เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 8 (ชลอ เกิดเทศ)

เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 8 คดีฆ่าเฮียเผ่า (เขียนโดยชลอ เกิดเทศ)

“ตัวเล่นฮุกเกอร์ เราไม่มี งานกุศลก็จริง แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำอยู่ คุณให้มันกลับมาเล่นก่อน หยุดเสาร์อาทิตย์ค่อยอบรมมันเดี่ยวๆ…”

“ได้ครับนาย…เดี๋ยวผมจะแจ้งข่าวเรื่องนี้ให้มันทราบ”

“ก็แค่เนี้ย ทำวุ่นไปได้…”

พลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ พูดพึมพำกับตัวเอง หลังโทรศัพท์หารือกับผู้อำนวยการฝึกหลักสูตรดังกล่าว จนได้ข้อสุรุป ให้ร้อยตำรวจเอกชลอ เดินทางมาแข่งขันที่กรุงเทพมหานคร และให้กลับไปฝึกต่อในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งปกติถือเป็นวันพักของผู้เข้าอบรม

เมื่อถึงกำหนดวันแข่งขัน พลตำรวจเอกประเสริฐ สั่งให้กองบินตำรวจ นำเฮลิคอปเตอร์บินตรงจากท่าแร้ง บางเขน รับร้อยตำรวจเอกชลอ ที่โรงเรียนจอหอ บินกลับมาส่งที่สนามต้นโพธิ์ ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ นั่งรถยนต์ที่มารับต่อไปที่สนามศุภชลาศัย เป็นภารกิจเร่งด่วน

ร้อยตำรวจเอกชลอในชุดรักบี้ เดินลงสนามพร้อมกับเพื่อนร่วมทีม 15 คน ท่ามกลางเสียงแซวของเพื่อนๆพี่ๆน้องในทีม ถึงการมาร่วมทีมแข่งขันแบบมาเหนือเมฆ และเสียงกระหึ่มอื้ออึงของกองเชียร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คู่แข่ง และกองเชียร์จากสโมสรตำรวจ

ทันทีที่กรรมการเป่านกหวีดเริ่มเกม อนันต์ เหมทานนท์ กองหน้าสโมสรตำรวจ ยืนอยู่กลางสนาม จับลูกหนำเลี๊ยบ เตะพร้อมลอยเข้าไปในฝั่งของกลุ่มตรงข้าม

ลูกรักบี้เด้งพื้น 1ครั้ง เกษม รัตนไชย ฟูลแบ็กเก๋าเกมฝ่ายคู่แข่ง คว้าลูกเข้าแนบอกแล้ววิ่งสวนขึ้นมาเป็นฝ่ายรุก สุวรรณ อยู่ยืนยงพร็อพฝ่ายตำรวจ วิ่งเข้าไปแท็กเกิล แต่ถูกแฮนด์ออฟยันหน้าหงาย แต่ยังมี จำลอง แสงทวีปวิ่งเข้าไปหมายสกัด กลับถูกโยกหลอก แต่สุดท้ายเสียหลักล้มลงไปทั้งคู่

ฟูลแบ๊กทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนนี้ ไม่ใช่ย่อย เพราะก่อนเสียหลักล้ม เขาหมุนตัวส่งลูกให้ เกษม สุขสถาน สกรัมฮาล์ฟ ส่งต่อไปให้ ฟลายฮาล์ฟ โสภาคย์ ล่อใจ วิ่งออกไลน์ไปจนสุดถึงปีกทะลุแผงกองหลังของสโมสรตำรวจหลุดเข้าไปวางทรัยได้อย่างสบายๆ

แต่นักรักบี้ของสโมสรตำรวจ ดีกรีแชมป์ประเทศไทย 12 สมัยซ้อน ไม่ใช่หมู โดยการสั่งการของ วิเชียร โพธาฟูลแบ๊กร่างบึ้ก พวกเขาเริ่มโต้กลับได้อย่างสวยงาม ด้วยการออกไลน์ต่อปีกให้คนชื่อ “เล็ก”ตัวใหญ่ อย่าง อัยยรัช เวสสะโกศล วิ่งทะลุมุมธงเข้าไปวางทรัย เรียกคะแนนกลับคืนมาได้ทันควัน

ทั้ง 2 ยอดทีม ผลัดกันรุกผลัดกันรับ

จังหวะหนึ่ง ในขณะที่ร้อยตำรวจเอกชลอถือลูกวิ่งเข้าไปในแดนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยไม่ทันเห็นฝ่ายตรงข้ามที่มาทางด้านซ้าย กระแทกนายตำรวจหนุ่มเข้าที่สีข้างอย่างแรงจนล้มคว่ำ

“โอ๊ย…..”

ชลอ ส่งเสียงร้องดังลั่น ก่อนนอนแผ่หราอยู่กลางสนาม

กรรมการเป่านกหวีดหยุดเกม ก่อนเข้ามาดูอาการ โดยฝ่ายตรงข้ามที่แท็กเกิลชลอ เดินมาดูด้วยความเป็นห่วง

“เป็นไรมากไหมน้อง….”

เสียงของพยอม พิกุลทอง นักรักบี้ทีมชาติรุ่นพี่ สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอ่ยปากถาม พร้อมดึงมือของนายตำรวจหนุ่มลุกขึ้นมาเล่นกันใหม่

“ไม่เป็นไรพี่…พอทน”

ชลอลุกขึ้นตอบก่อนที่เกมจะเล่นกันใหม่

นกหวีดเป่าจบเกมการแข่งขัน ชลอจำได้ว่า สโมสรตำรวจ ชนะหวุดหวิด 3 แต้ม

เสียงไชโย ไชโย ไชโย 3 ครั้งจากนักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แพ้แสดงสปิริตด้วยการร้องไชโยยินดีให้กับผู้ชนะ

ในขณะที่นักรักบี้ทั้งหมดของสโมสรตำรวจ ยืนตั้งแถวข้างสนามปรบมือให้กับผู้แพ้ที่วิ่งเรียงแถวเข้าไปจับมือ

เป็นธรรมเนียมการแข่งขันรักบี้ ไม่ว่าจะที่ไหน…..

นี่และที่เขาเรียกว่ากีฬาลูกผู้ชาย

แต่กับ ชลอ เขาชอบคำนี้มากกว่า

“กีฬาคนป่าที่เล่นโดยสุภาพบุรุษ”

หลังแข่งขัน ชลอ ไม่ได้อยู่ร่วมฉลองชัยชนะกับพี่น้องผองเพื่อนจากรั้วสามพราน เพราะต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับโรงเรียนจอหอ จังหวัดนครราชสีมา เพื่ออบรมหลักสูตรสำคัญต่อ

ทิ้งความทรงจำกับรักบี้นัดสุดท้าย พร้อมรอยไหม้ที่สีข้าง อันเกิดจาก พยอม พิกุลทอง นักรักบี้รุ่นเก๋าฝากไว้ ในขณะที่สายตาชายหนุ่มมองลงจากแมลงปอเหล็ก ที่เริ่มไต่ระดับความสูง ไปยังแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องของกรุงเทพมหานครที่อยู่เบื้องล่างในยามค่ำคืน และห่างไกลออกไปทุกที

ปลายปี 2513 หน้าตลาดเจ้าพรหม จังหวัดพระนครศรียุธยา

ขณะที่ผู้คนเดินซื้อหาข้าวของกับข้าวกับปลามื้อเย็นกันขวักไขว่ ไม่ได้มีวี่แววว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นมาก่อน

เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…

เสียงปืน 3 นัดซ้อน ระเบิดออกจากลำกล้องปืนพกดำมะเมี่ยม ส่งผลให้ร่าง “เถ้าแก่เผ่า”ชายชราวัย 60 กว่าปี ยี่ปั๊วค้าหมูในตลาดเจ้าพรหม ผู้กว้างขวางคนหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงกับสะดุ้งเฮือกสุดตัว วิญญาณลอยหลุดออกจากร่าง ก่อนตัวจะล้มฟาดพื้นเสียงดังพลั่ก ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยตระหนกตกใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์

ส่วนมือปืน วิ่งหนีเข้าไปในซอยเล็กๆซอกตึกเก่าๆ 2 ชั้น ที่อยู่ใกล้ๆไม่ถึงอึดใจ มีรถตุ๊กตุ๊กหัวกบ แผดเสียงเครื่องยนต์แสบแก้วหู วิ่งสวนออกมาด้วยความเร็วไม่แพ้กัน

“แจ้งผู้บังคับบัญชา และผู้เกี่ยวข้อง เกิดเหตุ 241 อาวุธปืน ที่หน้าตลาดเจ้าพรหม ผู้เสียชีวิตเป็นชาย ส่วนคนร้ายเบื้องต้นเป็นชาย 1 คน ไม่ทราบรูปพรรณ หรือการแต่งกาย รวมทั้งยานพาหนะ และเส้นทางหลบหนี…”

เสียงรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ ดังมาจากวิทยุมือถือไอค่อมของพันตำรวจตรีชลอ ที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารภายในร้านเรือนแพ

“พระนคร 1 ว.25 ที่เกิดเหตุ ให้เจ้าหน้าที่รักษาสภาพที่เกิดเหตุ หาข่าวเบื้องต้น รวมทั้งตั้งด่านตรวจค้นผู้ต้องสงสัยเวลานี้…”

หลังตอบกลับศูนย์วิทยุ พันตำรวจตรีชลอ เจ้าของรหัสเรียกขาน นาม “พระนคร 1” ลุกขึ้นถือวิทยุในมือ เดินจ้ำออกนอกร้านขึ้นรถจิ๊ปมิตซูบิชิ ตราโล่ พร้อมกับร้อยตำรวจเอกคงพล สุวรรณรักษ์ ที่ทำหน้าที่พลขับ

“เถ้าแก่…กับข้าวไม่ต้องทำแล้ว…”

จ่าเจิมตะโกนบอกพ่อครัวร้านเรือนแพ ยกเลิกรายการอาหารเย็น แล้ววิ่งตามผู้เป็นนายทั้งคู่ไปขึ้นรถ

ไม่ถึง 10 นาที ชลอ พร้อมลูกน้องคู่ใจ 2 นาย มาถึงที่เกิดเหตุ ท่ามกลางไทยมุงที่รุมล้อมดูร่างไร้วิญญาณของเถ้าแก่เผ่า พ่อค้าหมูระดับมาเฟีย ที่บัดนี้เหลือแต่ชื่อ เพราะลูกตะกั่ว 3 นัด พุ่งเข้าจุดตายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะที่ศีรษะ ลำคอ และหน้าอกซ้าย

เสียงร้องไห้ระงมจากลูกเมียของเถ้าแก่เผ่า ที่พยายามโผเข้ากอดร่างของหัวหน้าครอบครัวที่นอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงญาติพี่น้องของเฮียเผ่า ที่ยังคุมสติไว้ได้ต้องช่วยกันยุดยื้อเอาไว้

พันตำรวจตรีชลอ สั่งการให้ร้อยตำรวจเอกคงพล และลูกน้องออกหาข่าวในคดีฆาตกรรมที่ท้าทายความสามารถเขาเป็นคดีแรกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รุ่งขึ้น จ่าเจิมได้ตัวพยานคนหนึ่งเห็นมือปืนที่ลั่นไกสังหาร เจ้าพ่อวงการค้าหมูเมืองกรุงเก่า

พยานเป็นชาวบ้านธรรมดาที่มาซื้อกับข้าวไปทำอาหารเย็นในครอบครัวระบุว่า กำลังเดินออกจากบ้านที่อยู่ในซอยเล็กๆซอกตึก ได้ยินเสียงปืนดัง 2-3 นัด จากนั้นมีชายฉกรรจ์รูปร่างสันทัด วิ่งถือปืนสวนเข้ามาและกระโดดขึ้นรถตุ๊กตุ๊กสามล้อหัวกบที่มีชายฉกรรจ์อยู่บนรถประมาณ​ 3-4 คน วิ่งออกจากซอยไปอย่างรวดเร็ว

เย็นวันเดียวกัน นายสมหมาย คนขับรถตุ๊กตุ๊กหัวกบคันที่ถูกระบุ ถูกนำตัวมานั่งอยู่ในห้องทำงานผู้บังคับกองเมือง สถานีตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยา ต่อหน้าพันตำรวจตรีชลอ เกิดเทศ

สายตานายตำรวจหนุ่มจ้องมองหน้านายสมหมาย จนเจ้าตัวต้องก้มหน้าหลบสายตาเขม็งคู่นั้น

“ไง…มีอะไรจะบอกไหม…”

พันตำรวจตรีชลอ ยิงคำถามแรก

“เขามากัน 3 คน ครับนาย ขึ้นจากสถานีรถไฟมาที่ตลาดเจ้าพรหม เขาสั่งให้ผมไปจอดรอในซอกตึก จากนั้นชายที่นั่งมาด้วยคนหนึ่งลงจากรถเข้าไปที่ตลาด ประมาณ 10 นาที ผมได้ยินเสียงปืนดัง แต่ไม่ทราบว่าใครมีเรื่องอะไร ซักพักผู้ชายที่เดินเข้าไปที่ตลาดก็วิ่งกลับมาขึ้นรถ ท่าทางกระหืดกระหอบพอสมควร แล้วรีบให้ผมขับไปส่งที่ท่ารถโดยสาร อำเภออุทัย ทั้งหมด 3 คน ….”

โชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กหัวรถกบ เล่าเป็นฉากๆ….

“บนรถมันคุยอะไรกัน ใครชื่ออะไร พอจำได้ไหม…”

นายตำรวจหนุ่มซักต่อ

“พอจำได้บ้างครับ คนหนึ่งเรียกแทนตัวเองว่าหมอ ส่วนอีก 2 คนพูดกับหมอ ทำนองว่าจะกลับไปเข้าเวร จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก….”

“แน่ใจนะ…ว่ามึงไม่ได้โกหกหรือมีส่วนเกี่ยวข้องยิงเถ้าแก่เผ่าด้วย…”

พันตำรวจตรีชลอ สำทับ

“ครับนาย….ให้ผมไปไหว้พระสาบานที่วัดไหนก็ได้ ถ้าผมโกหก ให้มีอะไรในสามวันเจ็ดวัน…”

นายตำรวจหนุ่มจ้องหน้านายสมหมายอยู่ชั่วครู่ เหมือนชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนควักแบงก์ร้อยมา 1 ใบ ให้กับนายสมหมาย

“เอ้า…ค่าเสียเวลาที่ไม่ได้ขับรถราหากินวันนี้…”

คนขับรถตุ๊กตุ๊กที่เข้าไปเกี่ยวพันกับการสังหารเจ้าพ่อค้าหมูยกมือไหว้พันตำรวจตรีชลอ ก่อนเดินออกจากห้องไป

“บอกพวกเราจับตาดูมันไว้ด้วย ส่วน คงพล จ่าเจิม ไอ้ชู ไปอุทัยกัน…”

พันตำรวจตรีชลอ สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนเดินนำหน้าลงไปขึ้นรถจี๊ปตราโล่ มุ่งหน้า อำเภออุทัย อำเภอที่ติดกับอำเภอพระนครศรีอยุธยาไม่กี่กิโลเมตร สางปมฆ่าหยามฝีมือนายตำรวจหนุ่มคนนี้

กราบขออนุญาต : ชลอ เกิดเทศ
ที่มา : Cops-magazine
โดย : กิตติพงศ์ นโรปการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ