1981.อภินิหารเสกตะกรุดบิน อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว เรียกตะกรุดกลับจากทะเล

ஐ อภินิหารเสกตะกรุดบิน ஐ
***อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว***

*************
หากย้อนเวลาไปยุคก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เวลานั้นเมืองไทยังอุดมไปด้วยผู้ทรงวิทยาคุณ แต่ยังมีผู้ทรงคุณวิเศษท่านหนึ่งนาม อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว เดิมท่านเป็นพระสงฆ์ชอบท่องเที่ยวธุดงค์ เรียนวิชาจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณ อาจารย์ใหญ่ผู้ถ่ายทอดวิชาให้ท่าน คือ พระอาจารย์สุข แจ้งฌาน แห่งป่าเขาใหญ่ พระอาจารย์ลี้ลับผู้มีอายุกาลยาวนาน เป็นพระเถราจารย์สายเดียวกับหลวงปู่เทพโลกอุดร เรื่องราวของพระอาจารย์สายนี้เรียกสืบกันมาว่า **พระอาจารย์ในดง** เรื่องราวของท่านเหล่านี้ล้วนลี้ลับอัศจรรย์ยิ่ง พระเกจิอาจารย์แนวหน้าของเมืองไทในอดีตหลายรูป **เป็นศิษย์สายนี้** เรื่องราวของท่านเหล่านี้ ในวันหน้าข้าพเจ้าจะหยิบยกมานำเสนอให้ทราบกัน
*************
ภายหลังอาจารย์ฉลองลาสิกขาบท ออกมาครองเพศฆราวาส แต่ท่านยังคงดำรงตนในศีลธรรม การที่ท่านลาสิกขาด้วยว่าหากอยู่ในเพศสมณะ ท่านไม่สามารถประกอบวิชาไสยเวทย์บางอย่างด้วยความที่ท่านชอบในทางขลังอย่างที่สุด จึงตัดสินใจลาสิกขาบทดังกล่าว แม้นลาสิกขาบทแต่ความเข้มขลังหาได้เสื่อมถอย ท่านอาจารย์ฉลองสามารถแสดงฤทธิ์ได้มากมาย เคยมีการนำเรื่องราวของท่านไปเผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ และหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ จนเป็นข่าวโด่งดังในอดีตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ ซึ่งเรื่องราวของท่านอาจารย์ฉลองข้าพเจ้าจะมานำเสนอต่อไป
*************
เรื่องราวของท่านอาจารย์ ฉลองเมืองแก้ว ตอนแรกนี้ขอนำเสนอเรื่องการปลุกเสกตะกรุด ซึ่งการปลุกเสกตะกรุดของท่านแตกต่างจากอาจารย์อื่น ๆ ด้วยพิธีกรรมอันพิสดารอัศจรรย์ สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้ฅนในยุคนั้นอย่างมาก ข้าพเจ้าขอหยิบยกเนื้อความจาก
…………
** หนังสืออิทธิปาฏิหาริย์ อภินิหารเวทย์มนต์คาถา และเครื่องรางของขลัง ๕๐ พระเกจิอาจารย์ โดยวิเทศกรณีย์ หน้า ๔๘๔ – ๔๙๐ , ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙
…………
** หนังสืออิทธิปาฏิหาริย์เกจิอาจารย์ โดย. ดวงธรรม โชนเชิดประทีป / ประกอบภาพพระเกจิอาจารย์ และอิทธิปาฏิหาริย์ของท่าน หน้า ๑๐๖ – ๑๑๒, ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗
*************

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
จากการที่มีกิติศัพท์ล่ำลือเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านอาจารย์ฉลองยังมีเวทย์มนต์ขลัง และศักดิ์สิทธิ์มหิทธานุภาพนี้เอง จึงเป็นสาเหตุให้มีบุคคลเป็นจำนวนมากขอร้อง ท่านอาจารย์ฉลอง ได้สร้างเรื่องรางของขลังหรือเวทย์มนต์คาถา เพื่อเป็นการป้องกันสรรพอันตราย หรือเมตตามหานิยมให้แก่บุคคลทั่ว เมื่อได้ถูกร้องขอบ่อย ๆ และหนักขึ้น ท่านอาจารย์ฉลองก็อดรนทนยู่ไม่ไหว จึงได้รับปากกับบุคคลเหล่านนั้นว่า จะได้ประกอบพิธีกรรมทำพิธีปลุกเสก เครื่องรางของขลังต่อไป

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
เครื่องรางของขลังที่ท่านอาจารย์ฉลอง ผู้เชี่ยวชาญในวิชาไสยศาสตร์จะได้มีจิตคิดสร้างสรรค์ขึ้นนี้ ท่านเรียกของท่านว่า**ตะกรุดในน้ำ** หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า **ราชมงคล**

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
ท่านอาจารย์ฉลองได้กล่าวถึงการสร้าง **ตะกรุดในน้ำ** หรือ**ราชมงคล** นี้ว่า “มิใช่เป็นการสร้างได้โดยง่ายเลย เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความยากลำบากมาก” ท่านกล่าว ผู้สร้าง **ตะกรุดในน้ำ** หรือ **ราชมงคล** นั้น จะต้องมีบารมีญาณ หรือสมาธิญาณอย่างแรงกล้า และมีบารมีฌานหรือสมาธิฌานเยี่ยงฆราวาสวิสัยไม่สามารถจะเสกสร้างขึ้นได้ ผู้สร้างจะต้องอุปสมบทใหม่และการปลุกเสกรวมพลังงานต่าง ๆ ลงในตะกรุดนั้น ก็ต้องใช้เวลาตลอดพรรษาหนึ่งอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าการสร้างตะกรุดในน้ำจึงมิใช่เป็นเรื่องง่ายนัก

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************

เมื่อท่านอาจารย์ฉลองได้รับรองแล้ว จึงให้คนเหล่านั้นนำเอาทองคำหนัก ๑ บาท มาเพื่อทำตะกรุดต่อไป

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
ตะกรุดรุ่นแรกที่ท่านอาจารย์ฉลอง ผู้เชี่ยวชาญไสยศาสตร์ได้สร้างขึ้นเป็นรุ่นแรกนั้นมีถึง ๑๒๑ ดอก นี้ เจ้าของตะกรุดที่ท่านอาจารย์ฉลองได้สร้างขึ้นนั้น มันมิใช่เป็นของบุคคลธรรมดาสามัญอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ แต่เป็นของบุคคลสำคัญทั้งในด้านการเมือง, การทหาร,การค้า, ดังเช่น พระวรวงศ์เธอพระเจ้าอาทิตย์ทิพย์อาภา, หลวงเชวงศักดิ์สงคราม, พระยาศรีวิสารวาจา, พระยาพิพิธสุนทร, นายเล้ง ศรีสมวงศ์, และ ม.ล. เดช สนิทวงศ์ เป็นต้น

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
เมื่อการสร้างตะกรุดตามมโนคติของท่านอาจารย์ฉลองนั้นเรียบร้อยลงแล้ว ตามเจตนารมณ์ท่านอาจารย์ฉลองผู้ปรารถนาการสร้างพลังงานให้มีสมาธิ (Concentration) หรือ พลังฌาน หรือ พลังมโนมยิทธิ (Will Power) ให้มีอำนาจจิตแรงกล้าขึ้น ท่านอาจารย์ฉลองจึงทำการอุปสมบทใหม่อีกวาระหนึ่ง เป็นการรวมพลังงานทางจิตอย่างสำคัญยิ่ง การทำตะกรุดแต่ละดอกต้องใช้ผูกดวงประสูติ, ดวงตรัสรู้, ของพระบรมศาสดามหาบุรุษ เพราะถือว่า การประสูติก็ดี, การตรัสรู้ก็ดี การเทศนาเป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ก็ดี, การปรินิพพานก็ดี, เป็นมหาพลังอันใหญ่ยิ่งในพระพุทธศาสนา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า พลังแห่งอำนาจจิตอันแรงกล้าของบุคคลใดก็ตาม ก็มิได้มีความแรงกล้าเท่ากับพระสมณโคดมของเรานอกจากนี้แล้ว ยังจะต้องมีการปลุกเสกกันทั้งกลางวันกลางคืนตลอดเวลา ๓ เดือนด้วย แล้วยังจะสามารถอัญเชิญบรรดาตะกรุดที่จมอยู่ในกระถางน้ำมนต์ ให้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ลอยน้ำได้ ถ้าหากไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วใช้พระคาถาปลุกเสกเรียก จะลอยขึ้นมาบนน้ำได้อย่างไรกัน

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
ครั้นแล้วท่านอาจารย์ฉลองสามารถทำการปลุกเสก จนสามารถเรียกตะกรุดเหล่านั้นลอยน้ำได้แล้ว พอออกพรรษาท่านอาจารย์ฉลองจึงบอกกล่าวแก่บุคคลสำคัญเหล่านั้น (เจ้าของตะกรุด) ให้ทราบว่าจะได้ทำพิธีในขั้นต่อไป ให้เตรียมตัวไปชมได้ที่ศรีราชาเพราะจะไปกระทำพิธีที่นั้น จึงได้นำตะกรุดไปกระทำพิธีที่ศรีราชา ท่ามกลางเจ้านายชั้นสูงตลอดจนรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญ ซึ่งไปร่วมชุมนุมกันคับคั่งที่กลางทะเลศรีราชาในคราวนั้น โดยมีเจ้าของตะกรุดที่ได้ออกนามแล้วไปร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ต่อจากนั้นท่านอาจารย์ฉลองก็นำเรือออกไปกลางทะเลพร้อมตะกรุดทั้ง ๑๒๑ ดอก เมื่อถึงกลางทะเลอาจารย์ฉลองล้วงหยิบตะกรุดทองคำทั้ง ๑๒๑ ดอก ขึ้นมารวมไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง และแทนที่ท่านจะเสกเป่าไรต่ออะไร

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องดูอยู่ด้วยความพิศวง อาจารย์ฉลองได้ใช้ฝ่ามือฟาดเหวี่ยงปาตะกรุดทองคำทั้ง ๑๒๑ ดอก กระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่วอากาศ แล้วตกลงบนผิวน้ำจมดิ่งสู่ใต้ทะเลในทันที เมื่อเสร็จพิธีขว้างตะกรุดทิ้งลงทะเล อาจารย์ฉลองจึงสั่งให้เรือหันกลับมายังชายฝั่งทะเล ที่จะประกอบพิธีในขั้นต่อไป ณ ที่นั้นคือเกาะลอยศรีราชา โดยตัวของท่านอาจารย์ฉลองเองได้ขึ้นไปนั่งบนยอดเกาะลอย เข้านั่งภาวนาบริกรรมเรียกตะกรุดในสถานที่ที่เตรียมเอาไว้ เอาสายสิญจน์โยงลงมาที่ชายหาดอันมีบาตรตั้งรออยู่แล้วใบหนึ่ง เสร็จแล้วจึงร่ายพระเวทย์มนต์คาถาเรียกให้ตะกรุดที่จมหายลงสู่ใต้ท้องทะเล ให้ลอยกลับคืนมาลงสู่ในบาตรที่เตรียมไว้นั้น

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
ท่านอาจารย์ฉลองนั่งภาวนาบริกรรมเวทย์มนต์คาถาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโม ในขณะที่พระอาจารย์ฉลองนั่งภาวนาอยู่นั้น ได้เกิดปรากฏการณ์อันประหลาดมหัศจรรย์ขึ้น กล่าวคือ ท้องฟ้ามืดมนและที่สุดฝนก็ได้ตกลงมาเป็นการใหญ่ เสียงฝนตกระคนกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าสู่ฝั่งโครมแล้วโครมเล่า และท่ามกลางสายตาของผู้ไปร่วมพิธีเป็นอันมาก ก็พากันตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ที่ได้เกิดมีขึ้นในบัดนั้นกล่าว คือ มีตะกรุดทองคำวิ่งมาตามคลื่นคราวละดอก สองดอก

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
เวลานั้นปรากฏชัดว่าตะกรุดทองคำจำนวน ๑๒๑ ดอก ที่ท่านอาจารย์ฉลองได้ปาลงไปในแม่น้ำไปแล้วนั้น เวลานี้ต่างวิ่งพากันวิ่งมาตามกระแสคลื่นราวฝูงปลาที่ว่ายตามกันมา บ้างกระโดดแผลว ๆ บ้างมาเดียว บ้างมาคู่ บ้างมาเป็นหมู่คณะพากันกลับลงมาสู่ในบาตรราวกับเป็นปลาน้อยมีชีวิต เมื่อเสร็จพิธีซึ่งเป็นเวลาร่วม ๒ ชั่วโมง ปรากฏว่าตะกรุดอภินิหารทั้ง ๑๒๑ ดอก วิ่งตามกันมาดุจดังละลอกคลื่นนั้น ก็พากันโดดลงกลับในบาตรทั้งหมด
๑๒๐ ดอก มีตะกรุดขาดหายหายไป ๑ ดอก ท่านอาจารย์ฉลองจึงกลับไปนั่งทำพิธีเรียกใหม่อีกครั้ง แม้ท่านอาจารย์ฉลองเรียกเท่าใด ๆ ก็ไม่ยอมกลับมา หมดความสามารถจะเรียกตะกรุดกลับมาได้ อาจเพราะตะกรุดไม่ยอมกลับมา หรืออาจถูกปลาใหญ่ฮุบกลืนเข้าไปก็ไม่มีใครล่วงทราบได้

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
เมื่อท่านอาจารย์ฉลองได้ทำพิธีเรียกตะกรุดขึ้นมาให้เห็นเป็นที่น่ามหัศจรรย์ดังนั้น แต่ละบุคคลที่เห็นก็ต่างตะลึงอ้าปากในตาค้างไปตาม ๆ กัน พร้อมกับในขณะเดียวกันก็รู้สึกปราบปลื้ม ในตะกรุดวิเศษอันตนเป็นเจ้าของแต่ละบุคคลโดยทั่วกัน ทั้งนี้ท่านอาจารย์ฉลองแจ้งว่าตะกรุดวิเศษเหล่านี้ ยังต้องทำการปลุกเสกอีกถึง ๒ ครั้งจึงจะครบถ้วนตามตำรา แต่ละครั้งต้องเปลี่ยนสถานที่ปลุกเสกแตกต่างกันไป โดยกำหนดว่าจะปลุกเสกที่ป่าช้าใหญ่ ๆ สักครั้งหนึ่ง และในพระราชวังอีกครั้งหนึ่ง จึงจะแจกให้ผู้เป็นเจ้าของรับไป

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀
*************
ดังนั้นเมื่อกลับจากศรีราชาแล้ว ท่านอาจารย์ฉลองจึงได้นำตะกรุดไปปลุกเสกที่ป่าช้าวัดดอน ยานนาวา จังหวัดพระนครอีกครั้ง การทำพิธีอีกครั้งหนึ่งของท่านอาจารย์ฉลองก็คือ ท่านอาจารย์ฉลองเหวี่ยงตะกรุด ๑๒๐ ดอก เข้าไปในป่าช้าวัดดอนอีกเมื่อปาตะกรุดแล้ว ท่านอาจารย์ฉลองก็มานั่งภาวนาเรียกตะกรุดต่อไป ชั่วครู่เดียวตะกรุดเหล่านั้นก็บินว่อนราวกับนก มาตกลงเบื้องหน้าท่านอาจารย์ฉลองกลับเข้าสู่บาตรทั้ง ๑๒๐ ดอกดังเดิม เมื่ออาจารย์ฉลองได้ตะกรุดมาแล้ว ท่านก็นำไปปลุกเสกบนโลหะปราสาท วัดราชนัดดา อีกครั้งถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรมแล้ว ในที่สุดท่านอาจารย์ฉลองก็ได้แจกจ่ายกับผู้เป็นเจ้าของไป

ขอบคุณที่มา ฅนขลัง คลังวิชา
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ