3943. โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 11 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 11 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

น้ำพุกลางวงเวียน ๒๒ กรกฎาฯ ของกรุงเทพฯ พุ่งกระฉูดกระเซ็นกระสายล้อแสงไฟที่ประดับไว้ดูเป็นฝอยพร่างพราวน่าทัศนา มันเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวจีนสูงอายุเสียเป็นส่วนมาก จะมีแปลกปลอมก็คงเป็นพวกกรรมกรและลูกจ้างชาวชนบทที่ทำงานอยู่ยังละแวกนั้น

ใกล้ยี่สิบสามนาฬิกา บนม้าหินของเกาะกลางถนน ถ้าบรรดานักเลงผู้รักบรรยากาศให้ความสังเกตก็จะรู้ว่า ตั้งแต่เมื่อคืนวานได้มีชายหนุ่มแปลกหน้าสองคนมาเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่บริเวณนั่นจวบจนถึงสองยาม คืนนี้ก็เช่นกัน ชายแปลกหน้าในชุดกลมกลืนกับความมืดดังกล่าวยังคงนั่งทัศนาชีวิตรอบๆ วงเวียนเหมือนเช่นคืนที่ผ่านมา

ยี่สิบนาฬิกาผ่านไปมีรถเก๋งโอ่อ่าคันหนึ่งขับเคลื่อนเข้าไปจอดตรงหน้าโรงแรม มิตรพันธ์ อย่างนุ่มนวล ชายสองคนที่นั่งอยู่บนม้าหินจับตามองที่รถคันนั้นแน่วนิ่ง ประตูรถเก๋งเปิดออกกว้างผู้ที่ก้าวออกมาวางตีนเหยียบถนนคนแรกได้รับการพุดถึงจากชายแปลกหน้าท่าทาวเหี้ยมห้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในสองที่นั่งอยู่บนม้าหิน

“ไอ้ขวัญ! มึงดู…นั่นยังไง…ไอ้เวียน วังแดง”

ขวัญ ศรีเมือง เองก็กำลงจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนที่ก้าวออกจากรถเก๋งเช่นกัน ใช่แล้วคนแรกคือนักเลงปืนอดีตเพื่อนซี้ของเขา ซึ่งแยกตัวจากจอมประลัยกัลป์ไปสวามิภักดิ์กับ ซาเก๊า นั่นเอง เขากำอุ้งมือตัวเองเข้าบีบกันจนรู้สึกปวดแล้วจึงรำพึงขึ้นในอกกลางรัตติกาลที่นายทุนเงินกู้รายคืนตามซ่อง,โรงแรม หรืออาบอบนวด จะต้องใช้มือปืนระดับไอ้เวียนคุ้มกัน การที่เพื่อนซี้ของเขาเข้าไปร่วมวงไพบูลย์กับซาเก๊าแรมเดือนนั้น เขารู้ว่าอดีตดาวดังวงเวียน ๒๒ กรกฎาดำเนินกิจการเฟื่องฟูอะไร ถ้าไม่ใช่งานค้าเฮโรอิน!?

ต่อมาคือบุคคลที่โผล่ออกมาจากรถเก๋งเป็นคนที่สอง เขาล่ะ ซาเก๊า หนุ่มใหญ่วัยสามสิบเศษใบหน้ากลมเอิบอิ่ม ดวงตาหยีเล็ก หัวโต และลงพุงเล็กน้อย อีกด้านหนึ่งของประตูรถ ขณะราชาเงินกู้ และยาเสพติดก้าวตรงเข้าโรงแรมมิตรพันธ์ คือร่างของนักเลงคุ้มกันที่ก้าวพรวดติดตามเจ้านายไม่ต่างหมาเชื่อง เสียงของชายแปลกหน้าคนเดิมหรือ เรืองเรไร เอ่ยขึ้นเบาๆ

“แน่นอนแล้วใช่มั้ย?”

“เออ..สี่คน! รวมทั้งไอ้คนขับรถที่อยู่ในรถด้วย ตกลงเป็นอันว่าเราลงมือกันตรงจุดนี้ กูจะคอยมึงที่โรงแรมไทปิงข้างตรอกถั่วงอก มึงนัดหมายไอ้ดำกับไอ้ต้อยมาวางแผนชี้แจงหน้าที่ของแต่ละคนตอนสี่ท่มพร้อมๆ กันดีกว่าคืนนี้มึงกับกูแยกกันก่อน…อ้อ อย่าลืมเอากระสุนสำรองที่บ้านจ่าทวนด้วยละ”

ขวัญ ศรีเมือง ปิดฉากการสนทนาเรื่องงานกับสหายทรชนตัวแสบ เรือง เรไร ไว้แค่นั้น จากนั้นก้ผละแยกข้ามไปฝั่งทางแยกออกถนนพระราม ๔ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมไทปิง จัดแจงอาบน้ำอาบท่า สั่งผู้จัดการห้ามมิให้นางใดบนโรงแรมมาจุ้นจ้านอย่างเด็ดขาด เสร็จแล้วก้ทิ้งตัวลงบนที่นอน ปิดเปลือกตาลำดับเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มงานล้างผลาญในคืนพรุ่งนี้ ดำ ม้าเหล็ก ต้อย เทวัญ เรือง เรไร และเขาจะต้องเปิดศักราชปล้นการเมือง

สองคืน…ทั้งสองคืนที่เขาสู้ทนเฝ้าดูสังเกตการณ์สำรวจความพลุกพล่านของยานพาหนะอันใกล้จุดที่จะต้องลงมือทำงานไว้ให้มั่นใจ เพื่อทางหนีทีไล่จะได้สะดวกโยธิน ไม่ใช่พอลงมือแล้วตะกายเผ่นไปจนตรอกมือกฎหมายเอาง่ายๆ เหมือนเมื่อครั้งสู้คดีที่ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง งานนี้ไม่ใช่งานกระจอกจิ๊บจ๊อยเป็นงานช้างที่ต้องอาศัยใจ และความรอบคอบที่สุด ซาเก๊า ตระเวนรถเก็บเงินกู้รายคืนตามสถานเริงรมย์ทั่วกรุงเทพฯ คืนหนึ่งไม่ต่ำกว่าห้าหมื่น นั่นคือรายได้เงินกู้…แต่รายได้จากค่าส่งขายเฮโรอินให้ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว จำหน่ายนั่นต่างหากที่เป็นเงินแสน เรื่องนี้ ขวัญ ศรีเมือง ซึ้งแก่ใจดี

เสียงแผ่นเหล็กจากไทยยามอาชีพที่แย่งมาจากบาบูตีบอกเวลาสามนาฬิกา ขวัญ ศรีเมือง ขยับตัวลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่าง สายลมเย็นบนตึกชั้นสามโชยผ่านวูบเข้ามา เบื้องนอกระดับสายตาที่ไม่สูงนัก เขาแลเห็นดวงไฟหลากสีบนยอดตึกไหวระยับ ส่วนใหญ่เป็นแผ่นป้ายโฆษณา เดือนรูปเคียวสาดแสงนวลเรื่อเรือง ดาวเองต่างมิได้น้อยหน้าเดือนทั่วทั้งผืนฟ้ากว้างมีดาวน้อยใหญ่ดารดาษเกลื่อนรัตติกาล ขวัญ ศรีเมือง ถอนหายใจหนักๆ ครู่หนึ่งจึงเบือนหน้ากลับมาที่เตียงนอน เอื้อมมือไปใต้หมอนดึงปืนสั้นขนาด .๓๘ ออกมาตรวจสภาพอย่างละเอียดครู่ใหญ่จึงล้มตัวนอน

สิบสองชั่วโมงของกลางวันก้าวไปอย่างแสนลำเค็ญ ก่อนสี่ทุ่ม เรือง เรไร ดำ ม้าเหล็ก ต้อย เทวัญ และ ขวัญ ศรีเมือง ต่างเสพย์เมรัยกระตุ้นเลือดลมกันจนได้ระดับ แล้วจึงเริมวางแผนงานด้วยถ้อยคำเจ้าของห้อง

“สี่ทุ่ม” เขากล่าวหลังจากพลิกข้อมือซ้ายที่คาดนาฬิิกาดูเวลา “ยังเหลือเวลาอีกมาก เรื่องรถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองคันที่จะใช้ทำงานนั่นเรียบร้อยทุกอย่างหรือเปล่าวะ ไอ้เรือง?”

“ก็เอาไปเช็คที่ร้านทั้งสองคันเลย”

“แล้วรถล่ะ?”

“ฝากไว้ในวัดโคก-พลับพลาชัย”

ขวัญ ศรีเมือง เปิดยิ้มอย่างสมใจเขาเอื้อมมือไปตบบ่า เรือง เรไร พร้อมกับดึงกระดาษสีขาวออกคลี่กางบนที่นอน เนื้อที่กระดาษกว้างยาวไม่เกินฟุตนั่นมีภาพจำลองสังเขปพื้นที่บริเวณวงกลมของวงเวียน ๒๒ กรกฎาไว้อย่างละเอียด

“ตรงจุดแดงนั่น พวกมึงรู้แล้วนะว่าเป็นโรงแรม เราจะลงมือพร้อมกันตอนซาเก๊าเดินออกมาขึ้นรถ รถเครื่องของพวกเราทั้งสองคัน เดี๋ยวไอ้เรืองกับไอ้ดำไปเอามาจอดไว้ตรงจุดนี้กะประมาณให้ห่างโรงแรมด้านละไม่เกินยี่สิบเมตรเมื่อพวกมันมาถึงและจอดรถ รถของเราทั้งสองคันนั่นจะขนาบรถของมันไว้กึ่งกลางโดยปริยาย ระหว่างที่มันออกมาจากโรงแรมมึงสองสองคนขึ้นคร่อมรถไว้ได้เลยกูจะเข้าไปจี้ไอ้ซาเก๊าตอนมันเปิดประตูรถ เออ..มันก็เท่ากับว่ากูจี้ไอ้คนรถด้วย ทีนี้ทางด้านมึงนะไอ้ต้อย…ทุกอย่างต้องลงมือพร้อมกู พยายามคุมไอ้เวียนกะการ์ดของมันอย่าให้คลาดเพราะมันไม่ใช่เพื่อน? ไอ้ดำกับไอ้เรืองมึงสองคนติดเครื่องรถได้เลยตอนกูกับไอ้ต้อยถอย มึงสองคนจะต้องคุ้มกันไปในตัว ส่วนใครจะถอยขึ้นรถใครนั้น…ไม่จำเป็น ด้วยเรายยังไม่รู้ว่าจะถูกขัดขวางจากพวกมันหรือตำรวจนอกเครื่องแบบแถวๆ นั้นบ้างหรือเปล่า

ขวัญศรีเมือง หยุดระบายลมหายใจเขาจุดบุหรี่สูบ อัดควันเข้าปอดจนปลายบุหรี่แดงวาบจึงกลับเข้าเรื่อง

“ต่อไป อันนี้กูเตรียมไว้ก่อน หากถูกขัดขวางจนมีการปะทะกันขึ้น…มึงสังเกตให้ดี นี่เป็นทางแยกออกถนนไมตรีจิต วัดโคกที่ไอ้เรืองเอารถไปฝาก ทางแยกนี้ให้ไอ้ดำซ้อนกูหรือไอ้ต้อยก็ได้ออกทางนี้ทางด้านไอ้เรืองมึงขี่ตรงไปออกถนนมิตรมิตรพันธ์ พอสุดถนนให้มึงขี่ตีรถออกทางสามแยกตัดออกวัดไตรมิตรฯ เลย ถ้าไม่มีการติดตามให้พยายามหาทางเอารถหลบเข้าปั๊ม เปลี่ยนป้ายทะเบียนที่ใกล้ที่สุด…เอาล่ะใครต้องการถามอะไรอีก ที่กุบอกมานี่มีอะไรบกพร่อง หรือไม่เข้าใจ? ถามได้นะเพื่อน เราไม่ได้ไปเล่นลิเก”

เงียบ…ทุกคนพยักหน้ารับว่าเข้าใจในหน้าที่ของตนเองดี เวลาเคลื่อนไป ดำม้าเหล็ก และ เรืองเรไร ได้ออกไปจากห้องท่ามกลางใบหน้าที่เยิ้มเหงื่อ คงเหลือสองสมิงหนุ่ม ขวัญศรีเมือง กับ ต้อยเทวัญ ตัวสำคัญที่จะเป็นหัวหอกเข้าปล้นราชาเงินกู้ ทั้งคู่ใบหน้าแดงก่ำ พัดลมติดเพดานในห้องอ่อนล้า

ห้าทุ่มเศษ ยานพาหนะต่างๆ บางตาบรรดานักเที่ยวและนางโลม ดูเหมือนจะถูกลมดึกพัดหายไปยังห้องหับจนดูโหรงเหรง สองยามตรง ไทยยามตีแผ่นเหล็กหกคู่ สิบสองที

บัดดล..ไฟหน้าของรเก๋งคันที่สี่สิงห์กำลังรอคอยพุ่งปราดนำทางมาก่อน ขวัญศรีเมือง ส่ง ซิกให้สหายร่วมทีมงานเตรียมพร้อมเกือบครึ่งชั่วโมงราชาเงินกู้จึงถือกระเป๋าหนังใบขาดย่อมเดินกลับออกมาโดยมีมือปืน เวียงวังแดง ตีคู่มาตลอดทาง และเยื้องไปทางด้านหลังไม่เกินสามก้าว ยังมีการ์ดติดตามมา คนแรกเปิดประตุ แล้วเดินไปเปิดประตูหลังให้เจ้านายของมัน รวดเร็วจนแทบไม่มีใครมองเห็น ขวัญศรีเมือง กับ ต้อยเทวัญ พรวดเข้าถึงตัวคนทั้งสี่ปากกระบอกปืนดำมะเมื่อมกระแทกเข้ากลางขมับ ซาเก๊า วายร้ายอาชีพผละตะลึงตาเหลือก! พร้อมๆกับ ต้อยเทวัญ ปาดปืนไปยังร่างของ เวียนวังแดง และการ์ด พูดเสียงกระชากแต่ไม่ดังนัก

“พวกมึงอยู่เฉยๆ กูไม่ได้มาปล้นมึง หรือคิดค่าฆ่าพวกมึง!”

มือปืนคุ้มกันตัวแสบเหลือบตามองเจ้านายของมัน แทนมองเพื่อนที่เข้าปล้น ช่วงนี้เองที่ ขวัญ ศรีเมือง กระซากกระเป๋าหนังมาจากราชาเงินกู้ผู้มีเบื้องหลังค้าเฮโรอินสุดแรง และยังไม่ทันที่นักปล้นจะได้ตรวจค้นยึดอาวุธฝ่ายตรงข้าม ไฟหน้ารถสองดวงพุ่งแสงจ้ามายังกลุ่มคนทั้งหก หัวหน้างานปล้นหันขวับ เสี่ยงหนึ่งตะโกนลั่น..

“เฮ้ย! ตำรวจมา!”

เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามลั่นยามวิกาลอันน่าสะเทือนขวัญ พร้อมกับเสียงปืนก็ระเบิดสวนประสานกันกึกก้องจนชาวบ้านกระโจนหนี เพราะกรุงเทพฯ นั่นการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี บุคคลแรกที่เอาหนังหุ้มเนื้อรับแรงกระสุนของ ต้อย เทวัญ คือ เวียน วังแดง เพื่อนซี้นั้นเอง ร่างของมันสะดุ้งผวาหมุนคว้างก่อนล้ม ปืนในมือของ เวียน วังแดง ลั่นใส่ถนนจนเกิดประกาย และโดยไม่ต้องดุผล คนยิงกระโจนผลุกขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ของ ดำ ม้าเหล็ก ทันควัน อีกสามนัดในเศษของวินาที!!

ร่างของ ต้อยเทวัญ สะดุ้งเฮือก ปล่อยมือจากการเกาะกุมทรุดคว่ำมาทางด้านซ้าย รถแฉลบเสียการทรงตัว ดำ ม้าเหล้ก ตั้งสติบิดแฮนด์กลับ…นรกบรรลัย!! ขณะนั้นรถบรรทุกหกล้อคันหนึ่งพุ่งออกมาทางถนนสันติภาพอย่างรวดเร็ว โชเฟอร์รถบรรทุกตระหนกเมื่อไฟหน้ารถส่องให้เห้นจักรยานยนต์พุ่งสวนมา ตีนกระทืบเบรกสุดแรง!! เสียงล้อรถบดเบียดถนนดังแสบแก้วหู ตามต่อมาคือเสียงปะทะกันด้วยความแรงของดลหะ ผลลัพธ์ ไอ้เรื่องสองล้อไม่เป็นอะไรนั้น ตัดกันไปได้เลย

ในเวลาเดียวกัน ขวัญ ศรีเมือง ได้สติก็ตัดสินใจกระโจนซ้อนมอเตอร์ไซค์ของ เรือง เรไร โดยถือโอกาสที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกพุ่งทะยานรถออกจากถนนสันติภาพ อันเป็นทางเดียวกับรถบรรทุกมัจจุราชเมื่อครูานี้ เรือง เรไร บิดคันเร่งเต็มเหยียด รถพุ่งลิ่วไม่ต่างกระสุนปืนที่ไล่ตามหลังสองดาวปล้น เสียงไซเรนรถวิทยุไล่ตามหลังติดๆ หมดท่า-เส้นทางสัญจรบนผิวถนนทุกถนนเคลื่อนไปด้วยเครือข่ายวิทยุที่กำลังบีบวงล้อมการหนีของสองดางปล้น นักเลงศรีเมืองตบบ่า เรือง เรไร และบีบอย่างให้กำลังใจ จังหวะนั้นเองมีรถเก๋งคันหนึ่ง ได้พยายามเบียดเข้าชิดขอบทางเมื่อได้ยินเสียงไซเรนหัวหน้าดาวปล้นจับตามองเข้าไปในรถเก๋งคัน

วูบหนึ่ง ความคิดใหม่อันเป็นหนทางรอดยามเข้าตาจนก็เกิดขึ้น ผู้ชายมีอายุคนหนึ่ง กับเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่อยู่ภายในรถเก๋งข้างหน้าคือความคิดอันกะทันหันที่สันดานมนุษย์มักใช้เป็นหนทางต่อรอง ขวัญสะกิดบ่าเรืองแล้วชี้ไปยังรถเก๋งคันนั้น

“มึงเบียดรถเข้าไปให้ใกล้…เร็ว!”

รถวิทยุใกล้เข้ามาแล้ว พาหนะโจรโฉบปาดหน้ารถเก๋งอย่างกะทันหัน สองดาวร้ายอดีตวัยรุ่นประลัยกัลป์สละรถกรูไปที่รถเก๋งกระซากประตูหน้าเปิดออก ขวัญ ศรีเมือง เสือกตัวเองเข้าไปในรถปากกระบอกปืนปักเด่คาซอกคอชายเคราห์ร้าย เด้กหญิงวัยแปดขวบส่อใบหน้าตื่นตะลึงจนซีด…วินาทีนั้น! เสียงกระสุนก็ระเบิดก้อง! สามชีวิตภายในรถสะดุ้งวาบเมื่อกระสุนปืน ของเจ้าหน้าที่พุ่งเข้าใส่ร่างของ เรือง เรไร ที่มุดหัวเข้าประตุหลังจนซวนเซบิดตัวถอยหลังล้มคว่ำขาดใจตายคาที่ ตำรวจทั้งนอกเครื่องแบบไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนรายล้อมปิดถนน คอมมานโดจากกองปราบฯ ค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไป สปอร์ตไลท์ทุกดวงฉายส่องไปที่รถมหาภัย ปืนทุกกระบอกเล็งเป้าหมายไปที่รถ เสียงจากโทรโข่งในมือตำรวจดังลั่นถนนยามรัตติกาล

“วางอาวุธ แล้วเดินออกมามอบตัว”

แต่ตีนมึงกำลังขุดดินฝังร่างสมุนมึงเอง!? เขาคำรามในอก แท็กซี่ขึ้นสะพาน ดำ ดาวดังบูรพาสั่งเลี้ยวซ้ายเข้าถนนดำรงรักษ์ รถที่หมายตามแซงขึ้นมาประกบท้ายรถที่เขานั่ง .38 คอบร้าติดหราอยู่ในอุ้มมืออดีตวัยรุ่นชมพู-ฟ้าแล้ว เขานั่งสงบดุขรึมอย่างน่าพรั่น

เพิ่งหัวค่ำ กรุงเทพฯ ดูเหมือนเริ่มตื่นขึ้นรับความกร้านหยาบของกลางคืน แท็กซี่พาหนะของ เอ็ด หลังวัง ออกโผล่พ้นหน้ากรมโยธาฯ เขาสั่งโชเฟอร์ทันควัน

“เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานผ่านฟ้าฯ ออกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย!”

โชเฟอร์ปฏิบัติตามยังกะรู้งาน พรานกลางคืนภายในเฟียตคันนั้น ยังคงตามจี้ท้ายมาติดๆ พอรถลงสะพานหน้าโรงภาพยนตร์เฉลิมไทยตรงป้อมพระกาฬ รถวิทยุคันหนึ่งเปิดไซเรนจ้าพุ่งออกขวางหน้าของกลุ่มพรานทันที เสียงล้อรถบดถนนดังสนั่นเสียดหู…ฝูงชนหน้าเฉลิมไทยหัวใจจะวายเมื่อเห็นชายสามคนเปิดประตูรถทั้งสามบานออกอย่างรวดเร็ว หนึ่งในกลุ่มยิงใส่เจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่เพิ่งลงจากรถ ไม่เกินห้าหกเมตรสำหรับฉากการดวลปืนกลางกรุง นัดแรกที่แรงกัมปนาทของกระสุนเหล็กระเบิด ศาลาเฉลิมไทยจึงเกิดกระแสคลื่นมนุษย์รวนเรอลหม่าน เพราะแฟนหนังรอบค่ำยังดาาดาอยู่เต็มหน้าโรงไปหมด

สามนักเลงสลัมบ้าเลือดสู้ยิบตา…กำลังตำรวจวิทยุมาเพิ่มเติมได้ และกำลังรายล้อมเข้ามา กำลังโจรถึงรู้ ก็คงไม่มีใครส่งมาเสริมให้โง่หรอก ต่างฝ่ายต่างเจอคมกระสุน! ความอึงอลดั่งกลียุคกลางกรุงจากน้ำมือมนุษย์หน้าป้อมพระกาฬ เหมือนประกาศให้ทุกสายตาภายในบริเวณนั้นรู้ว่า อารยธรรมได้ขนานกันแล้วกับความป่าเถื่อน สัตว์โลกทั้งหลาย…ท่านมีความเห็นถูก เข้าใจได้ถูกหรือเปล่าว่า ร่างกายที่เป็นตัวตนขณะนี้ “ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา” ร่างกายตายไปมีเปื่อยเน่าแปรเปลี่ยนไปตามกาล ร่ายกายนี่แหละมีทุกข์มนุษย์ทุกคนไม่ว่าคนชั้นไหนล้วนทุกข์ทั้งสิ้น(หากไม่หลอกตัวเอง) หรือเป็นผู้ไม่ยอมรับความจริงกัน เกิดขึ้นมาแต่ก็แก่ไปทุกวัน ทุกเวลา มีแต่ชีวิตที่ไม่เที่ยงเลี่ยงฮุ้นไม่คงเส้นคงวา

กระนั้นมนุษย์ก็ยังลังเลหลอกสังคม ปล่อยประเทศชาติให้ปราศจากรากฐานทั้งทางเศรษฐกิจ, การศึกษา และอุตสาหกรรม กระทั่งบานปลายเป็นปัญหาดวลปืนกันเบื้องหน้านี่เอง ฟ้าย่ำค่ำเริ่มมีฝนดปรยปรายลมแรงจัดพัดเมฆก้อนหนาบังจันทร์ที่เพิ่งจะโผล่ดังปาฏิหาริย์ เสียงปืนสงบลง…ผู้คนต่างทะยอยกันเข้าชมภาพยนต์แห่งชีวิตบนจอเงิน แต่สามชีวิตสดๆ ซิงๆ ของทรชนกับสองตำรวจผู้บาดเจ็บสาหัส ยังคงมีแสดงให้เห็นเสมอตั้งแต่ เอ็ม.79 ระเบิดมือ, กระทั่งระเบิดเวลา

หลังมีการสะกัดหน้ารถ ฆ่ากันแหลกรานตามแผนของเขาแล้ว เอ็ดหลังวัง เริ่มดื่มเหล้าจัด กิจการเริ่มพอกพูนหนี้สิน เพราะได้ใช้เงินในการฌาปนกิจเพื่อนซี้ไปไม่ต่ำกว่าห้าหมื่น เขาและศรีมายเริ่มขายเครื่องประดับ เข้วังแดง เจอไล่ยิงที่หน้าไทยโยนก แต่รอดชีวิตได้หวุดหวิด สองสมิงยังงงต่อคำสั่งประหารตนทั้งสองเป็นยิ่งนัก จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถควานเข้าไปถึงคนบัญชาการ บังโบลิ่ง ปฏิเสธกับจอมประลัยกัลป์อย่างนิ่มนวลเขาอ้างว่า ไอ้ด้อง, ไอ้สิงห์ และไอ้หมี ออกจากสุวิทย์ภัตตาคาร นานมาแล้ว

อีกสองเดือนต่อมา กิจการของ เอ็ด หลังวัง ถูกเลหลังขายใช้หนี้ กลางดึกบนชั้นสามของโรงแรมสวนมะลิไฟในห้องยังเปิดสว่าง เข้ วังแดง เมาพับหลับไปแล้ว เหลือเพียงศรีมายกับเขาเท่านั้น

“พี่เอ็ด…” ในความเงียบคือเสียงของสาวเหนือ ต่อมาน้ำเสียงนั้นเศร้าซึมลงไปอีก “ศรีมายอยาให้พี่ละทิ้งไปจากวงการนี้เสียที ได้โปรดอย่าคิดว่าบังอาจตักเตือนพี่ เพราะตราบที่พี่ยังอยู่เขาก็ต้องตามล่าตลอดไป”

“จะให้พี่ไปกับศรีมาย?”

“จ๊ะ…พ่อแม่คงจะดีใจที่ศรีมายกลับบ้าน”

เขาฉวัดสายตามองเพื่อนซี้ร่วมศึกมาตั้งแต่อยู่ในเครื่องแบบนักเรียน เห็นมันยังคงนอนหลับสนิทก็ถอนหายใจพรู

“ศรีมาย…”

“จ๊ะ”

“พี่ไม่อาจทิ้งไอ้เข้ได้ ฟังพี่ก่อนนะ จบแล้วตัดสินใจให้พี่ด้วย…ไอ้เข้นั่นถึงไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมาก็จริง แต่เราเป็นเพื่อนเล่น, เพื่อนกิน, เที่ยวและร่วมตายกันมาไม่รู้กี่ครั้ง สมัยก่อนไม่มีสมบัติอะไร เราก็ก่อร่างสร้างมันขึ้น ร่วมเลือดเนื้อกายใจทุ่มเทจนเกือบจะเป็นปึกแผ่น เรื่องกลับเกิดขึ้นจนต้องแยกและตายจากกัน ครั้งนั้นเรากำลังทรุดหนัก คนที่ต้องการล้มเรามีเป็นฝูง ไอ้เข้คนนี้ใช่มัยที่มันอยู่กับพี่เสมอมาทั้งยามทุกข์และสุข ศรีมายเป็นหญิง เพื่อนหญิงมีน้ำใจกลัดกระดุมเสื้อให้เธอยังขอบใจเขา แล้วพี่ละ…? ไอ้เข้เคยทอดทิ้งพี่หรือเปล่า…เช่นเดียวกัน ศรีมายเองก็ไม่เคยทิ้งพี่ฉะนั้นหากเธอเป็นพี่ เธอควรเลือกใคร…?”

หญิงสาวอึ้ง ใบหน้าหมอง นัยน์ตาละห้อยเม้นริมฝีปากจนขนานเป็นเส้นตรง ค่อยผสานสายตาเขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานอันต่างกว่ากิริยา

“ศรีมายยังไม่ขอตัดสินนะจ๊ะ สำหรับเรื่องของเรา แต่อยากจะถามพี่สักนิดว่าพี่พร้อมจะแยกทางกับศรีมายใช่มัยถ้าศรีมายตัดสินให้เลือกเพื่อนไม่ใช่เมีย?”

จอมประลัยกัลป์สะดุ้งวาบ น้ำคำอดีตโสเภณีเป็นน้ำกรดหรือไร? ทำไมเขาจึงยากที่จะให้คำตอบกับเธอ

ดาวดังวังบูรพาชักพะว้าพะวัง เขายังหาช่องทางออกที่สวยกว่านั้นไม่ได้ การที่จะพูดตัดรอนกันนั้นมันง่าย น้ำมิตรน้ำใจอันควรค่าแก่การถนอมซึ่งกันและกันต่างหาก ที่ปิดปากให้เขาต้องคิดหนัก ในที่สุดเขาก็ไม่มีทางเลือกเธอ แต่ละนาทีแห่งความเงียบจนเหงาจอมประลัยกัลป์เอ่ยเสียงทุ้มกังวาน ทว่าสีหน้าเศร้าหมอง

“ศรีมาย..ถนนฉิบหายวายป่วงนี้ใช่ไหมที่มันดึงชีวิตไอ้ขวัญ, ไอ้ดำ, ไอ้ต้อย และไอ้เวียน ไปพบจุดดับอย่างหมาข้างถนน พี่จะอยู่กรุงเทพฯ รอการล่า..! ส่วนเธอ พี่ขอร้องให้กลับบ้านเถอะนะ ความชั่ว-เลวเธอเองก็ได้ลองลิ้มมันดูแล้ว รสชาติฉันใด นัยน์ตาของเอ ใจของเธอสัมผัสสิ้น ดังนั้นทิ้งมันเสีย หนีมันไปซะจากความโสมม ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ สติปัญญามันอยู่ที่การชำระจิตของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ความเลวคืออดีต และจะเหมือนรอยตีนที่มันย่ำแบกแอกคอยลบเลือนรอยตีนตัวเอง”

อดีตวัยรุ่นวังบูรพาเพื่อนซี้ออกจากสวนมะลิโฮเต็ลหลังจากคู่นอน คู่ทุกข์และคู่สุขกลับภูมิลำเนาเดิม เอ็ด_หลังวัง เสียขวัญไปอย่างมากที่เขาสูญเสียเพื่อนร่วมวัยทั้งสี่ เพราะกระสุนปืนตำรวจ เพื่อหนีมารมือเพชฌฆาตลึกลับของกลุ่มคาสิโนตลอดจนกิจการเถื่อนที่เคยเป็นอริกัน อดีตวัยรุ่นรั้วชมพู-ฟ้าตกลงใจเช่าบ้านสลัมดินแดนหลหูตาทรชนทุกคน เงินทองร่อยหรอทุกวัน เข้วังแดง กลับมาในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขาจมอยู่กับขวดเหล้าตั้งแต่เที่ยง

“วันนี้กูพบพี่หาญ บางรัก แกบอกให้กูหาขาส่วเฮโรอินให้ กูเห็นกำลังเข้าตาจนเลยอาสาส่ง เที่ยวแรกห้าแสน เส้นละยี่สิบกรุง รวมเป็นหนึ่งร้อยถุง เราจะได้ถุงละแปดสิบบาท มึงต้องช่วยกู”

จอมประลัยกัลป์ได้แต่พยักหน้ารับคำขณะเดียวกันไอ้เพื่อนชี้จัดการเปิดกระเป๋าเดินทางซึ่งบรรจุยาเสพติดมหาภัยไว้ เอ็ด หลังวัง เห็นยาอุบาทว์กับตา แต่ในดวงตานั้นวาวโรจน์ด้วยความประสงค์เขาเอื้อมมือหยิบถุงบรรจุเฮดโรอินมาถุงหนึ่ง แล้วชูให้สหายวังแดงเห็นปากก็เอ่ย

“กูขอทดสอบสรรพคุณมันดูหน่อยวะ…?”

เข้ วังแดง ประสานสายตาเขาโดยปราศจากคำพูด วัยรุ่นวังแดงไม่ใช่อดีตเด็กปัญญาทึบ ทุกสิ่งที่จอมประลัยกัลป์เพื่อนชี้ตัดสินใจลองกับยามหาภัยมันมีเหตุ แม้ เอ็ด หลังวัง จะเป็นดาวรุ่ง แต่เขาก็เป็นดาวรุ่งที่ร่วงเร็วเกินไป ดังนั้นเจตนาที่ไอ้เข้คิดห้ามปรามจึงตัดสินใจเป็นใบ้มันเสียเลย (ต้องขออภัยที่ไม่อาจบรรยายลักษณะของการเสพเฮโรอินต่อสาธารณชนได้ อันนี้เพราะเป้าหมายต้องการมิให้วัยรุ่นที่ไม่เคยรู้จักหรือสัมผัสได้ รับเอา ข้อเขียนที่ไม่เหมาะสมไปเป็นแม่บทแห่งการทดลอง)

แอลกฮอล์ผสมผงขาวเฮโรอีนกำซาบเข้าเรือนกายเขาจนเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีด เขาเอนร่างพิงข้างฝาในดวงใจยังคั่งค้างความรันทดทุกข์ และปวดร้าวในสภาพสิ้นหวัง หมดอาลัย ดาวดังวังบูรพายกท่อนแขนขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ร้องครางเบาๆ คล้ายต้องการระบายทุกข์กลางทรวงออกมาในลักษณะนั้น ในห้วงสำนึกของเขามีแต่ภาพหลอนเลือนลาง แต่ละภาพไม่ต่างรูปองค์ศัตรูซึ่งกำลังหยีตาอย่างกระหยิ่มที่เข่นให้เขาหลุบหายไปจากถนนทุรชน

“ค่ำแล้วว่ะ…เดี๋ยวกูจะออกไปซื้อกับข้าวสำเร็จรูป” เข้ วังแดง เอ่ยขณะลุกขึ้น และลอบถอนหายใจเบาๆ หน้าต่างบ้านเช่าหลังที่เขาสถิตอยู่เปิดกว้างทว่าปราสจากเดือนดาวประดับฟ้าภายนอก เด็กดังรั้วชมพู-ฟ้า เมามายอยู่กลางความเงียบ… และประพฤติดังกล่าวเป็นกิจวัตรจนเรือนกายผอมแห้ง ไร้ราศี กระนั้นเพื่อนซี้อยางไอ้เข้ก็ไม่เคยปริปาก กระทั่งกาลเวลาผ่านไปถึงขวบปี

จอมประลัยกัลป์ตกเป็นทาสผงขาวเฮโรอินอย่างโงหัวไม่ขึ้น เมื่อกลุ่มทรชนทราบว่าเขาหมดฤทธิ์ จึงปล่อยให้ฆ่าตัวตายโดยไม่ต้องเสียลูกปืน วันหนึ่ง เข้ วังแดง กลับมาถึงบ้านเช่า เขาปรึกษาเพื่อนซี้ชักชวนให้ไปถ้ำกระบอกแต่เขากระแทกเสียงพูด

“มึงมีอะไรอยากทำขอให้ทำไม่ต้องห่วงกู”

“กูจะล้างมึงก่อนถูกลากคอเข้าคุก เพราะได้งานทำที่ กทม. แล้วมึงควรกลับไปหาแม่นะเพื่อน”

“ขอบใจที่หวังดีกับกู และขอให้มึงก้าวหน้าในทางราชการยิ่งๆ ขึ้นเถอะว่ะ…กูเองขออุทิศชีวิตนี้เป็นขี้ยาจนแผ่นดินกลบหน้า แล้วในคืนต่อจากนี้ไป บ้านนี้มึงอยู่เช่าต่อไป” เอ้ด หลังวัง ถอดหัวใจพูด

“อ้าว!…แล้วมึงจะไปไหน?” เข้ วังแดง ถามสำแดงความฉงน

“ตามทางของกู…”

คืนนั้นในกลางดึก เอ็ด หลังวัง เดินทอดน่องอยู่บนถนนเพลินจิต เตร็ดเตร่อยู่บริเวณนั้นจนสี่ทุ่ม จึงพาร่างก้าวขึ้นไปใน เพลินจิตโบล์ว เขาต้องการเงิน เงินเพื่อซื้อเฮโรอินและไอ้ชัช อดีตวัยรุ่นปากน้ำชื่อดังซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการอยู่ที่หมาย พอรูปกายของดาวดังวังบูรพาสัมผัสความสว่างจ้าของแสงไฟ เขาขยับร่างหลบทันที อึดใจใหญ่เขาก็หยันตัวเองที่ไม่กล้ากระทบแม้แสงไฟ ทั้งที่อดีตเขาไม่ต่างสุลต่าน มีหมู่บุปผาหลายสีรายล้อมดั่งดาวล้อมเดือน ทันใด…ขณะ เอ็ด หลังวัง ก้าวข้ามไปตรงซอกถนนที่เก็บรถ ไฟหน้ารถสองดวง ส่องมายังร่างของเขาเต็มตีน!

ยังไม่ทันขยับหรือจัดการกับตนเองสถานใดไฟหน้ารถดับ ดวงตาที่ยังพร่านั้นแลเห็น บังโบลิ่ง เปิดประตูลงจากรถพร้อมบริวารอีกสองคน ณ ที่นั้นปลอดผู้คน สัญชาตญาณทรชนเก่าทำให้เขาล้มตัวเองกลิ้งเขาหาฟุตปาธด้านทางขึ้นเพลินจิตโบล์ว ปืนสามกระบอกกระหน่ำยิงเขาหูดับตับสะเทือน…!!

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : อันธพาล
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ