3759. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 18 ไอ้เณรในกองทัพ (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 18 ไอ้เณรในกองทัพ (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เมื่อได้หยุดตัวเองอาบอิ่มอยู่ในละแวกสวนบรรพบุรุษแถบอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี จนสัมผัสชีวิตชาวสวนสงบเสงี่ยมนุ่งเจียมห่มเจียมแต่ใส่ทองคำอร่ามข้อและคอขณะไปทำบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ยังวัดใกล้บ้านและที่หน้าอำเภอแล้ว ชักลังเลปญิธานตนในวัยรุ่นที่กล่าวไว้ว่า “จะเอาดีบนหนทางชั่ว” ดังนั้นเวลา ๔ เดือนเศษกับชุมชนชีวิตง่ายๆ ประสาชาวสวนผมจึงสุขสบายและไม่ต้องไปกัดกับใครทั้งสิ้น ด้วยทั้งบางละแวกสวนคูคลองนี้ใจคนยังทรงธรรมเหนือมาร

พอปฏิทินที่ข้างฝาบ้านเดือนมีนาคมถูกพลิกเข้าเดือนเมษายน ผมถือโอกาสใช้เวลา ๒ วันที่ยังเหลืออยู่ไปกราบลาญาติผู้ใหญ่ภายในคลองบางกระบือขอมงคลชัยใส่ตัว จึงได้รับอวยชัยให้พรผสมผสานคำเตือนคำสอนมากมาย ซึ่งมีประโยคหนึ่งจากลุงแจ้งอดีตทหารเก่ายุคแง่งนายสิบใหญ่กว่าแขนเสื้อบอกไว้ และจำติดหู

“ชายชาติทหาร หยามได้ แต่ข้ามไม่ได้ว่ะ”

ผมเห็นคล้อยตามลุง เพราะกับความคิดผมนั้น นักรบที่ดีดุจปราการมาตุภูมิ ถ้าไร้ซึ่ง #หลัก กับ #ศักดิ์ศรี แล้ว เกียรติของชายย่อมมัวหมอง และเมื่อมีความรู้สึกเยี่ยงนั้น ยามตระเวนกราบลาญาติผู้ใหญ่ ผมจึงภาคภูมิองอาจทั้งกายใจ

จวบบ่ายของวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๐๔ จึงอำลาละแวกสวนนั่งเรือยนต์เข้าเมืองหลวง พร้อมชมทัศนียภาพบเานเรือนสองฝั่งคลองพลางคิดไกลไปถึงเรื่องสมัครเข้าเป็น น.ร. นายสิบหลังปลดประจำการ โดยฝันว่าพอติดแง่งนายสิบก็ใช้เวลาค้นคว้าหาความรู้และศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสอบเอาวุฒิปริญญาข้ามยศจ่าไปคว้านายร้อยห้อยกระบี่โน่น

ต่อมาราว ๒ ชั่วโมงเศษ เรือยนต์โดยสารวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างท่าช้าง-บางใหญ่เทียบท่า ผมสะพายถุงเป้ไปใช้บริการแท็กซี่เดินทางสู่วันที่จำพรรษาของหลวงพ่อในช่วงเวลาพระคุณเจ้าออกจากอุโบสถพอดีจึงเข้าไปกราบเท้าท่านต่อหน้าภิกษุสามเณรที่ทยอยออกจากอุโบสถแลเหลืองอร่ามอยู่รอบตัว

ต่อมาพระคุณเจ้าหลวงพ่อนำเดินกลับกุฏิด้วยอาการเร่งร้อนโดยไม่ยอมพูดจาอะไร และพอท่านเปิดประตูกุฏิได้ก็ผลุบองศ์หายเข้าไปในกุฏิ ผมขยับหมายตามท่านเข้าไปกลับพบท่านยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้ กล่าวเรียบๆ

“หลักฐานของเอ็งตั้งแต่ใบสุทธิ ใบรับรอง บัตรประชาชนและหมายเกณฑ์มีอยู่พร้อม…แล้วนี่เงิน ๕๐๐ บาท เอ็งติดตัวไว้เมื่อถึงตอนเกณฑ์เอ็งขอสมัครเสียเลย”

ผมรับสิ่งของที่หลวงพ่อส่งให้ด้วยอาการมึนตื้อไปทั้งกะโหลก ต่อมาพระคุณเจ้าเสริมเชิงเร่ง

“๒-๓ วันมานี้ พวกจ่าผัน จ่าชื่น จ่าทร ยกโขยงกันมาถามหาเอ็งบ่อย ขืนอยู่แบบนี้เขาจับเข้าตารางแน่”

“ผมอยากนอนค้างที่วัดสักคืนครับ” ผมตื้อ

“เอ็งไปนอนที่อื่น” ท่านตวาด

“หลวงพ่อ….”

“ไปซะ”

ผมสุดกลั้นร้องลั่น “ตามล่ากันแบบนี้แล้วหลวงพ่อยังจะให้สมัครทหารอีก”

“เอ็งต้องสมัคร” ท่านกำชับ จ้องหน้าเขม็ง

“ผมติดคุกทหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์”

“ยังดี…ข้าจะไปเยี่ยมเอง”

วาจาท่านต้องศักดิ์สิทธิ์สำหรับผม จึงทรุดลงกราบเท้าลา พร้อมฝากสัมภาระรวมทั้งปืนแก่ท่าน ส่วนใจคิดเป็นศัตรูกับตำรวจแทนหันมองพฤติกรรมตนที่ผ่านมาสิ้นเชิง

เมื่อวัดร้อน ย่อมหนีไม่พ้นโรงแรมวิมานชาวยุทธ์
เช้าตรู่…ตรงกับวันอาทิตย์ ผมพร้อมเสื้อตัวกางเกงตัวกับรองเท้าติดตีน ๑ คู่ เดินลงจากโรงแรมกู๊ดลัคย่านตรอกหม้อถิ่นของ หรั่ง จมูกแดง ไปนั่งชัดข้าวหมูแดงที่ตลาดศาลเจ้าพ่อเสืออันมีเจ้าถิ่นยี่ห้อ เหล็ง แพร่งฯ เป็นเจ้าสำนักอยู่ได้ครึ่งจาน ปรากฏกลุ่มดาราย่านศาลเจ้าอันมี ตี๋ศักดิ์, อี๊ด เหมา, มล แพร่งฯ, เล็ก ป่อง ๔ ชาวยุทธ์ปราดมาทักทาย จึงวิสาสะกันก็รู้ว่าพวกกำลังมุ่งไปยังวัดบวรนิเวศวิหารสถานที่ที่ทางอำเภอพระนครนัดหมายพวกเราไปรับการตรวจคัดเลือกเข้าเป็นทหารเช่นกัน เลยมีสหายร่วมทางย่ำต๊อกสู่จุดหมายไม่ให้ยามเช้าเหงาเหมือนคนติดเสพ

๐๘.๓๐ น. เราทั้งกลุ่มรวม ๕ คนก้าวผ่านประตูโรงเรียนวัดบวรนิเรศน์เดินตัดเข้ากลางสนามฟุตบอล ท่ามกลางหนุ่มกระทงนับพันปักหลักเป็นกลุ่มๆ ครู่หนึ่ง อี๊ด เหมา อดีตศิษย์เก่ารั้วเหลือง-ดำกล่าวกลางแสงแดดพออุ่นเนื้อ

“ที่สนามนี้ สมัยเรียน ม.๖ เรากับเปี๊ยกเคยเจออาจารย์ใหญ่สั่งให้วิ่ง ๒๐ รอบมาแล้ว”

“แข่งชิงถ้วยหรือวะ” เล็ก ป่องเย้า

อี๊ดสะบัดหน้ากลับไปทางเพื่อนปากดี พร้อมง้างหมัดหรา เล็กเผ่นหนีทันจึงเรียกเสียงฮาในกลุ่มพวกเราเป็นที่สนุกสนาน ส่วนผมแม้จะยังร่วมไปกับหมู่คณะแต่ดวงตาทำหน้าที่ เรดาร์ จับหาสิ่อ สก็อต โดยรอบสนามกว้างจรดถึงโรงเลี้ยงอาหารอันเป็นที่ตั้งโต๊ะของเจ้าหน้าที่ทหารกับร้านค้าขายอาหาร และเครื่องดื่มนับสิบร้านเห็นว่าปลอดทั้งฝ่ายสน. นางเลิ้งกับ สน. ชนะสงครามจึงเบาใจ

เวลาล่วงไปถึง ๐๙.๐๐ น. บริเวณสนามฟุตบอลด้านทิศใต้อันมีโพธิ์ใหญ่ยืนต้น ซึ่งบัดนี้ญาติๆ และไอ้หนุ่มหลายตำบลนั่งยืนคอยกระจายอยู่ทั่ว ผมกับเพื่อนรวม ๕ ชีวิตต้องการมุมสงบ นั่งยืนรอเวลาจึงเข้าไปอาศัยชายคาตึกอรพินอันใกล้กับโรงเลี้ยงอาหารพักน่อง พร้อมสอบถามความในใจกันและกันทาาบว่า ทั้ง ๔ ดาราสำนักศาลเจ้าพ่อเสือไม่คิดสมัคร ทบ. เช่นผม พวกหมายเสี่ยงจับใบ ดำ-แดง ดู ซึ่งผมก็อวยพรให้เพื่อนสมปราถนาดังใจทุกนาม

แสงแดดต้นเดือน เม.ย. ทวีความร้อนขึ้นทุกที ฟ้าสีฟ้าปรากฏกลุ่มเมฆสีน้ำข้าวแต้มติดฟ้าเว้าแหว่งอยู่ทั่ว สักครู่เจ้าหน้าที่ทหารประกาศคำเข้าเครื่องขยายไปออกทางลำโพงที่ติดตั้งอยู่บนกิ่งโพธิ์ และด้านหน้าโรงเลี้ยงอาหารให้หนุ่มๆ ทั้งหลายเตรียมตัวไว้ เพราะลำดับต่อไปเจ้าหน้าที่ะเรียกผู้ถูกเกณฑ์แต่ละตำบลเข้าจับใบดำ-ใบแดง ชั่งน้ำหนัก และตรวจโรคอันมีคุณหมอทหารตั้งคลินิกเครื่องที่อยู่ภายในโรงเลี้ยง

ถึงตรงนี้หนุ่มๆ จากทุกบางในเขตอำเภอพระนครเคลื่อนไหวเดินเรื่องของตนก่อนจับใบดำ-ใบแดงคึกคักโดยเฉพาะ ๕ ตำบลแรกอันมีเขตตำบลวังบูรพา แพร่งสรรพศาสตร์ บ้านพานถม บางลำพู และสำราษฏร์ ส่วนผมกับพวกซึ่งตำบลที่กล่าวเราสถิตอยู่ด้วย จึงแยกย้ายไปเดินเรื่องตามโต๊ะเจ้าหน้าที่ท่ามกลางเสียงลุ้นเชียร์ลูกหลานพี่ผัวมิให้เป็นทหารสะท้านไปทั้งสองหู ซึ่งเป็นภาพ #ลบ ทางความรู้สึกและจิตใจให้เปลี้ยพอสมควร ที่ผู้อยู่หลังสำแดงราวกับว่าลูกหลานพี่หรือผัวจะถูกเกณฑ์ไปให้ทหารทั้งกองทัพย่ำยี ตำบลพานถมจึงมีผมผู้เดียวกระหายเป็นนักรบ

เวลาล่วงไป แสงแดดยามสายเรียกเหงื่อผุดพรายทั่วหน้าผู้คนเรือนพัน เสียงประกาศรายชื่อหนุ่มเหน้าเครื่องขยายดังไม่ขาดระยะ บรรดาร้านจำหน่ายน้ำแข็งเครื่องดื่มขายดีกว่าใคร ผมเองเมื่อเสร็จการวัดส่วนสูง ตรวจโรค ตรวจสายตา และชั่งน้ำหนักได้เกรดดี ๑ ประเภท ๑ ก็ถูกจ่าทบ. ท่านหนึ่งบอกให้ไปนั่งคอยภายในรั่วที่ใช้แผงเหล็กกั้นเป็น #คอก ไว้จึงปฏิบัติตาม เพราะมีหนุ่มๆ นั่งเปลือยท่อนบน ๑๐ นายนั่งอยู่ก่อน

ยิ่งสายจัด ผู้คนยิ่งหนาตา ภายในโรงเลี้ยงอาหารบัดนี้แน่นขนัด อาการคึกคักกระปรี้กระเปร่าของเจ้าหน้าที่ยังคงเหมือนเดิม บริเวณรอบๆ โรงเลี้ยงอันมีตาข่ายเหล็กกั้น มีคนหนีแสงตะวันจ้าไปพักหลบแดดตั้งแต่หัวตึกอรพินจรดท้ายตึก ส่วนหนุ่มๆ ๑๐ นายที่ผมนั่งร่วมอยู่ด้วยมีแม่กับน้องสาวน้องชายเอาน้ำแข็งถุงกับอาหารว่างทยอยบริการไม่ขาดปาก

จู่ๆ ปรากฏ ๒ หนุ่มหุ่นทรงพิกัดไม่เกินแบมตั้มเวท รูปร่างเปรียวไม่ถึงกับผอม ผิวเนื้อดำแดงตัดผมสั้นเกรียนใบหน้าคมเข้ม มุ่งมาที่คอกจึงลุกขึ้นทักทาย

นายแรกคือ แดง จอน อดีตเด็กดังจากรั้วชมพูฟ้า บิดาเป็นข้าราชการระดับหัวหน้ากอง มารดาเป็นเศรษฐีเจ้าของสวนย่านบางขุนนนท์ ติดบอร์ดวัยรุ่นดังจากเหตุประจัญบานที่โรงภาพยนตร์พาราเม้าท์ ขณะฉายภาพยนตร์เรื่อง “จี.ไอ. บูลส์” จนเป็นเหตุให้ ๒ มังกรม้าเก็งเอ๋า สุมาอี้กับเก๊าตี๋ซึ่งคุมเด็กขายตั๋วเกินราคาแถวย่านเพชรบุรี และประตูน้ำประกาศ ขีดเส้นบิน ต่อหน้าชาวยุทธ์นับสิบที่โรงเเรม โรงเลี้ยงเด็กสวนมะลิ

อีกหนุ่มหนึ่งยี่ห้อ แอ๊ด เสือเผ่น บิดาเป็นจ่าตำรวจมือปราม สน. พระราชวังถูกโจรปล้นร้านทองยิงดับเพราะไปขวางทางโจร เมื่อแอ๊ดอายุได้ ๖ ขวบ มารดามีสามีใหม่หลังเผาสามีเก่าครบ ๑ ปีและได้โยกย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ ทิ้งลูกชายไว้กับแม่หรือยายเอิบเป็นผู้เลี้ยงดู แต่ก็ส่งเงินสนับสนุนการเรียนของแอ๊ดเท่าที่ช่วยได้

ส่วนยายเอิบนั้น สามีซึ่งเป็นครูน้อยโรงเรียนวัดตรีทศเทพเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่มีหลานก็ทำมาหาเลี้ยงตัวเอง โดยไม่คิดพึ่งลูกจนกำลังวังชาลดน้อยถอยลงจึงเลิกคอนหาบเร่ขายสินค้าประเภทผลไม้ ขนมหวาน เอาทุนไปซื้อรถเข็นมาจ้างช่างต่อตู้กระจกใส่อ้อยขวั้นแช่น้ำแข็งติดตะเกียงแก๊สให้หลานชายเข็นไปขายตามงานวัด โรงงิ้ว สถานที่ฉายหนังกลางแปลงและตามย่านบันเทิงเมืองหลวงยามค่ำคืนอยู่กินกัน ๒ ยายหลาน กระทั่งแอ๊ดเลิกเรียนไปเฉยๆ ตอนอยู่ ม.๕ กับเลิกเข็นรถขายอ้อยไปฝึกมวยกับครูพูนค่ายพระขรรค์ชัย และค่ายแหลมฟ้าผ่าของ ม.ล. สุทัศน์ฯ อยู่พักใหญ่ก็ออกโชว์เพลงยุทธ์มวยไทยไปทุกหัวเมืองเพื่อสร้างชื่อก่อนขึ้นถล่มกับดาวรุ่งวิกคอนกรีต

พอกระดูกจะแข็งใกล้ที่ครูทัศน์ส่งขึ้นเทียบฟอร์มกับ “ไอ้ใช้” นรสิงห์ ส. อิสรภาพดันเจอข้อหาโจรกรรมบ้านขุนจำนงค์ฯ ๑ ใน ๔ เสือรัฐประหารร่วมกับพวกให้สก๊อต สน. นางเลิ้งตามล่า เพื่อนเลยทิ้งถิ่นตาม มหาเหน่ หรือ ลุงเหน่ โก๋แก่รุ่น “ยอดแหลม” (จำคุกกักกันที่ รจ. นครปฐม) ไปฝึกวิทยายุทธ์วิชาผ่าตัดกระเป๋ายิงเชียร์ (ล้วงกระเป๋า) กับวิชาโจรกรรมทุกรูปแบบก่อนผมร่อนไปสถิตที่ฐานบินนรกประมาณ ๑ ปี

ขณะนี้ได้โคจรมาพบกันในฐานะทหารเกณฑ์สมัครแล้ว บรรดาความร้อนอบอ้าวภายในโรงเลี้ยงอาหารจึงถูกลืมด้วยพบมิตรคลายเหงา จนใกล้เที่ยงบริเวณด้านหน้าโรงเลี้ยงที่ตั้งโต๊ะลงบัญชีเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งกรรมการกำลังคร่ำเคร่งกรอกเสียงเข้าไมค์แซ่ดไปหมด ได้ปรากฏเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบรวม ๑๐ นายแหวกฝูงชนเข้ามาในโรงเลี้ยงแล้วค่อยๆ กวาดสายตามองระโฉมหน้าหนุ่มๆ นับร้อยอย่างสังเกต

“จ่าหมานกับจ่าชื่น เข้ามาว่ะ” แดง จอนบอก

ผมกับแอ๊ดหันมองตากัน พร้อมจับตา เรดาร์ กลุ่มสก็อตที่แยกจากกันเป็น ๒ กลุ่มออกเดินสำรวจผู้คน

“มันมาจับใครกัน” แอ๊ดว่าบ้าง

“ไม่รู้” เป็นคำตอบที่ง่ายที่สุดของผม

“เราว่าพวกเราเลี่ยงออกไปข้างนอกก่อนดีกว่า” แดง จอนร้อนทรวง

ช่วงนั้นบังเอิญมีนายทหารยศนายพันโทเดินมาหาพวกเราในคอก เป็นผลให้สก็อตกลุ่มนั้นมองตาม ทั้งยังขยับมาหา ส่วนนัยน์ตานักล่าโล่เขนสำแดงอาการปีติชัดเจนที่พบพวกเรา เมื่อรูปการณ์บอกชัดใสอยู่แล้วว่า เป้าหมายคือพวกผมแน่จึงลุกไปกาผู้พันร่างใหญ่เรียนท่านตรงๆ

“ผมเป็นทหารสมัครครับ กำลังรอส่งตัว แต่ตำรวจจะจับผมครับ”

ท่านจ้องตามองหน้าผมวับเดียวก็หันไปทางกลุ่มตำรวจที่กำลังเดินแหวกคนดิ่งมาหา

“พวกผมจะทำยังไงครับ” แอ๊ดถามซื่อๆ

“เดี๋ยวผมจะลองคุยกับเขาดู”

ท่านตัดสินใจเร็วละไปดักหน้ากลุ่มจ่าชื่น (นางเลิ้ง) จ่าหมาน (ชนะสงคราม) โดยยืนพูดจาอะไรกันผมไม่ได้ยิน นอกจากสังเกตสีหน้าสก็อตแต่ละนายทั้ง ๒ สถานีไว้ ประกอบผลการตัดสินใจกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ราว ๓ นาที ผู้พันหนุ่มใหญ่ท่านนั้นเดินกลับมาหาสีหน้าขรึมลงถนัด บอกห้วนๆ

“เขาจับคุณ ๓ คนแน่ ผมขอเขาแล้วแต่ไม่ได้ จะอย่างไรถ้ารอดตัวก็ไปที่ พล. ๑ ก็แล้วกันนะ เดี๋ยวผมจะให้ทหารไปเปิดประตูด้านหลังไว้ให้”

สิ้นคำ ท่านกลับไปหากลุ่มตำรวจโดยพาไปยืนคุยยังโต๊ะทำงานของท่านกระนั้นยังมีจ่าปานกับจ่าท้านยืนจับตาดูเรา ๓ คนอยู่ แต่เราทำนั่งสงบหางตาเฉียงมองประตูหลังรอการเปิดเพื่อโผนออกจากซองสตาร์ต

ครู่หนึ่งผมเหลือบดูนาฬิกาบนข้อมือซ้าย เหล่าทหารสมัคร ๑๐ นายที่จะร่วมเหล่าร่วมทัพลอบมองกิริยาพวกเราด้วยทีท่าเห็นใจจึงยิ้มให้แม้มิได้พาทีกัน

“ขอให้โชคดี” คนหนึ่งอวยชัย

“ขอบใจ” ผมเอื้อไมตรีเพื่อนทหาร

แอ๊ดสะกิดแขนบอกข้างหู “ประตูเปิดแล้วเปี๊ยก”

แดงเปิดปาก “ตัวใครตัวมันนะเพื่อน ถ้ารอดเจอกันที่ พล. ๑ “

“โอเค เพื่อน” แอ๊ดรับคำ

“หยั่งงั้นเตรียมแผน” แดงสรุปและลุกเดินออกจากคอก

และพอเรา ๒ คนขยับตาม ๒ จ่าร่างใหญ่ปราดเข้าหาทันควัน แอ๊ด เสือเผ่น ตัดใจเผ่นนำลิ่วแหวกผู้คนออกประตูหลังทันที ผมกับแดงสับวงล้อตีนลุยคนนับร้อยตามไปติดๆ

“เฮ้ย จับไว้” เสียงจ่าท้านดังสะท้านหูผมขณะวิ่งไปชนเข้ากับร่างใครคนหนึ่ง แดง จอน ซึ่งตีคู่มากับผมกระโจนถีบเข้ากลางอกไอ้หนุ่มที่ผมวิ่งชนดังปึกร่างทั้งร่างที่รับแรงส้นถลำไปชนผู้คนจนเกิดโกลาหลยิางขึ้น สัญชาตญาณคนบัญชาให้ผมพุ่งออกจากที่เกิดเหตุตามหลังแดงด่วนจี๋ พอโขยกไปถึงประตูทางออกด้านหลังพบ #ไอ้เผ่น กำลังถูกปล้ำฟัดจากสก็อตนอกเครื่องแบบ ๒ นาย เลยร่วมวงถล่ม ๒ สก็อตให้ปล่อยตัวเพื่อนไปหลายหมัดจึงพ้นปราการคนท่ามกลางเสียงนกหวีด เสียงตะโกนลั่นภาครับทางรูหู

จวบจนเผ่นไปถึงประตูหลัง ร.ร. อันจะออกไปโผล่ถนนหน้า ร.ร. สตรีวิทยา พบประตูปิดล็อกกุญแจสนิทก็พากันใช้เพลงยุทธ์ตีนแมวปีนข้ามไปใช้บริการแท็กซี่เป็นพาหนะสู่กองบัญชาการกองพล. ที่ ๑ รักษาพระองค์แต่บัดนี้

“หลวงพ่อครับ…ลูกได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาแล้ว ทว่าเบื้องหน้าเป็นรูปแบบของชีวิตที่ลูกผู้ชายเช่นลูกมิเคยผ่านพบ แต่ก็จะลองศึกษาดูด้วยธาตุที่หลวงพ่อหลอมไว้ด้วยเลือดเนื้อนั้นครับผม”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ