6288. “คะนัง” เงาะป่าคนแรกที่ได้รับยศ “มหาดเล็กพิเศษ” จากพระพุทธเจ้าหลวง ร.5

พลเสือป่า คะนัง กิราตกะ เป็นเงาะป่าที่มีชื่อเสียงด้วยได้รับการชุบเลี้ยงจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สยาม ให้อยู่ในพระบรมมหาราชวังเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็ก จากการที่คนังเล่าเรื่องราวของวิถีชีวิตของชาวซาไกถวายพระพุทธเจ้าหลวง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง เงาะป่า โดยให้ “คนัง” เป็นตัวเอกของเรื่อง

จากที่ครั้งหนึ่งเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จ เมืองนครศรีธรรมราช ทางเมืองได้นำเงาะป่าจากพัทลุงมาถวายให้ทอดพระเนตร หลังจากทอดพระเนตรภาพดังกล่าวพระองค์ก็มีความสนพระทัยในเงาะป่า ทรงพระราชดำริที่จะลองเลี้ยงเงาะป่าดูบ้าง พระองค์จึงทรงมีกระแสรับสั่งให้หาลูกเงาะป่าสักหนึ่งคน แต่ต้องไม่เด็กเกินเอาที่พอเลี้ยงไม่เอาเด็กอ่อน และทรงกำชับหนักแน่นว่า ให้เกลี้ยงกล่อมอย่างละมุนละม่อมโดยมิให้บังคับ และควรที่จะเป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่

จนเรื่องที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งนั้นไปถึงหู เงาะยัง ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเงาะพัทลุง โดยเงาะยังได้ให้ข้อมูลว่า ในกลุ่มมีเงาะเด็กกำพร้าอยู่ 2 คน คือ กินกับคะนัง จึงเสนออุบายให้จัดมโนราห์ให้เงาะชมจนหลับและค่อยอุ้มเด็กเงาะคนใดคนหนึ่งออกมาขณะหลับ แต่เมื่อทำตามแผนดังกล่าว คะนังก็รู้สึกตัวไม่ยอมและร้องไห้งอแง จนต้องให้คนที่พูดภาษาซาไกได้ไปปลอบและเอาดอกไม้แดงให้จึงสงบลง จึงเป็นที่มาของตัวเอกในบทประพันธ์เรื่อง เงาะป่า ที่ตัวเอกจะชอบทัดหูด้วยดอกไม้สีแดง

แม้คะนังจะมีชาติกำเนิดมาจากคนป่าที่ถูกดูแคลนว่าไร้ความเจริญ แต่คะนังก็ทำให้ทราบเป็นที่ประจักษ์ว่าคะนังก็เป็นเด็กที่มีความฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบ รู้จักประจบประแจงมากเป็นที่สุด มีโวหารดีและมีความจำแม่นยำ แต่เดิมเมื่อแรกเข้าวังคะนังจะกินเพียงข้าวสุกกับกล้วยน้ำว้า ต่อมาพระวิมาดาเธอฯ ก็ให้ลองทานอาหารอื่นบ้าง เมื่อมีอาหารแปลก ๆ ก็จะถามชื่อไว้ เพื่อที่คราวหลังจะได้กราบบังคมทูลถูกว่าอาหารนั้นชื่ออะไร และแต่เดิมคะนังไม่ชอบสวมเสื้อผ้า ไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน ภายหลังจึงให้หัดสวม และเมื่อสวมใส่เป็นแล้วก็มีเครื่องแต่งกายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งชุดลำลอง, ชุดตามเสด็จ หรือชุดเต็มยศ โดยมีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริออกแบบพระราชทานทั้งสิ้น

คะนังในวังหลวงเองก็มีชีวิตที่สุขสบาย มีพี่เลี้ยงคอยดูแลรักษาความสะอาดให้ แต่คะนังเองกลับไม่คุ้นชินกับชีวิตในวังมากนัก ในเรื่องการขับถ่าย ก็นั่งขับถ่ายในหม้อ พอเมื่อถ่ายเสร็จจะให้ล้างน้ำหรือกระดาษเช็ดก็ไม่ยอมต้องใช้ไม้เช็ดเท่านั้น

เมื่อเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก คะนังก็ทำงานสนองพระเดชพระคุณ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตื่นจากบรรทม คะนังก็รีบแต่งตัวสวย ๆ เพื่อมาเข้าเฝ้า และเมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารร่วมกับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ คะนังก็ได้นั่งใกล้ชิดพระยี่ภู่ที่ประทับ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงซักถามเรื่องต่าง ๆ เช่น ความเป็นอยู่ของพวกเงาะป่าในพัทลุง และพระราชดำรัสถามประจำก็คือ “เมื่อเช้านี้กินข้าวกับอะไรบ้าง” และทรงซักถามคำศัพท์ของเงาะสำหรับพระราชนิพนธ์ เงาะป่า ด้วย

ทั้งนี้คะนังมีความสามารถด้านละครไทย แม้แต่ท่ายากก็สามารถทำได้ดี เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” โดยมีคะนังเป็นตัวเอก จึงให้หม่อมเพื่อน บุนนาค เป็นผู้ฝึกสอน แต่คะนังเองก็สามารถทำการแสดงได้ดีถูกจังหวะจะโคนแม่นยำทั้ง ๆ ที่มีเวลาฝึกน้อยก่อนออกแสดง

แม้ว่าตัวจะอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์สยามแล้ว แต่คะนังก็ยังไม่เคยลืมพี่น้องหรือพวกพ้อง จึงกราบบังคมทูลขอให้ส่งรูปเขาไปให้พี่น้องบ้าง

เดือนธันวาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายรูปคะนังพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร ราคาขายแผ่น 3 บาท ซึ่งขณะนั้นถือว่าสูงมาก แต่ปรากฏว่าขายดีจนไม่พอขาย แต่เดิมพิมพ์รูปไว้เพียง 230 รูป ต้องพิมพ์เพิ่มอีก ได้เงินจากรูปเกือบ 1,200 บาท รายได้แบ่งออกเป็นสามส่วนคือ ถวายวัดส่วนหนึ่ง, ค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูปส่วนหนึ่ง และพระราชทานแก่คะนังส่วนหนึ่ง

หลังสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงรับคะนังไว้ในราชการเป็นพลเสือป่า กรมเสือป่าพรานหลวงรักษาพระองค์ และประจำกรมพิณพาทย์หลวง และพระราชทานนามสกุลให้ด้วยว่า “กิราตกะ” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2457

แต่เรื่องราวชีวิตหลังจากนี้ไม่ใคร่มีข้อมูลนัก แต่จากข้อเขียนของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ในอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2505 ได้ความเพียงว่า “ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคตราว 1 ปี คะนังก็ออกไปอยู่กับพวกมหาดเล็กทางฝ่ายหน้า ถึงรัชกาลที่ 6 ก็เลยหายสาบสูญไป แม้ว่ารัชกาลที่ 6 ทรงเรียกให้ตามหาตัวมาเข้าเฝ้าหลายต่อหลายครั้ง ให้ทหารหลายระดับตามหาตัว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถหาตัว คะนัง เจออีกเลย คะนังจึงหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นับตั้งแต่บัดนั้นโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าคะนังหายไปไหน”

อ้างอิงข้อมูลจาก – www.seub.or.th , th.wikipedia.org

ขอบคุณที่มาจาก partiharn.com / เรื่องเล่าชาวสยาม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ
%d bloggers like this: