็นต่างโจษขานกัน ถึงความหนังเหนียวของเด็กชายพรหมและเพื่อนๆ ทำให้เด็กชายพรหมเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนเป็นอย่างมาก ว่าเป็นผู้มีวิชาอาคมหรือมีของดี

ภายหลังแม้อุปสมบทแล้ว ท่านยังได้ศึกษาหาความรู้จากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นหลายท่าน เช่น หลวงปู่ฟัก วัดทำเลไทย หลวงปู่อ่ำ วัดงิ้วงาม หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ ฯลฯ ด้านความเข้มขลังพุทธาคมและสมาธิจิตของท่าน ซึ่งแม้แต่ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง หลวงปู่สี วัดสะแก หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน ฯลฯ ยังเอ่ยปากให้การยกย่องแทบทั้งสิ้น หลวงปู่สีวัดสะแก ซึ่งท่านเก่งขนาดไหน ยังชมว่า “ในอยุธยา(ยุค)นี้ เรื่องคงกระพันไม่มีใครเกิน(ท่านพรหม)” หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ได้เจอกับหลวงพ่อพรหม ในงานปลุกเสกพระเครื่อง เห็นผ้ายันต์ที่หลวงพ่อพรหม ลงอักขระไว้ หยิบมาดูและบอกว่า “ผ้านี้ท่าน(พรหม)เสกได้ขลังดีจริงๆ” ส่วนหลวงปู่โต๊ะเจอหลวงพ่อพรหม บอกกับศิษย์ว่า “พระท่านรูปนี้อนาคตจะสำคัญมาก เพราะมีพลังจิตแก่กล้ามากเหมือนพระอาจารย์ยุคเก่าแก่”

การฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อขัน หลวงพ่อพรหมจำพรรษาอยู่วัดขนอนเพียงไม่กี่พรรษา โยมบิดาเห็นว่าควรที่จะให้พระบุตรชาย ได้ศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมจึงได้พาไปฝากตัวเป็นศิษย์ กับหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ ซึ่งเป็นพระที่เก่งกล้าในวิชาอาคมแบบไม่เป็นสองรองใครรูปหนึ่ง หลวงพ่อพรหม มีพื้นฐานในวิชามาจากโยมบิดาซึ่งเป็นศิษย์หลวงพ่อขันมาก่อนแล้ว หลวงพ่อขันจึงสอนเพียงวิชาการสักอักขระเลขยันต์รูปแบบต่างๆและเชือกคาดเอว,ผ้าขอด, การลงตะกรุด, เดินธาตุสี่ หลวงพ่อพรหมเรียนวิชาอยู่ไม่นานจากพื้นฐานที่มีมาก่อนนั้น ทำให้ท่านสำเร็จแต่ละวิชาอย่างแตกฉาน ท่านได้อยู่รับใช้ หลวงพ่อขันอีกระยะหนึ่งจึงกราบลาพระอาจารย์กลับ เรียกได้ว่าวิชา หรืออักขระเลขยันต์ ตำราการสักยันต์ ท่านได้มาจากหลวงพ่อขันแทบทั้งหมด ความเก่งกล้าในวิชาอาคม และเคร่งครัดในพระธรรมวินัยของหลวงพ่อพรหม ทำให้เกิดศรัทธาจากคณะศิษย์มากขึ้น แต่ละวันหลวงพ่อพรหมจะรับลูกศิษย์เป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เวลาที่เหลือท่านจะใช้ในกิจของสงฆ์ และการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิ

การสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อพรหมได้จัดสร้างวัตถุมงคลครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นเหรียญรุ่นแรกรูปทรงเสมา สร้างโดยหมอชาวญี่ปุ่น นับว่าแปลกมาก ซึ่งหมอชาวญี่ปุ่นท่านนี้มีความสนิทสนมกับหลวงพ่อพรหมมาก ด้วยมีอยู่ครั้งนึงหมอชาวญี่ปุ่นได้ถูกนักเลงแถวอยุธยารุมทำร้าย หลวงพ่อพรหมท่านจึงจับสักยันต์เต็มแผ่นหลัง(สมัยนั้นหลวงพ่อ อายุเพียง 30 ต้นๆ แต่เริ่มมีชื่อเสียงด้านการสักยันต์แล้ว) ด้วยหลวงพ่อเห็นว่าหมอญี่ปุ่นจะมีอันตรายอีก เนื่องจากสมัยนั้นทหารญี่ปุ่นที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่2 มักไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักเลงบ้านเรา ซึ่งหลังจากได้รับการสักยันต์จากหลวงพ่อพรหม หมอญี่ปุ่นก็ไม่เคยได้รับบาดเจ็บจากทั้ง มีด ปืน นับได้ว่าแคล้วคลาดคงกระพันมาตลอด จึงศรัทธาหลวงพ่อพรหมเป็นอย่างมาก จึงขออนุญาตออกทุนสร้างเหรียญรูปเหมือนถวายหลวงพ่อ ซึ่งอาจเป็นญี่ปุ่นคนแรกที่แขวนพระก็ว่าได้ โดยสร้างเพียง 2 เนื้อ คือทองแดงผสม 100 เหรียญ เนื้อเงิน 50 เหรียญ จึงกลายเป็นเหรียญที่หายากมากๆ จนกลายเป็นตำนานไปแล้ว

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อพรหมนี้ ถือว่าเป็นเหรียญหลักของวงการพระเครื่องมานานแล้ว ไม่ใช่พึ่งมานิยม แต่เนื่องจากเหรียญสร้างน้อยมาก ผู้ที่มีต่างเก็บ และหวงแหน จึงไม่ค่อยเห็นในตลาดพระเครื่องทุกวันนี้ ต้องถามเซียนเหรียญรุ่นเก๋าถึงจะทราบ ซึ่งการสร้างเหรียญรุ่นแรกในปีนั้น พ.ศ.2494 หลวงพ่อพรหมพึ่งจะมีอายุเพียง 38 พรรษา(เกิด พ.ศ.2456) ซึ่งถือว่าหนุ่มมากๆ เรียกว่าวัยฉกรรจ์เลยก็ว่าได้ กำลังร้อนวิชา(เสกแบบจัดหนักจัดเต็มแน่นอน) ด้วยพรรษาเพียงเท่านี้แต่กลับสร้างเหรียญรุ่นแรกขึ้นมาได้(อาจเป็นเกจิที่อายุน้อยที่สุดที่ได้สร้างเหรียญรุ่นแรก) นับได้ว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ทั้งในอยุธยายุคนั้นก็มีพระเกจิอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ ระดับปรมาจารย์อีกหลายท่าน ที่พึ่งสร้างเหรียญรุ่นแรกออกมา แต่เหรียญหลวงพ่อพรหมนี้ ที่เป็นเพียงพระหนุ่ม กลับได้รับความนิยมจากผู้คน ต่างแสวงหามาครอบครอง ตั้งแต่เหรียญออกมาใหม่ ๆ เนื่องจากมีประสบการณ์ทางด้านมหาอุดคงกระพันให้เห็นกันมาก ซึ่งจะว่าไปแล้วในกระบวนเหรียญพระอาจารย์ที่สร้างในยุคนั้น พ.ศ.2490-2495

มีข้อมูลจากคนเก่าคนแก่มาว่าเหรียญหลวงพ่อพรหมรุ่นแรกเช่าหากันแพงที่สุดในยุคนั้น สำหรับเหรียญรุ่นแรกนี้ ทำการแกะบล็อค และปั้มเหรียญ ที่โรงงานเดียวกันกับเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม(ซึ่งสังเกตได้ว่าเหรียญจะมีลักษณะคล้ายกัน) หลวงพ่อพรหมดูฤกษ์ยามแล้วปลุกเสกเหรียญในโบสถ์ จากนั้นนำมาปลุกเสกที่กุฏิอีก 1 ไตรมาส แล้วค่อยทยอยแจกให้กับลูกศิษย์ลูกหา ซึ่งต่อมาภายหลังท่านได้จัดสร้าง เหรียญซึ่งมีลักษณะเป็นรูปพระนารายณ์ในรูปแบบต่างๆกันเช่น นารายณ์เส้น ปี2509, นารายณ์ออกศึก ปี2516,นารายณ์ทรงเมือง ปี2521 และเหรียญหนุมานออกศึก เหรียญสิงห์ , ยันต์ต่างๆ รูปทรงที่เป็นพระนารายณ์ หนุมาน และสิงห์นี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัวของท่าน ซึ่งเหรียญนารายณ์เส้น ปี2509 ยังถือว่าเป็นเหรียญพระสงฆ์องค์แรกของประเทศที่อันเชิญพระนารายณ์มาประทับที่หลังเหรียญ

ชื่อเสียงของท่านโด่งดังตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 โดยเฉพาะด้านการสักยันต์ ยันต์พระนารายณ์,พระ บุตร-ลบ, ราชสีห์, หนุมานดันปฐพี ถูกถ่ายทอดผ่านปลายเข็มสักสู่เนื้อหนังลูกผู้ชายชาวอยุธยาคนแล้วคนเล่า ผู้ผ่านศึกมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ คมศัสตราวุธนานาหาได้ชำแรกผ่านผิวกายไม่ เล่ากันว่าก่อนที่เสือขาวจะพาพวกปล้นตลาดท่าเรือนั้น (ปิดตลาดปล้นปี 08) ได้มาขอผ้าขอดจากหลวงพ่อ (มีอานุภาพคุ้มครองบริวารได้ 7 คน) จนสามารถหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ได้

ประสบการณ์ วัตถุมงคลของท่านล้วนมีประสบการณ์ แคล้วคลาด คงกระพัน ทั้งสิ้น เป็นที่โจษขานกัน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์มาก ๆ และเริ่มหายาก เนื่องจากวัตถุมงคลยุคต้น ของหลวงพ่อสร้างน้อยด้วย ผู้ที่มีต่างหวงแหน เนื่องจากมีประสบการณ์เรื่องเล่าอย่างโชกโชน วัตถุมงคลของหลวงพ่อพรห์มจะปลุกเสกอธิฐานจิตเดี่ยวตลอดไตรมาตร ท่านบอกว่า ได้ทำทั้งที เมื่อมีดีแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด

ขอบพระคุณข้อมูลจาก คุณบอลปารจีน

ที่มา http://www.guaranteepra.com/webboard/show.php?Category=general_talk&No=514758

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ