3760. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 19 ความเจ็บปวด (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 19 ความเจ็บปวด (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

และแล้วเราอันมี แอ๊ด เสือเผ่น, แดง จอน กับผมก็ได้ผ่านยุทธวิธีการเกณฑ์ทหารที่พิสดารกว่าใครในรอบปีนี้ไปถึงจุดหมายยังกองพลที่๑ รอ. พอดีเป็นเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันของบรรดานายทหารที่ทยอดเดินผ่านกองรักษาการณ์ออกมาจึงชวนกันโฉบเข้าร้านอาหารบริเวณนั้น ซัดข้าวหน้าเบ็ดคนละจานสำรองกระเพาะพอเป็นกองหนุนสู้ได้ถึงเย็น ๒ เพื่อนเอ่ยปากเกิดอยากซัดเบียร์ให้กระชุ่มกระชวย โดยอ้างว่าเมื่อเข้ากรมกองแล้วอย่างต่ำ ๒ เดือนถึงจะมีสิทธิเมา จึงควรดื่มส่งท้ายก่อนเข้ารั้ว ทบ. ก็แห่ตามด้วย

นาทีการดื่มล่วงไปราวติดปีก เบียร์สิงห์หมดไป ๓ ขวด แอ๊ดกับแดงซึ่งทำท่าดื่มจริงจังซ้ำยังสั่งขวดที่ ๔ เลยต้องปรามให้เพื่อนสำนึกถึงการที่เราจะเป็นตัวอย่างเลวในหมู่เจ้านายกับเพื่อนทหารในวันอันไม่สมควร เพื่อนเห็นด้วยโดยขอต่อให้ครบ ๓ ครึ่งโหล จึงว่าไปตามพิกัดจนบรรดานายทหารออกไปจากร้านหมดแล้ว เมรัยหยาดสุดท้ายของทุกคนค่อยถูกกระดกสั่งลา

จ่ายค่าสุราอาหารเสร็จเดินตีนเบาตัวหนักหน้าแดงฉึ่งกลางตะวันบ่ายร้อนจ้าอย่างระมัดระวังไม่ให้ส่ออาการมึนเมาแก่ผู้คนบนถนน ยังไม่วายเดินกระทบไหล่กันเสมอ พอส่ายไปถึงประตูทางเข้าอันมีทหารยืนรักษาการณ์อยู่จึงหยุดปรึกษากันว่าใครจะเป็นผู้เดินเรื่องในวานนี้ พวกกลับบุ้ยให้ผมจัดการเรื่องทั้งๆ ที่เลือดในกายฉีดแดงซ่านทั่วร่างกว่าเพื่อน

เมื่อตกเข้าสถานะคับขัน ไม่อยากรับก็ต้องรับอย่างน้อยคุณภาพเมรัยที่ไม่หักโหมดื่มได้ช่วยให้ผมมีหลักอยู่บ้าง จึงทิ้งเพื่อนปรี่ไปคารวะจ่าวัย ๓๐ ปีท่านหนึ่งพลางบอกเรื่องราวและจุดประสงค์ของเรา ๓ คนหมดเปลือก ซึ่งเป็นผลให้แกหัวเราะก๊าก ทั้งหันไปบอกเล่าถึงวีรกรรมวีรเวรให้ผู้หมู่ข้างเคียงพลอยจี้ไปครู่หนึ่ง ค่อยชี้นิ้วบอกให้เข้าไปยังตึกในฝั่งซ้ายแล้วแจ้งกับเจ้าหน้าที่เหมือนเช่นทีาบอกกับแก ไม่นานนัก เรา ๓ คนได้เข้าไปแจ้งเรื่องราวกับเจ้าหน้าที่ทหารยศร้อยโทท่านหนึ่งยังฝ่ายธุรการ โดยถูกมองหน้าสำรวจอย่างไม่ต้องมากมารยาท พร้อมถามขึ้นก่อนเราแจ้งเรื่อง

“คุณ ๓ คนรับราชการทหารหรือเปล่า”

แดงจอนพาซื่อไม่ฉงนคำถามเหน็บเอาตรงๆตอบเสียงอ้อแอ้ นัยน์ตากับหน้าแดงก่ำ

“ผมสมัครแล้วครับ ไอ้พวกตำรวจมันตามจับเลยเผ่น อ้อ…ผู้พันท่านบอกให้มาที่นี่ครับ” ผู้หมวดหนุ่มหวีผมเรียบแปล้ แสกซ้าย ใบหน้าขาว ผิวขาวบอกเส้นทางไป เสธ. มากกว่าหน่วยรบ ยิ้มเหมือนคุณจ่าที่กองรักษาการณ์หน้าประตูยิ้ม ราวยิ้มและคิดเช่นเดียวกัน คือทุเรศสารรูปเรา ๓ คน ผมเองเมื่อรู้ตัวว่าอยู่สถานะเยี่ยงไร พอวัดความพร้อมระหว่างเพื่อนกับตนยามนี้คิดว่า ตนยังมีสติกว่าจึงเข้าแจ้งเหตุที่ต้องพลัดหมู่พลัดเหล่าแหกคอกกันมา ๓ คนนี้อย่างจะแจ้ง

นั่นแหละที่เรา ๓ คนถึงได้พบกับนายทหารร่างผอมเกร็งวัย ๔๐ ปี ผิวคล้ำติดยศนายพันโท ยังห้องทำงานของท่านพร้อมมอบหลักฐานแสดงยี่ห้อตนที่เหลือติดตัวแก่ท่านโดยไม่ต้องเล่าสาเหตุซ้ำ ขณะเจ้านายกำลังลงมือเขียนเรื่อง ผมเหลือบตามอง ๒ เพื่อนเห็นนั่งโงกหัวตกแล้วใจหาย จึงเหยียบตีนเตือนเพื่อนให้รักษามารยาท พวกกับร้องลั่น

“โอ้ย!”

ผมสะดุ้งโหยง ใจเจียนวายที่ผู้พันท่านเงยหน้าขึ้นมอง จึงกะล่อยกะหลิบตอแหลนายช่วยเพื่อนพร้อมตัวเอง

“กระผมขออภัยที่มาในสภาพนี้ เพราะดื่มฉลองชัยทั้งคืนครับผม”

ได้ผลครับ ผู้พันท่านหน้าชื่นที่เห็นเลือดคนหนุ่มมันศรัทธาเหล่าที่ท่านสังกัดนัก จึงบอกกล่าวสุ้มเสียงเป็นกันเอง

“พวกน้องๆ ๓ คนต้องรอจนกว่าทหารสมัครกับทหารถูกเกณฑ์ทุกเขตส่งตัวมาที่นี่แล้วจึงไปรวมตัวกับเขา คอยรับขานชื่อตัวเองขณะถูกเช็กก่อนส่งไปศูนย์ดังนั้นอยากเตือนให้งดดื่มซะ ค่ายธนะรัชต์ไม่มีเหล้าขาย มีแต่ทรายกับลูกรัง ป่าภูเขาล้อมรอบ และต้องฝึกหนัก สิ่งใดที่มันทำลายสุขภาพให้เลิกละเสีย พวกน้องๆเป็นคนหนุ่ม มัพลังสร้างสรรค์ตื่นเร้าอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสเป็นทหารรับใช้ชาติแทนคุณแผ่นดินที่เกิด ก็สนองคุณให้มันเกิดค่าเกิดประโยชน์สมกับเป็ยฝนชายชาติทหารนะ ไอ้คติ “เป็นทหารไม่ได้ติดคุกทหาร เหมือนบวชไม่รับกฐิน” นั้นเลิกคิด…เอาละเดี๋ยวพวกน้องไปนั่งรอที่ม้านั่งข้างนอกนั่นแหละหากนอนได้ก็นอนมันเสีย กว่าพวกนั้นจะมาพร้อมกันร่วมสองทุ่ม”

“เจ้านายเขาไม่ว่าหรือครับ ที่นอนตอนทุกคนยังทำงาน” ผมเซ่อถาม

“นอนได้สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ กองพล ๑ เปิดต้อนรับน้องใหม่ทั้งเสาร์-อาทิตย์ทุกปีเช่นนี้ บางคนเมาตั้งแต่ก่อนขึ้นรถมานี่ แล้วก็ไปนอนแผ่อยู่กลางสนามให้เพื่อนประคองขึ้นรถเดินทางต่อ…เรียกว่าเมากันสุดเหวี่ยง เราต้องปล่อยกันเป็นนาทีทองของทุกคน”

วาจาเป็นกันเองของท่าน สร้างศรัทธาและกำลังขวัญแก่พวกเราอย่างยิ่งจึงพากันกราบขอบพระคุณท่าน แล้วฉากออกจากห้องไปนั่งนอนบนม้ายาวคอยทหารจากหน่วยอื่นสมทบจนผล็อยหลับไป อาการหลับอันเนื่องมาแต่พิษสงเมรัยเจอปลุกจากเสียงโห่ฮาลั่นไปทั้งเหง้าโสต พาให้ผวาลุกขึ้นปรับสภาวะตัวเองกลางดวงไฟสว่างจ้า พร้อมสลัดหัวไล่พิษสงน้ำเมาทิ้ง อึดใจจึงพบไอ้เณรนับร้อยบนรถยี.เอ็ม.ซี.

ส่งเสียงทั้งทำกระดี๊กระด๊าฟังไม่ได้ศัพท์ว่าเป็นเพลงศึกประเภทใด ผมปลุก แดง จอน กับแอ๊ด เสือ เผ่น ลุกไปหาก๊อกน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เตร่คอยฟังคำสั่งอยู่ริมสนามกว้างซึ่งขณะนี้ทหารใหม่ทยอยลงจากรถไปนั่งนอนเกลือกกลิ้งอยู่ในสนามหญ้า และค่อยๆ ร่วงตามกันไปอีกเกลื่อนสนาม บางรายพรรคพวกต้องประคองให้ยืนแหกปากร้องมาร์ชทัพบก บ้างก็โฟนเพลง #ศึกบางระจัน

“มันฉิบหายว่ะ” แอ๊ดสะใจกับพฤติกรรมเพื่อน

“ก็เก่งแค่วันนี้วันเดียว” แดงไม่ตามน้ำกับลมปากเพื่อน

“ไม่ลองไม่รู้น่ะ” ผมยุติเรื่อง พร้อมชวนออกเดินสำรวจหาพรรคพวก

เวลาผ่านไป ฟ้ามืดสนิท ไฟฟ้าสว่างไปทั้งสนาม บรรดาทหารเกณฑ์ทหารสมัครผลัด ๑ รุ่น ๑ ทยอยกันมาจากหน่วยต่างๆ ครบแล้วจึงปรากฏคำประกาศทางเครื่องขยายให้ไอ้เณรทั้งหมดไปรวมยังหน่วยหรืออำเภอของตนเพื่อตรวจเซ็กรายชื่ออีกครั้ง นี่เองที่ช่วยให้ผมคลำหาเป้าพบแทน #เซิ้ง หาสังกัดไปรอบสนาม พอรวมกลุ่มได้และตรวจเช็กยอดร่วมกับเพื่อนทหารตามปกติเสร็จ ท่านผู้พันผู้ช่วยให้รอดเงื้อมมือกฎหมายภายในโรงเลี้ยงอาหารตอนสายวันนี้ถึงกับออกปากชมที่เรา ๓ คนจริงใจรับใช้ชาติ

ครึ่งชั่วโมงต่อมาคำสั่งถูกประกาศทางเครื่องขยายให้ทั้งหมดขึ้นรถโดยไม่ระบุว่าหน่วยไหน อำเภอไหนขึ้นรถคันใดแน่ พวกจึงแย่งกันขึ้นและไม่ผิดลิงไต่ราวรวมทั้งเรา ๓ คนด้วย

ครู่เดียวสนามทั้งสนามว่างโหรงเหรง เหล่าปีศาจสุราถูกหามขึ้นรถเกลี้ยงรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนนำขบวน ยี.เอ็ม.ซี. ทั้งขบวนอีกราว ๑๐ คันเคลื่อนตามเสียงอีกทึกที่เงียบไประเบิดขึ้นอีกนับแต่พาหนะแต่ละคันผ่านกิงรักษาการณ์ออกสู่ถนนที่พาดขวางหน้ากองพล ๑ ไปออกทางสวนสัตว์ดุสิตท่ามกลางยวดยานพาหนะอื่นๆ และชาวบ้านสองฟากถนนเหลียวมองตลอดระยะทาง

พอรถขึ้นสะพานมัฆวาฬไปติดสัญญาณไฟ ซึ่งมีตำรวจจราจร ๓-๔ นายเตร่อยู่ตรงตู้สัญญาณไฟ เสียงประหลาด เสียงผรุสวาทก่นโคตรตำรวจจราจรดังไปทั้งคันรถนับแต่คันแรกเรื่อยมาจนสัญญาณไฟเขียวเปิด เมื่อรถเคลื่อน จ่าตำรวจถอดหมวกโค้งให้ กระนั้นกลับคล้ายยั่วยุจึงถูกขว้างปาด้วยถุงน้ำแข็ง ขวดลิโพ ขวดกระทิงแดง และรองเท้าสารพัน

“พอดีถูกจับเจ้าคุกหมด” แอ๊ดโว้ย สมเพชกลุ่มจราจรที่ถูกหวยกลางสะพาน

ดังนั้น บนถนนราชดำเนินตั้งแต่เชิงสะพานมัฆวาฬจรดถึงสะพานผ่านฟ้าหน้าศาลาเฉลิมไทย ก่อนรถเลี้ยวเข้าถนนสำราญราษฎร์ยามค่ำคืนชาวกรุง ๒ ฝั่งถนนจึงจับใจกับวีรเวรลูกหลานของท่าน

จวบจน ยี.เอ็ม.ซี. ทั้งขบวนบรรทุกไอ้เณรข้ามสะพานพุทธไปเลี้ยวขวาตรงสีแยกบ้านแขกเข้าเจริญพาสน์ บ้านขมิ้นถิ่นของบังลาภ และอดีตวัยรุ่นชื่อดังหมูพรานนก ไปเข้ากรมการทหารช่าง ช. พัน ๔ ท่ามกลางเสียงแตรนนอนวิเวกทั่วราตรีรั้วสีเขียวเพื่อพักค้างคืนบนกองร้อยที่ปลูกเป็นโรงเรือนขนาดยาวยกพื้นใต้ถุนสูง ๔ หลัง แต่สถานที่พักไม่พอเพียง พวกที่เหลืออีกราว ๓๐๐-๔๐๐ คน จึงจำใจเอนกันระเกะระกะทั่วทุกใต้ถุนกองร้อย และผ่านอาหารมื้อเย็นไปโดยปริยาย

ตี ๕ ตรง สัญญาณนกหวีดปลุกทหารใหม่ลุกขึ้นเตรียมรับฟังคำชี้แจงจากนายทหารยศนายพันตรีถึงภาระหน้าที่ของทหารที่จะปฏิบัติคือ รับแจกถุงเป้กับเสื้อ-กางเกงชุดครึ่งท่อน ๒ ชุด หมวก ๑ ใบ ผ้าขาวม้า ๑ ผืน พร้อมสบู่ชันไลต์ แปรง ยาสีฟัน ๑ ชุด คอมแบตทหาร ๑ คู่ ส่วนชุดเก่งให้ถอดเก็บเข้าถุงเป้เสีย

พอเสร็จจากพิธีรับมอบสมบัติส่วนตัวก็เป็นรายการแจกข้าวห่อใบบัว (ข้าวเหนียว-เนื้อเค็ม ๒ ชิ้น) ไปนั่งชัดกันตามอำเภอใจ เพราะไม่มีโรงเลี้ยงบริการ เป็นผลให้หนุ่มๆที่เคยกินดีอยู่สบายหันไปใช้ร้านอาหารของกรมทหารช่างกินอาหารเช้าแทน ร้านค้าอันมีอยู่ร้านเดียว มีแกงอยู่ ๒ หม้อ ข้าวสุกหนึ่งหม้อ พร้อมกาแฟขนมปัง ปาท่องโก๋ บุหรี่ ตลอดไปถึงขนมโหลภายในร้านหมดเกลี้ยงราวเสก ซ้ำยังไม่พอบริการ พวกจึงพากันไปออกทางประตูรั้วสังกะสีด้านหลังอันเป็นช่องทางลูกเมียทหารผ่านไปหาซื้อหากินยังร้านด้านนอกเป็นทิว

ก่อน ๐๗.๐๐ น. เล็กน้อย ผู้หมวดวัยฉกรรจ์ในชุดฝึกเป่านกหวีดรวมพลบริเวณลานกว้างหน้ากองร้อยกลางความวุ่นวายสับสนของไอ้หนุ่มนับพันส่วนผมไปปักหลักรวมพลแล้ว แต่ร้อนใจที่แดงกับแอ๊ดซึ่งออกไปหาซื้อเหล้าพร้อมกับแกล้มไปกินบนรถไฟยังไม่โผล่ เลยยืนถือถุงเป้ของ ๒ เพื่อนจ้องตาเขม็งไปยังประตูรั้วที่ไอ้เณร ๗๐-๘๐ นายพากันออกไปเซิ้ง

ทหารใหม่รวมพลเรียบร้อย ยี.เอ็ม.ซี. สีเขียวปิ๊ดตรากงจักรติดเครื่องกระหึ่มไปทั้งขบวนสักครู่ ผู้พันผู้ควบคุมการเคลื่องย้ายคาราวานคนครั้งนี้สั่งการให้ทุกคนแยกย้ายกันขึ้นรถสู้สถานีรถไฟบางกอกน้อย (ธนบุรี) ช่วงนั้น บรรดาทหารใหม่ที่ออกไปหาซื้อของกลับเข้ามากลุ่มใหญ่ พรรคพวกที่ขึ้นไปยืนบนรถตะโกนเรียกกันแซ่วๆ ส่วนผมเกรงว่าจะมองหาเพื่อนไม่ชัดเจนได้ปีนขึ้นรถไปซะเง้อคอมองผู้ที่วิ่งกรูมาที่รถทุกคนละเอียดยิบยันคนสุดท้ายไม่ปรากฏแม้เงา ๒ เพื่อน

ทหารใหม่นับพันขึ้นรถหมดแล้ว เบื้องหลังผมมีเพื่อนทหารปีนขึ้นมายืนแหกปากกันสนั่นหู รถคันหน้าเริ่มเคลื่อนนำ ผู้หมู่ผู้ควบคุมแยกย้ายกันกระโดดขึ้นมาบนรถคันละคน วงล้อพาหนะคันที่ผมยืนใจแป้วอยู่เคลื่อนตัวเองตามรถคันหน้า กระนั้นผมยังจ้องตาย้อนแสงอาทิตย์จับนิ่งอยู่ที่ประตูรั่วสังกะสีที่เพื่อนผลุบออกไปจวบ ยี.เอ็ม.ซี. ยักษ์พรากผมจากเพื่อนในที่สุด

๐๘.๐๐ น. ตรงขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษบรรทุกทหารใหม่ทั้งขบวนหมุนล้อเหล็กเคลื่อนขบวนออกจากสถานีรถไฟส่ยใต้ ผมยืนอยู่ตรงหน้ากวาดตาหา #แอ๊ด_เสือเผ่น กับ #แดง_จอน ด้วยความหวังว่าเพื่อนอาจจับเเท็กซี่ตามมาในนาทีสุดท้ายต้องสิ้นหวังอีก

กระนั้นผมยังไม่แน่ใจ ยังหวังว่าเขา ๒ คนอาจติดกลุ่มอยู่บนรถไฟตู้ใดตู้หนึ่งแน่ สะพายถุงเป้ ๓ ใบเดินแหวกเพื่อนทหารมุ่งไปหัวขบวนอย่างทุลักทุเลเหงื่อโซมร่าง และเมื่อทะเล่อทะล่าไปจนถึงโบกี้หัวขบวนไม่พบ ผมตีล่องลุยคนยัดทะยานไปท้ายขบวนไม่ย่นยอ โถ…มีแต่ สห. กับตำรวจรถไฟ

วงล้อเหล็กบดรางเหล็กด้วยความเร็วปกติผ่านแสงแดดอ่อนเรืองกำลังทวีองศาความร้อนตามเวลา ผมเองหนีสภาพพลุกพล่านในโบกี้ออกไปใช้ถุงเป้ ๓ ใบรองก้นนั่งเหงาอยู่ตรงบันไดทางขึ้นลงชมทิวทัศน์ ๒ ข้างทางตั้งแต่นครปฐม-ราชบุรี-เพชรบุรีไปเรื่อยๆ ถึงสถานีใดรถหยุดผมก็ลงไปเดินเล่นที่ชานชาลาสถานีคลายเมื่อยก้น ขณะเดียวกันพรรคพวกบนรถก็ลงไปซื้อเหล้าเสริมไม่ขาดระยะ ถึงสถานีหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อตะวันรอนผมลงไปซื้อข้าวหลามกินแทนข้าว

พอกลับไปถึงโบกี้รถเห็นสาวน้อยวัย ๑๒-๑๓ ปี ๒ นางเดินเร่ขายไก่ย่างอยู่ข้างรถกำลังตกลงขายสินค้าของเธอกับไอ้หนุ่มที่พากันชูคอสลอนหน้าแดงก่ำ ๔-๕ นายอยู่ โดยกลุ่มไอ้เณรเรียกเธอให้นำไก่ขึ้นไปเลือกบนรถ ส่วน ๒ สาวน้อยส่ายหน้า คงเห็นว่ามีทหารทั้งโบกี้ แต่พอ ๑ ใน ๕ ชูธนบัตร #ช้างแดง ล่อตาอีกทั้งบอกว่าจะอุดหนุนหลายไม้ เธอจึงชักชวนกันขึ้นไปขายสินค้าบนรถจนได้

เสียงหวูดรถไฟดังก้องซานชาลาเตือนผู้โดยสารขึ้นรถ ผมปราถนาคว้าราวเหล็กโหนตัวขึ้นรถ พลันนั้น ภาครับทางรูหูผมได้ยินเสียงกรีดร้องสำแดงอาการตระหนกสุดขีดดังซ้อนเสียงหวูด จึงพรวดถึงประตู โอ…๒ สาวน้อยกำลังถูกปล้ำฟัดกระทำอนาจารขณะวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปออกประตูโบกี้อีกฝั่งระคนเสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือลั่นโบกี้

พริบตา…คล้ายต่างได้สติ ทหารใหม่บนโบกี้นั้นพรวดออกไปยังโบกี้อื่นฉุกละหุก ผมยืนร่างชาดิกเมื่อ สห. กับตำรวจรถไฟวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุพบไอ้เณรบริสุทธิ์ราว ๒๐ นายนั่งร่างแข็งทื่อ ไก่ย่างเสียบไม้ตกหล่นเรี่ยราดอยู่บนพื้นทางเดินและใต้เก้ากี้ ๗-๘ ไม้ หันไปทาง ๒ สาวน้อย ซึ่งกอดกันร้องไห้ที่ซานชาลา ขณะที่มีหญิงวัย ๔๐ ปี แต่งกายซอมซ่อพยายามปลอบอยู่ส่วน ๒ ดวงตามองเข้าไปในโบกี้อัปยศที่ค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสถานีอำเภอหัวหินด้วยประกายที่ฉายให้เห็นความเจ็บซ้ำขมขื่นสุดหยั่ง

สำหรับผม หวนคิดไปถึงวันหนึ่งในวัยเดียวกับเธอ ขณะเห็นผีเสื้อตัวน้อยมีลายสีสวยงามประหลาด จึงอยากได้ก็บรรจงจรดตีนย่องเข้าข้างหลังไปจับปีกแสนสวยของมันไว้ อารามตระหนกมันรีบทะยานหนี ผมจึงคว้าได้ปีกที่ขาดแหว่งป่นติดนิ้วหมดสวยด้วยความเสียดายปนสงสาร ที่มันเกิดมาสวยไม่มีพิษสง ไม่มีอันตรายแก่สัตว์โลกเพศผู้แม้แต่นิดเดียว ถ้ารู้รัก รู้ถนอม

ที่มา : เส้นทางมาเฟีย
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ