3785. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 44 ชาติทมิฬ (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 44 ชาติทมิฬ (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

ที่สุด โลกในกำแพงทุ่งบางเขนยามเที่ยง ณ ตำบลลาดยาวก็เติมรสให้กับชีวิตยิ่งขึ้น นับแต่ถูกคำสั่งให้กินก้นบุหรี่ของตนพร้อมกับประดานักบู๊จากหลายท้องที่รวม ๑๘ นายได้ไม่เบา เพราะตลอดเวลาเคยใช้แต่สูบ ต่อมาพอทำทะเบียนประวัติเสร็จทุกราย เหล่าคอสิงห์ทุกโต๊ะภายในที่ทำการพากันลุกไปตรวจค้นสมบัติพัสถานของแต่ละคนที่หอบมาจากสถานีตำรวจหลุดกระจายกลาดเกลื่อนเหมือนมิได้ใช้มือ

๑๘ นักบู๊นั่งขัดสมาธิบนพื้นหินขัดอย่างสงบ สำหรับความคิดผมเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เพียงรู้จกคุกเป็นครั้งแรก เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อราชทัณฑ์กลุ่มนั้นทันที พักใหญ่ พอหว่านเมล็ดพันธุ์โจรสะใจพวกยังแถมคว้าบุหรี่ที่ต่าง “ตุน” มาแต่โรงพักอย่างองอาจคนละ ๓-๔ ซองแล้ว ก็มีคำสั่งให้ไปเก็บสมบัติของตนเอาเอง

“เปี๊ยก…เดี๋ยวมันต้อง ‘ซ่อม’ ใหญ่พวกเราแน่” บังเซ็มกระซิบเบากริบ

ทันใดร่างหนึ่งทรงสูงเพียวผิวเหลืองลุกขึ้นเดินถือถุงทะเลไปยืนที่หน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่หนุ่มถามเสียงเข้ม

“นายเอาบุหรี่ผมไปทำไม ผมอยู่ในที่แคบกว่านะครับ”

หนุ่มคอสิงห์เจอเหตุพลิกล็อก เลือดขึ้นหน้าตะคอกใส่ทันใด

“กูจะเอา”

นักบู๊โนเนมเจอคำตอบกล่าวเข้า เขาทิ้งคำเรียบๆ ก่อนกลับเข้านั่งประจำที่

“ผมคงไม่อยู่ใต้ตีนนายตลอดหรอกครับ”

เมื่อบรรยากาศเลวมาแต่แรก สภาพภายในห้องทำทะเบียนประวัติอาชญากรรมของพวกเราจึงอึดอัด หลายคนบ่นหิวจวบบ่าย ๓ โมง เรา-ผู้รับการอบรมตามภาษาทางการรวม ๑๘ นายจึงได้ยินคำสั่งพัศดีโท

“จ่าทินเอาไอ้พวกนี้ไป ‘วอร์ม’ สัก ๔ เที่ยว”

นายตำรวจชั้นประทวนร่างใหญ่ ผิวคล้ำ ซึ่งนั่งทำงานร่วมกับฝ่ายประวัติฯ ลุกจากเก้าอี้พร้อมกวักมือให้พวกเราลุกตามไป โดยทุกนามไม่ลืมขนสัมภาระตนตามจ่าร่างใหญ่ผ่านประตูเหล็กบานเล็กเขตประตู ๒ เข้าสู่พื้นที่ประตู ๓ อันกว้างขวาง แต่แลรถเรื้อพันธุ์ไม้ตามสภาพทุ่งนาเดิม

“เดี๋ยวพวกมึงทั้งหมดวิ่งไปกลับจากประตู ๓ ไปยังประตู ๒ รวม ๔ เที่ยวได้ ถือว่าผ่านการตรวจสุขภาพแล้วครบสูตร”

หูผมฟังคำบอกจ่าทิน สายตามองฝ่าเปลวแดดยามบ่ายคำนวนระยะทางไม่เกิน ๒,๐๐๐ เมตร (๔ เที่ยว) อย่างละเหี่ยใจ

“เปี๊ยก พอวิ่งไหวไหม” บังเซ็มอาทรทั้งน้ำเสียงและสีหน้า “มันจะไม่กระทบกระเทือนแผลที่ถูกปืนหรือ”

“คงไม่หรอกบัง เพราะแผลผ่านมาเดือนกว่าแล้ว” ผมบอกอย่างมั่นใจ

และแล้วยามตะวันบ่ายกลางถนนลูกรังกลางคุก ๕๐๐ ไร่ ก็เปลี่ยนเป็นสนามทดสอบสุขภาพโดยให้ทุกคนวิ่งตามจังหวะนกหวีดในรูปากจ่าจนฝุ่นลูกรังคลุ้งตลบ บังเซ็มพยามวิ่งตีคู่กับผมตลอดใน ๒ เที่ยวแรกบอกระคนหอบหายใจฟืดฟาด

“บังอาจวิ่งได้แค่ ๓ รอบ รู้สึกกำลังขามันอ่อนลง”

“ถ้าวิ่งไม่ครบจะถูกลงโทษหรือเปล่า บัง” ผมถาม วงล้อตีนสับอยู่ตลอด

“เขาไม่ทำโทษหรอก แต่ “พวกเรา” ทำกันเอง โดยพยายามจะวิ่งให้ครบจะได้ไม่อายเพื่อน”

คำบอกบังเซ็มเป็นความจริง เพราะเท่าที่สังเกตต่างคนต่างวิ่งดั่งต้องการเอาแพ้-ชนะกัน จึงมีผลให้ผู้สูงอายุอย่างบังเซ็ม “อาจ” ไม่ยอม “ล้ม” ให้อายเด็ก ย่างเข้ารอบที่ ๓ ได้ครึ่งทาง บังเซ็มบอกระคนหอบ เหงื่อโซมหน้าเหลืองซีด

“มันรู้สึกแน่นหน้าอกแล้วละเปี๊ยก”

แม้ยังสับตีนวิ่งตามเสียงนกหวีดอยู่ แต่สายตาสังเกตอาการบังเซ็มเสมอซึ่งขณะนี้ใบหน้ากลับคล้ำเขียว

“บัง…หยุดเถอะ ผมจะหยุดด้วย” ผมตัดใจ

“อย่าทำนะเปี๊ยก”

สิ้นคำ รุ่นใหญ่สับตีนวิ่งห่างจากผม กระทั่งเหลือรอบสุดท้าย ผมกวาดตามองหาบังเซ็มไม่พบก็ชักร้อนทรวง แต่เมื่อสับตีนตามพวกมาถึงทางแยกอันแยกออกไปโรงพยาบาลหรือแดน “พบ.” ของสถานอบรมฯ ผมเห็นบังเซ็มนอนอยู่ในเปลสนาม ถูกผู้รักษาระเบียบแต่งกายชุดน้ำเงิน ๔ นายกำลังหามรุ่นใหญ่เข้าแดนพยาบาลอย่างเร่งด่วน ผมวิ่งตามพรรคพวกไปโดยไม่ทราบจะทำประการใดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนครบ ๔ เที่ยวเหมือนทุกคนยังจุดสตาร์ตคือประตู ๒ ดังนั้น ทั่วอาณาบริเวณประตูเหล็กบานใหญ่จึงระงมเสียงหอบหายใจฟ้องความเหน็ดเหนื่อย โดยมิได้มีพรรคพวกคนใดถามหาบังเซ็มชาวยุทธ์อาวุโสซึ่งร่วงเพราะวัยเอาเลย ในที่สุด ๑๘ ชีวิตบุคคลอันธพาล ามคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑-๔๒ อันเหลือ ๑๗ นาย โดยถูกจำหน่ายไปแดนพยาบาล ๑ นาย จึงถูกคุณจ่าส่งเข้ามอบตัวให้พัศดีตรีผิวดำแดงวัย ๔๐ ปี ชื่อทราบภายหลังว่า ป๋าหง่า ยังที่ทำการซึ่งปลูกเป็นกระท่อมอยู่กลางบ่อมีปลานานาชนิด ส่วนบริเวณโดยรอบมีร่มไม้ให้ความร่มครึ้มยิ่งขึ้น

บรรดารุ่นซีเนียร์ต่างยืนล้อมชมอยู่รอบๆ บ่อแน่นขนัดนับร้อยเป็นการต้อนรับ ระหว่างนั่งยองๆ ข้างกองสัมภาระเป็นแถวเบื้องหน้าคอสิงห์ท่านนี้ ร่างหนึ่งผิวขาวอมเหลืองตัดผมสั้นเกรียนวัย ๒๕ ปี ที่ชาวยุทธ์รู้จักกันในนาม เต็งโก้ เดินประคองถาดบรรจุถ้วยกาแฟเข้าไปเสริฟ์พร้อมวางกระดาษชิ้นเล็กๆ แผ่นหนึ่งไว้ค่อยถอยออกจากที่ทำการ ป๋าหง่าตำแหน่ง ผบ.แดน หรือผู้บังคับแดนตึกที. เก่าเหลือบตามองโอยัวะในถ้วยส่งควันกรุ่นวับเดียวก็จัดการดึงกล่องยาอา ที่ป๋าใช้บรรจุใบจากกับยาฉุนออกมานั่งมวนสีหน้าปกติ ครู่หนึ่งผมสังเกตพบรอยสักอักขระสัญลักษณ์ “เก้ายอด” ที่โผล่มาจากปกเสื้อบนลำคอขณะท่านก้มลงหยิบรองเท้าแตะฟองน้ำไปใส่แทนเกือก อิริยาบถคนสูงอายุอย่างป๋าหง่าถูกสเป๊กใจผมในแวบนั้น ทั้งนี้หาใช่ท่านเป็นศิษย์สำนัก “เก้ายอด” ดุจเดียวกับพระคุณเจ้าหลวงพ่อ แต่เป็นความนิยมที่ผมมองจากสายตาว่าป๋าเป็นนักเลงจริงคนหนึ่งที่สมควรอบรมพวกเราที่เห็นยังกลางแดดสนธยานี้

ดังนั้น กลางทุ่งบางเขนขังคนเป็นศัตรูทางการเมืองของหัวหน้าคณะปฏิวัติยามนี้จึงเงียบสงบ เหล่าชาวยุทธ์ที่เฮโลกันไปชมอยู้รอบบ่อจ้องตามาในที่ทำการเป้าเดียว ป๋าหง่าซดกาแฟรสมือดาราดังสะพานเหลืองอึกใหญ่เมื่อบุหรี่ใบจากหมดมวน คอสิงห์ระดับจัตวา ๒ ท่านลุกขึ้นยืน นัยน์ตาคนเจนชีวิตและโลกในกำแพงของพัศดีตรีกราดมองสรรพสิ่งของที่นักบู๊ตุนมาจากสถานีตำรวจที่ตนพำนักจนทั่วจึงถามเสียงดัง

“ใครชื่อ เปี๊ยก วะ”

ผมร้อนฉ่าราวกับเพิ่งหลบหมัดสมเดช ยนตรกิจได้หวุดหวิด เพราะหวยมาออกที่ตัวเองอีกแล้ว จึงลุกขึ้นยืนตรงเบื้องหน้าท่านแทนระบุนาม

“มึงหรือ…” ผู้บังคับแดนถามเหมือนไม่แน่ใจ

“มีข้าวของอะไรยกมาไว้ข้างๆ โต๊ะป๋านี่”

ป๋าบอกสุ้มเสียงเป็นกันเอง ผมปฏิบัติตามแล้วนั่งอยู่กันสมบัติตัวเองข้างๆ โต๊ะทำงานท่านด้วยอาการอันบอกใจตนไม่ถูก หรือว่ากระดาษชิ้นเล็กๆ ที่เต็งโก้วางลงบนโต๊ะ ผบ. แดนขณะวางถ้วยกาแฟเป็น “โค้ด” ลับเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่สุดปรัศนีทางความคิดของผมค่อยๆ ถูกเผยจากปากพัศดีตรี หรือ ป๋าหง่า ชัดถ้อย

“ที่นี่ “คุก” ไม่ใช่ “บ้าน” ….ใครที่คิดอยากอยู่ในคุกให้เหมือนกับบ้านมันก็ต้องอยู่ยาวหน่อย ฉะนั้นเมื่อเป็นคุกทุกคนจึงต้องทำงาน มีหน่วยงานทำเป็นสัดส่วนทั้งต้องทำงานให้เกิดผลเท่านั้น คือเป้าหมายการพิจารณาชั้นของแต่ละคนโดยป๋ารับรองว่า “ลาดยาว” แห่งนี้ใช้เงินซื้ออิสระไม่ได้เด็ดขาด ป๋าจึงหวังเห็นทุกคนควรแข่งขันกันที่ผลงาน…เอาละ ทีนี้ป๋าขอวกมาพูดถึงข้าวของที่ทุกคนขนมาจากโรงพักบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่แต่ละคนขนไม่ต่ำกว่า ๓๐ ซองหรอกนั่น ป๋าจึงมีความเห็นว่าเจ้าของบุหรี่ควรครอบครองบุหรี่ไว้แค่ ๑ ซอง นอกนั้นให้นำไปแจกตามหน่วยงานทั้ง ๓ โรงงาน…มีใครสงสัยอะไรหรือเปล่า”

อาการสงบคำของนักบู๊คล้ายบอกให้ ๒ คอสิงห์หนุ่มรับรู้ต่างจึงยึดบุหรี่ไว้ทั้งหมด ยกเว้นผมผู้เดียวที่ ๒ เจ้าหน้าที่มิได้แตะต้องจึงเริ่มอุ่นใจขึ้นบ้าง เพราะคิดว่าพรรคพวกชาวยุทธ์ที่เข้าไปก่อนใช้อิทธิพลด้านใดด้านหนึ่งช่วยพยุงมิให้ผมล้มละลายในคุก เสียงเป่าแตรเดี่ยวเลิกงานกังวานไปทั่วทุ่งบางเขน ป๋าหันมาทางผมแวบเดียวสั่งให้ ๒ เจ้าหน้าที่คุมตัว ๑๖ ชาวยุทธ์ไปตัดผม ปลูกฝี และฉีดวัคซีนตามระเบียบ ถึงตรงนี้ผมชักกังขาบ้างแล้วว่า “ป๋า” จะเล่นกับผมลูกไหน ในเมื่อสั่งทุกคนออกไปหมดแล้ว พอคิดออกปากถามท่านว่าผมจะต้องทำอย่างไรต่อไปตามฐานะน้องใหม่ ก็ปรากฏ ๒ ตำรวจชั้นประทวน ๒ นาย ล็อกคอหนุ่มผิวขาวหุ่นเพรียวมีรอยสักรูปสัตว์ในพงศาวดารจีนเต็มร่างยี่ห้อ “ตี๋น้อย” เด็กของ เฮียล้อ วงเวียนฯ เดินย่ำสะพานกึงกังเข้ามาอีกราย สถานะดังกล่าวเราได้แต่มองตากัน ตี๋น้อยกุมารจีนพุ่งแรงวัย ๒๐ ปี อดีตนักบู๊โนเนมที่ซือเอียหมายปั้นขึ้นแทนตนก่อนเกมเข้าลาดยาวสำแดงอาการฉุนโกรธทางสีหน้าชัดเจน พอเข้าเขตที่ทำการ กุมารจีนถูกปล่อยให้เป็นอิสระ พวกโวยทันควัน นัยน์ตาแดงก่ำ

“วันหน้าค่อยจับผมใหม่นะหมู่”

๒ ตำรวจไม่โต้ ผู้ครอบยศสิบโทรายงาน “ไอ้นี่ทำการค้าเฮโรอินอยู่หน้าแดนโรงพิมพ์ครับป๋า”

สิ้นคำรายงาน ผู้หมู่ล้วงตลับยาหม่องขนาดใหญ่ออกจากกระเป๋าเสื้อขยับก้าวไปยืนเกือบชิดโต๊ะพลางเปิดฝาตลับยาหม่องให้ป๋าชมเฮโรอินเกือบเต็มตลับ อึดใจปิดฝาตลับวาง “ของกลาง” ไว้บนโต๊ะนั่น ป๋าถามเรียบๆ

“คุณ ๒ คนจะให้ผมทำยังไงกะมันล่ะ”

สิบโทท่านเดิมตอบทันควัน “ดำเนินคดีตามกฏหมายครับ”

คราวนี้ผมลอบชำเลืองอากัปกิริยาท่านกับกุมารจีนผู้ต้องหา ขณะท่านบอกระคนหัวเราะไม่ดังนัก

“ตั้งแต่เปิดลาดยาวขึ้นมานี่ ยังไม่เคยมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดสักราย ผมจึงให้คุณเลือกวิธีลงทัณฑ์ในเรื่องนี้ดังนี้คือ “ขังเดียว” กับใช้กระบอกตีหลังครึ่งโหล”

สิบโทหนุ่มเจ้าของเรื่องย้ำมติใจชัดเจน

“ผมต้องการให้ดำเนินคดีมันครับ”

ป๋าย้อนอีกประโยค “คุณต้องการให้คำเนินคดีแน่”

“ครับ”

วิบตา นัยน์ตาคมฉกาจนักเลงรุ่นพ่อฉวัดไปยังผู้ต้องหา พลางสบกันวับเดียวก่อนหล่นคำด่าไฟแลบ

“มึงเลิกหากินอาชีพนี้ได้แล้วไอ้ตี๋ ถ้ายัง ‘โง่’ อยู่”

ตี๋น้อยคิ้วกระตุก ร่างที่ยืนนิ่งขึงราวม้าศึกถูกสยบพุ่งพรวดไปที่โต๊ะทำงานตะปบมือคว้าตลับยาหม่องบรรจุยาอุบาทว์ติดมือในบัดดล

“เฮ้ย!” ผู้หมู่ร้อง โดดเข้าคว้าจับข้อมือไว้

อีซ้ายที่ยังว่างอยู่ของกุมารจีนจึงทิ่มโครมเข้าเต็มหน้าถึงกับถลา ป๋าโวยเสียงสนั่น

“หยุดนะโว้ย”

กุมารจีนวัยลำพองกลับวิ่งไปพุ่งหลาวลงบ่อน้ำดังตูม น้ำแตกซ่า บรรดากองเชียร์รอบบ่อเงียบกริบ ทุกดวงตากราดหาร่างกุมารจีนว่าจะโผล่ที่ใด อึดใจใหญ่ตี๋น้อยก็ยังไม่ยอมโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ จวบอีกครู่หนึ่ง กุมารจีนผู้บังอาจแย่ง “ของกลาง” บนโต๊ะป๋าลงไปฝังไว้ใต้น้ำได้โผล่ขึ้นมารับแรงเชียร์จากชาวยุทธ์รอบๆ บ่อดังอึมคะนึง

๒ โล่เขนสะบัดหน้ากลับเดินออกจากที่ทำการกลางบ่อโดยมิได้มีใครสนใจดุจมาเยือน ทว่า พระคุณท่านเชื่อไหมครับว่า “งาน” นี้แม้แต่ป๋าก็ยังตีหลังไอ้ตัวแสบไม่ลง เพราะจากพฤติกรรมของมันคงให้สติท่านจนถึงกับออกปาก

“มึงกล้าแลกกับความตายเชียวนะ…ไอ้ห่าตี๋”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ