3949. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 67 กฎแห่งกรรม (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 67 กฎแห่งกรรม (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

“ถึงเพื่อนทั้ง ๖ ที่รักทราบ…เรามี ‘งานด่วน’ ที่ต้องเร่งทำ และจำกลับตอนบ่ายๆ วันเสาร์ หวังว่าเพื่อนทุกคนคงช่วยคุ้มครองกิจการของเราร่วมกับเสี่ยเล็กตอนเที่ยงด้วยความเข้มแข็ง ขอย้ำทุกคนอย่าประมาท เราไม่ใช่คนพื้นที่ทั้งยังใหม่ในสายตายเจ้าถิ่นด้วย ส่วนเรื่องที่พวกนายรับปากกับสุมาอี้ เรื่อง ‘ไอ้เล็ก โพดำ’ เราเคลียร์กับอี้พร้อมเก๊าตี๋เข้าใจแล้วอย่าห่วง ‘มือดี’ ของพวกมันมีเป็นโขยง…เท่านี้ละนะ รัก-เต็งโก้”

นั่นเป็นข้อความปิดผนึกในซอง จ.ม. ที่นักบู๊สะพานเหลืองฝากกับเสมียนโรงแรมที่เคาร์เตอร์ไว้ให้พวกเราโดยไม่ประหลาดใจแต่ประการใด กลับนึกชมที่เขาหาทางออกทางเลี่ยงชนิดไม่ต้องเผชิญหน้ากับพวกเราได้สวย แต่ผมลอบสะกิดใจความไม่เอาเพื่อนซึ่งเดิมเต็งโก้มีให้แก่เพื่อนเสมอ ส่วน ปุ๊-ดำ-ตาล-จบ และลพ สูติ จะได้คิดไหมหนอ

มองอีกด้านหนึ่ง ผมยอมรับว่าเต็งโก้ทุ่มโถมเงินบุกเบิกกาสิโนบนแผ่นดินอีสานชนิด “หวังผล” เต็มเหนี่ยวได้ยอมส่ง “ส่วย” นับแสนบาทเพื่อเปิดบ่อนวันนี้ แล้วจู่ๆ อี้กับเก๊าตี๋มาดึงพวกเราไปเสี่ยงดวงโดยมีผลเสียทั้งขึ้นทั้งล่องก็สมควรที่เขาพิทักษ์เราเช่นนี้ เราจึงอยู่ดูแลบ่อนควบคู่ไปกับเสี่ยเล็กแต่บัดนั้น สัปดาห์เดียวกาสิโนเมืองแคนฝั่งตรงข้ามโรงภาพยนตร์เจ้าพระยาดังระเบิดบรรดาดาวดังในเมืองและชานเมือง เช่น บ้านโนนทัน บ้านสีฐาน บ้านทุ่ม บ้านหนองใหญ่ ซึ่งแต่เดิมผมเป็นผู้เจรจาความออมชอบจะเปิดบริการบ่อนขอทุนภายใน ๓ เดือน โดยไม่จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางแก่ผู้ใด

แต่หลังจากนั้นไปแล้วทุกท่านที่ผมเชิญมาอาจถูกพิจารณาจัดสรรรายได้ไปจากเราเป็นเดือนๆ ผู้ใดทำประโยชน์ให้แก่ทางบ่อนมากเท่าใด เม็ดเงินที่จัดสรรก็อาจได้รับสูงขึ้นไป และสืบไปวันหน้าหากกิจการบ่อนดีขึ้น เราจะขยับขยายสาขาไปที่อุดรฯ กับโคราช ซึ่งในกลุ่มที่ผมเชิญมาควรศึกษาจากบ่อนเรา จากวันนั้นถึงนี้บ่อนเปิดบริการมิทันครึ่งเดือน พวกทยอยมาพบเพื่อฟังคำยืนยันอีกครั้งกับคำที่ผมให้ไว้ ก็บอกยืนยันแก่ทุกคนว่า ไม่ลืมเด็ดขาด แต่ความหวังจะเป็นจริงได้มันขึ้นอยู่ที่ทุกฝ่ายทุกคนควรร่วมมือกันประชาสัมพันธ์ถึงการบริการทางบ่อนเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อันนี้ไม่ใช่ “ลูกเล่น” ผมตั้งใจให้เต็งโก้ชุบเลี้ยงคนพวกนี้ไว้เพราะพบค่าในตัวเขาเหมาะกับงาน แต่มิใช่ขุนไว้ทั้งโขยง อุ้มเล็บใครแข็งแรง เขี้ยวใครดม เส้นทางนี้พร้อมต้อนรับซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต่อมาพวกเราได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เก๊าตี๋พาพวกบุกจี้ชิงตัว “เล็ก โพดำ” ระหว่างเจ้าหน้าที่คุมตัวจากศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางข้ามถนนไปยังฝั่งศาลอาญากรุงเทพฯ โดยใช้ด้ามปืนตีศีรษะผู้คุมจนฟุบแล้วลากตัวนักฆ่าวัยรุ่นขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ขับหนีไปทั้งกุญแจมืออย่างอุกอาจ ยินด้วยที่เพื่อนสมปรารถนา ทว่า พฤติกรรมอหังการเยี่ยงนี้กฎหมายเขาจะปล่อยนายหรือ?

๓ เดือนล่วงไป ธุรกิจเถื่อนของเราฟู่ฟ่า วันหนึ่งๆ มีนักพนัน นักแสวงโชคชายหญิงเวียนกันเดินเข้า-ออก ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน กระทั่งต้องขยายอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้น ให้เปิดเล่นเต็มที่ เว้นเฉพาะชั้นล่างให้กลุ่มชานจีนที่นิยมเล่นไพ่จีนตั้งวงไว้ ๓ โต๊ะ และเมื่อมีการขยับขยายดังกล่าวผมจึงถือโอกาสคัดตัวนักบู๊เมืองแคนไว้ ๖ นายเข้าสังกัดทีม โดยตัดหัวหน้าพนักงานบริการชายประจำบาร์ที่เราเข้าเที่ยวในโรงแรมโฆษะ ชื่อ #หยอง ออกเสียด้วยเหตุมีนิสัยก้าวร้าวมุทะลุดุดัน คนประเภทนี้นายบ่อนสั่งฆ่ามาเยอะ

เมื่อธุรกิจเข้าที่ เต็งโก้ดึงเอาตาลกับจบและลพ สูติไปเตรียมเปิด “โต๊ะเถื่อน” ยังสนามม้านางเลิ้งช่องทางอันผมเห็นว่าหากถ้าเข้าไป “ทำ” ได้ รายได้เสาร์-อาทิตย์ ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท อยู่ใต้ตีน อันนี้หมายถึงต้องกิน-จ่ายเจ้าเดียวในสนามอย่างไร ความคิดเห็นนั่นเป็นเรื่องที่พวกเราคุยกันในสายตานักลงทุนธุรกิจเถื่อนสมัยนักบู๊สะพานเหลืองยังไม่รวมทีมเช่นขณะนี้ จวบถึงเวรได้ล่องเข้ากรุงเทพฯ ในวันเสาร์-อาทิตย์ต่อมา เรา ๓ คน มี ดำ, ปุ๊ และผมจึงเข้าไปสำรวจสภาพธุรกิจก็ชักอึดอัดเพราะ ณ ที่นี้มี ซาเก๊า, เฮียช่วย, ล.บ้านทวาย และล้อ วงเวียนฯ รายนี้ทราบภายหลังว่างดเสพ “ของ” ได้ประกันตัวคดีฆ่าตี๋น้อยออกไปดำเนินกิจการอยู่ด้วย

นอกจากเข้าเมืองหลวงไปเปิดหู-ตาในหมู่คนยังสนามม้านางเลิ้งพร้อมชมกิจกรรม “โต๊ดเถื่อน” นักบู๊แล้วผมยังได้สื่อคำบอกคำเตือนจากผู้ที่หวังดีรุ่นอาวุโสหลายท่าน ซึ่งจัดเจนวงการอาชา ให้บอกเต็งโก้ถอนตัวเสียเนื่อง “สนามม้า” จะเป็นชวนให้นักบู๊เลือดมังกรถล่มกันเองอีกสาเหตุหนึ่ง จากสภาพการณ์ คำบอกเล่า และจากสิ่งที่สื่อโดยสัญชาตญาณบอกผมควรพูดเรื่องนี้กับเพื่อนให้ชัดเจน เฉพาะดำกับปุ๊ซึ่งรับรู้และประจักษ์เช่นเดียวกับผมล้วนเห็นด้วย เราจึงกลับขอนแก่นพร้อมความตั้งใจเคลียร์เรื่องนี้หากพบกับนักบู๊สะพานเหลืองอีกครั้ง ทว่าเพียง ๓ วัน พวกเราก็อ่านพบข่าวเล็กๆ ในหน้าหลังหนังสือพิมพ์กรณี ๒ มือปืนบุกเข้ายิงซาเก๊าเจ้าพ่อวงเวียนฯ ดับคาบ้าน

เรื่องนี้ผมโทร. เช็กไปที่แฟลต “อภิญญา” ที่พักเดิมย่านพระโขนง ซึ่งลพ, จบ และตาล สุทธิสาร พักอาศัยอยู่ก็ได้รับคำตอบไม่กระจ่างสาเหตุมาจากอะไร และสงสัยผู้ไดสั่งฆ่า ทั้งนี้เพราะตั้งประเด็นไปยัง “บัญชีดำ” เนื่องระยะหลัง “ซาเก๊า” หลบรัศมีล้อ วงเวียนฯ ไปทำธุรกิจส่งออกผงขาวเฮโรอินอยู่หลายเที่ยว อาจเข้าข่าย “บัญชีดำ” แต่ผมไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ “เก็บ” ซาเก๊า ดังนั้นในเย็นวันศุกร์นี้ หลังพาครอบครัวนายเวร ท่านผู้กำกับฯ ไปพักผ่อนยังเขื่อนยน้ำพองและส่งกลับบ้านพักเรียบร้อย ดำ, ปุ๊ และผมก็ขับเก๋งญี่ปุ่นตียาวเข้ากรุวเทพฯ ในบัดนั้น ๒ ยามเศษ โชเฟอร์มือระเบิดผู้บังคับทะยานรถลิ่วเข้าเขตปริมณฑลย่านรังสิตถามมาจากหน้ารถ

“จะตระเวนหรือกลับแฟลตดีล่ะ เปี๊ยก”

“สุดแต่นาย” ผมพร้อมเป็นผู้ตาม

โชเฟอร์มือระเบิดพลิกหน้ามาบอกวูบเดียว ‘หยั่งงั้น’ เรากะดำขอแวะรับ ‘เด็ก’ ที่สีดาก่อนนะ”

“ตามสบาย”

“เปี๊ยกน่าจะมีคู่ขาไว้บ้าง เข้ากรุงเทพฯ จะได้ไม่เหงา”

ผมยิ้มให้ตัวเอง ๒ ดวงตามองทะลุกระจกรถชมอาคารใหญ่เล็กเบียดแทรกกันแทงยอดขึ้นหมายเสียบฟ้าตามไฟหลากสีวูบวับราวจะข่มดาวก็ช้อนตามองฟ้าเห็นฟ้าสว่างโพลงต่างกว่าคืนก่อนที่เมืองแคนซึ่งฟ้าสวย ดำเหมือนกำมะหยี่ผืนใหญ่แต้มดาวแลระยิบระยับ

จวบพาหนะของเราหมุนวงล้อเข้าถนนราชดำเนินกลาง แล้วไปจอดชิดฟุตปาทด้านหน้าสถานเริงรมย์ “สีดา คลับ” ชั้นล่างอาคารโรงแรมรอยัลฯ กลางสายวัยคะนองรับจ้างเช็ดรถย่านตรอกสาเก ๔-๕ นายเตร่อยู่บริเวณทางเท้ามองเป็นตาเดียว และเมื่อปิดประตูรถเรียบร้อยพากันก้าวขึ้นบาทวิถี วัยคะนอง ๑ ใน ๕ วัยรุ่นหน้าบาร์ยิ้มหราเข้ามาหา

“หวัดดีครับพี่ๆ มางานเลี้ยงส่งพี่แดงหรือครับ”

คำว่า ‘แดง’ สะกิดใจผมแปลบ เนื่องเส้นทางนี้ผมมีเพื่อนซึ่งมีชีวิตและหัวอกคล้ายกันที่รำลึกถึงเสมอไม่ว่าทุกข์หรือสุข แต่เกรงสะกิดใจดำ เอสโซ่กับปุ๊ ระเบิดขวดจึงไม่ถาม กระนั้นเสือเอสโซ่ไม่วายถาม

“แดงไหนวะ”

“พี่แดง ไบเลย์ครับ”

สิ้นคำบอก ทั้งดำกับปุ๊หันไปมองหน้ากันวับเดียว หันกลับมาแจงไม่ดังนัก

“เปี๊ยกก็รู้ว่าเรามารับเด็ก”

ผมพยักหน้าไล่วัยรุ่นก่อนต่อคำ “เราเองก็ขอเวลาอยู่คุยกับแดงสักพักนะแล้วพบกันที่แฟลต”

“เปี๊ยกต้องเข้าใจเรานะ” ดำอาทร

“และนาย ๒ คนก็ต้องเข้าใจเราด้วยเหมือนกัน”

จากนั้น “สีดา คลับ” วิมานบันเทิงนักท่องราตรีได้ต้อนรับเรา ๓ คนอีกครั้ง

ปุ๊กับดำแยกตัวไปยังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ติดต่อ “คู่ขา” เป็นเพื่อนนอนกลางแสงไฟสลัวที่เคาร์เตอร์ ผมยืนปรับสภาพตนและสายตาตลอดไปถึงประสาทหูจนพร้อมก็รั้งบ๋อยมาถามถึงโต๊ะดาวดังไบเลย์นั่ง ซึ่งบ๋อยก็ชี้โต๊ะขณะขุนมีดเล็ก ต่วนจุดไฟเรียกพนักงาน ส่วนผู้ร่วมโต๊ะมี ๘ นาย เช่น แหลมสิงห์, จบ หลังวัง, ตาล สุทธิสาร, และสุมาอี้ สำหรับอีก ๒ หนุ่มวัยรุ่นพี่หุ่นล่ำสัน ผิวเนื้อ-แดงกร้านแดดลม สวมเสื้อแขนยาวลายเจ็บพับแขน นุ่งยีนทั้งคู่ ใส่นาฬิกาเรือนเหล็กหนาทึบลักษณะบอกนักบู๊ภูธร ดังกล่าวผมจึงเข้าทักทายแดง ไบเลย์กับเพื่อนทุกคนบนโต๊ะพร้อมร่วมดื่มกินในเวลาต่อมา

ที่สุดการได้สังสรรค์อย่างเพื่อนแท้เพื่อรำลึกอดีตวัยรุ่นของพวกเราเริ่มไม่จบง่ายดาย เนื่องตอนตี ๑ ขณะเช็กบิลค่าบริการโดย ๒ สปอนเซอร์นักบู๊ภูธรที่ร่วมโต๊ะอย่างสงบหงิมแล้ว แดงได้กล่าวน้ำเสียงหนักเมรัย หน้าตึงเป็นมันปลาบ

“เดี๋ยวเราไปต่อที่ ‘โรฟีโน่’ เป็นแห่งสุดท้าย”

และแล้วกลุ่มนักเที่ยวหนุ่มรวม ๙ ชีวิตได้อำลา “สีดา คลับ” ด้วยเก๋ง ๒ คันเป็นพาหนะมุ่งยังวิมานบันเทิงแหล่งใหม่ยังอาคารชั้นล่างตึกไทยนิยมหรือ “โรฟีโน่ คลับ” ตามแรงปรารถนาเพื่อน น้ำเหล้า ไม่ว่ายี่ห้อวิเศษขนาดไหนกินเข้าไปมากๆ ย่อมเมาได้ ทั้ง ๖ เพื่อนที่กล่าวนามตามคุยซึ่งบอกว่างานนี้เปิดฉากที่บาร์สวนกุหลาบ แล้วไปต่อที่ “สุรัช ภัตตาคาร” จึงล่องไปสีดา และมาโรฟีโนแหล่ง “เมา” สุดท้ายที่เพื่อนกำลังคุยกันคนละงาน ทั้งชอบคนละอย่าง เล็ก ต่วนอันสุ้มเสียงเอาเรื่องโดดคว้าไมค์ครวญเพลง

หากแต่เมาจนร้องผิดคีย์นักดนตรีจึงพานักเที่ยวชาย-หญิงเริ่มเซ็งจุดไฟเรียกพนักงานตามผู้จัดการมาซุบซิบ ผมเองไม่เมา ดื่มด้วยใจพร้อมเป็นหลักประกันให้เพื่อน จึงลอบสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างระมัดระวัง กระทั่งผู้จัดการเลือดมังกรวัย ๔๐ ปีแต่งกายภูมิฐานมากระซิบขอให้โต๊ะเรางดส่งนักร้องรับเชิญ เล็ก ต่วนขึ้นเวทีพร้อมไหว้ปลกๆ ซึ่งแดงก็รับปาก และพอนักร้องหนุ่มเซแซดๆ ลงจากเวทีเขาจึงคว้าแขนขุนมีดมือฆ่า “พัน หลังวัง” ไปนั่งเก้าอี้ติดกับตนแล้วกระซิบปรามจนติดหู

“พวกเราเมา แต่คนอื่นเดือดร้อน อย่าขึ้นไปร้องเลยเพื่อน”

ขุนมีดโงกหัวขึ้น พนักงายบริการสาวถือถาดสีเงินใบเล็กเข้ามาค้อมร่างถามเสียงใส

“ขอประทานโทษค่ะ ท่านใดชื่อคุณเล็กคะ”

เล็กเฉียงตามอง “มีอะไรหรือเธอ”

สาวบริการในชุดกระโปรงสีฟ้าตัดขาวยื่นถาดที่เธอถือ อันปรากฏเงินเหรียญ ๕ บาท ๒ เหรียญวางทับแผ่นกระดาษโน้ตชิ้นขนาดฝ่ามือให้ เล็ก ต่วนเหลือบตามองพนักงานสาว ถามเสียงกร้าว

“ใครฝากมา”

“ไม่ทราบชื่อ แต่เป็นสุภาพบุรุษค่ะ”

ขุนมีดหนังตากระตุกยึก พลางหยิบกระดาษชิ้นนั้นมาอ่านต่อหน้าทุกคนเสียงเข้ม

“ขอเชิญ คุณเล็ก ต่วน ที่หน้าบาร์สักครู่ครับ”

จบคำตัวเองอ่านออกเสียง ขุนมีดผุดลุกขึ้นยืนทันใด แดงแตะแขนซ้ายเพื่อให้เย็นลง ทว่าขุนมีดเพียบแปล้น้ำเมามือสนิททางปัญญาสะบัดหน้าไปที่ประตูทางออกพร้อมผละจากพวกเราทันใด

ในสภาพการก้าวเดินไม่มั่นคงนักของเพื่อน ดึงเราทุกคนตามหลังไปไล่ๆ กันส่วนตาจับร่างขุนมีดแหวกม่านสีกลมกลืนความมืดด้านในพรวดออกไป พริบตา! ม่านกั้นประตูผืนใหญ่ขาดผลึงหล่นโครมคลุมร่างหนึ่งไว้จนเห็นเพียงปลายเท้า ก็ปราดช่วยกันดึงผ้าม่านออกจนเห็นร่างนั้นชัดเจน

“ไอ้เล็ก” สุมาอี้อุทานเสียงตื่น

เราทุกคนตะลึงงัน ตาจ้องอยู่ที่บาดแผลคมมีแทงในลักษณะขวางใบมีดเป็นรูใต้ราวนมซ้าย ซึ่งเลือดสีแดงฉานทะลักปุดๆ แทบฉีดขาด และเมื่อเสียงวี้ดว้ายกรีดลั่นหู ไฟในบาร์เปิดสว่างจ้า ความชุลมุนของนักเที่ยวที่ประสงค์หนีให้พ้นพื้นที่อันตรายได้ดึงสติให้หลุดปาก

“จะเอาอย่างไร”

“ไปดีกว่า อยู่ไปก็ต้องเป็นพยาน” จบเสนอ

ไม่มีใครคิดอยู่กับซากร่างร้างลมหายใจ เล็ก ต่วน ดังนั้นเราจึงสอดแทรกตัวเองออกไปกับนักเที่ยวอื่นจนไปยืนข้างๆ รถที่จอดไว้หน้า “คิงส์ เฮฟเว่น ไนต์คลับ” ห่างที่เกิดเหตุราว ๑๕๐ เมตร เพื่อล่ำลาดาวดังไบเลย์ผู้จะเดินทางไปรับตำแหน่งคนสนิทเสี่ยจิวเจ้าพ่อชายฝั่งทะเลตะวันออก ณ บัดนี้

“เราเสียใจที่เกิดเรื่องเช่นนี้” แดงกล่าวเสียงเบาโหวงใต้แสงไฟโคมริมวิถีถนนราชดำเนินกลาง

“ลืมเหอะเพื่อน ชีวิตพวกเรามันก็แบบนี้”

จบ หลังวัง พูดให้หรีดเป็นมาลัยร้อยใจเพื่อนก่อนเดินทาง

๒ นักบู๊ภูธรหนุ่มตามความเข้าใจเสี่ยจิวคงใช้ให้ขับรถมารับ แดง ไบเลย์ ขึ้นนั่งยังเบาะหน้าเก๋ง ทุกคนสัมผัสมือกัน ผมซึ่งรอสัมผัสมือเพื่อนเป็นรายสุดท้ายบอกเขาเรียบๆ

“โชคดีเพื่อน เราจะคอยนาย”

เขาบีบมือผมกระชับมั่น บอกเสียงแน่น “เปี๊ยก เราปลูกบ้านให้แม่แล้วว่ะ” ถึงตายก็คงหลับตาสนิท….ลาก่อน-ลาก่อน เพื่อนๆ ที่รักของเรา”

เก๋งญี่ปุ่นสีแดงเพลิงใหม่เอี่ยมทะยานห่างเราขึ้นสะพานผ่านฟ้าฯ จนลับตาสุมาอี้จึงขอตัวขึ้นแท็กซี่จากไปโดยปราศจากขุนมีด เล็ก ต่วน ร่วมทางอย่างปวดร้าว พอเหลือเฉพาะพวกเราต่างหันกลับไปหน้าวิมานบันเทิงอันคลาคล่ำผู้คนและตำรวจอึดใจตาลขยับลงจากฟุตปาทเปิดประตูรถด้านหน้าเข้าประจำตำแหน่งโซเฟอร์ จบ หลังวัง พึมพำ

“ถ้าเราจะตาย ขอเพียงอย่าเป็นเพื่อนที่กิน-เที่ยว และนอนด้วยกันฆ่าเท่านั้นว่ะ”

เที่ยงเศษ…ตรงกับวันเสาร์ ขณะกลมกลืนตัวเองไปกับผู้คนชายหญิงเรือนพันบนอัฒจันทร์สนามแข่งม้าสระปทุม ดำ เอสโซ่ได้นำข่าวร้ายมาบอกเอาใจหาย

“เปี๊ยก…แดงตายแล้ว รถคว่ำที่โค้งบางปิ้งตอนใกล้สว่าง พวกในสนามนี่ก็ไปรับศพกันหลายคน…เราเสียใจด้วยนะ”

แดงเพื่อนรัก วิถีเถื่อนเมืองใต้ช่วยให้เพื่อนสมปรารถนา ได้สร้างบ้านให้แม่อยู่อาศัยด้วยใจเปี่ยมกตัญญูแล้ว มีแต่เรา ไม่รู้ว่าจะทดแทนพระคุณเจ้าหลวงพ่อด้วยสิ่งใดดี….หรืออาจมิได้ทดแทนพระคุณท่านเลย!!

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : The People
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ