3942.โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 10 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 10 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

ในที่สุดแผนหักล้างของ สุมาอี้ และ เก๋าตี๋ เพื่อกำจัด เฮียเหลา ก็ได้บังเกิดขึ้น สมุนของน้องชาย เก๊าม้าเก็ง เข้าทำการยึดคาสิโนของเฮียเหลาทุกแห่งโดยปราศจากกานขัดขวาง

นักพนันแท้ๆ ยังไม่รู้ตัวว่ามีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในสถานที่พวกเขายิ้มกริ่มหรือหน้าดำอยู่นั่นได้รับการเปลี่ยนแปลงจากสองสิงห์พี่น้องแซ่ภู่

ตัวเฮียเหลาเองถูก สุมาอี้ และเก๋าตี๋ จี้ตัวพาขึ้นรถหายไปในความมืดของคืนนั้น ความฝันที่กลายเป็นจริงของสองพี่น้องเริ่มบรรเจิดเมื่อกิจการของลูกพี่อยู่ในอุ้งมือตน สุมาอี้ ให้มือปืนติดตามเก็บสามมือปืนที่ฆ่าพี่ชายทันที!

โดยดึงเอามือปืนวัยรุ่น เล็กโพดำ เข้าร่วมทีมล่าสังหารสังเวยศพ เก๊าม้าเก๊ง คงให้เก๊าตี๋ดูแลกิจการทางบ่อนและโรงแรม นักเลงตาเสือปัญญาก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสุมาอี้ผู้พี่เขาบริหารงานไปได้สวย

จู่ๆในยุทธจักรวัยรุ่นก็มีข่าวออกมาว่า ไอ้ดมมือปืนหนึ่งในสามที่รุมซัลโวเก๊าม้าเก๊ง ดับเสียแล้วถูกยิงด้วยลูกซองพรุนที่ถนนสายปากท่อ-กรุงเทพฯ เหลืออีกสองนักเลงปืน คือ โอกุ่ยซ้ง กับ ไอ้ฝ่า ซึ่งระวังตัวแจ

ความเปลี่ยนแปลงเสริมส่งให้สองสิงห์พี่น้องกระเดื่องยิ่งขึ้น และยิ่งได้มือปืนวัยรุ่น เล็กโพดำ เข้าร่วมสังกัดไม่นาน ข่าวการตายของศัตรูตลอดจนทุกคนที่ขวางธุรกิจของสุมาอี้ไม่เหลือหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตามเค้าเรื่องหรือหาสาเหตุไม่ได้เลย เพราะการสอบสวนระบุว่า ผู้ตายคือ นักการพนันชั้นเซียน เป็นนายหน้าปล่อยเงินกู้ที่…ถลกหนังเอาดอก อีกทั้งยังมีประวัติทางอาญากรรมเคยเป็นนักเลงอันธพาล ตลอดจนมือปืนรับจ้าง การตายของบุคคลประเภทนี้ ตำรวจสันนิษฐานกระทงเดียวคือ โจรฆ่าโจร

แรงพยาบาทของ สุมาอี้ และ เก๊าตี๋ ราวไฟประลัยกัลป์ เขายังคงตามพิฆาตสองนักฆ่าที่เหลืออย่างเอาเป็นเอาตาย คืนหนึ่งบนสะพานพุทธยอดฟ้าฯ โอกุ่ยซ้ง กับ ไอ้ฝ่า นัดหมายเตรียมย้อนศรเล่นงานสุมาอี้ และเก๊าตี๋ เท่าที่โอกาสจะอำนวย ทั้งคู่ยืนพิงราวเหล็กกั้นหันหน้าผ่านถนนไปยังวัดอรุณฯท่ามกลางความมืดลมแรงกรรโชกเป็นระยะๆ สายตาคมกล้าของคนทั้งคู่สังเกตพาหนะตลอดจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามสันดาน สองมังกรเจรจากันอยู่อีกประมาณสิบนาทีจึงเดินลงจากสะพานหาอาหารบรรจุกระเพาะทางด้านฝั่งธนบุรี

เหล้า อาหารหนักท้อง พอหน้าตึงโอกุ่ยซ้งเห็นโต๊ะข้างเคียงว่างผู้คนจึงเสนองาน

“เก็บ สุมาอี้ ก่อนดีกว่าคืนนี้?”

ยุ่นฝ่า หรือ ฝ่า มือปืนผู้ระเบิดกระสุนปืนนัดแรกฆ่า เก๊าม้าเก๊ง มองเพื่อนร่วมตายด้วยสายตาคล้ายต้องการเหตุผล

“อย่าลืมว่า สุมาอี้ ไปที่ แคน-แคน ทุกคืน หารถเช่ารถป้ายดำเปลี่ยนทะเบียนก่อนลงมือในชั้นแรกเราต้องไปก่อน มันจะไปราวๆ ห้าทุ่มกูจะยิงเอง มึงกันไอ้พวกตีนปืนของมัน หรือมึงยิงกูกันให้ก็ได้ขืนช้ามันตามรอยเราทันมึงกับกูพัง!”

กุมารจีนผู้เหี้ยมห้าว ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ก่อนเค้นเสียงแฝงความอาฆาต

“ได้เสีย! กูเป็นคนยิงเอง”

สีทุ่มตรง…..งิ้วเยาวราชอาจเล่นไปแล้วหลายฉาก ไนท์คลับชั้นสูงนักร้องสาวสวยชื่อดังยังคงขับรถระลอกขายเสียง แคน-แคน กึ่งบาร์และค็อฟฟี่ช็อปหน้าไปรษณีกลางบางรัก ได้ต้อนรับสองจอมประลัยกัลป์ผู้สังสารเก๊าม้าเก๊ง สองมือปืนซุ่มอยู่ตรงมุมสลัวของโต๊ะด้านขวา เสียงเพลงจากตู้เพลงเร้าเร่งด้วยรีลาเร่าร้อนเพราะเขย่าร็อคตั้งแต่เริ่มมีแขก เหมาะสมกับเป็นแหล่งมั่วของวัยรุ่น โต๊ะที่เขานั่งไกลจากทางเข้าห้าวาโดยประมาณ ถ้าเป็นกลางวันไม่ต้องซุ่มหรอก เห็นตัวกันเจ๋งๆ

เหล้าชุดเล็กเกลี้ยงไปแล้วจนต้องสั่งอีกชุด ใกล้ห้าทุ่ม…สายตาเพชฌฆาตผู้ประหารเก๊าม้าเก๊ง คอยจัวหวะอยู่ที่ประตูทางเข้าตลอด ทันใดนั้นทั้งคู่ต้องเบิกตาวาวเมื่อไฟฉายส่องนำทางสว่างจ้าสองสามดวงกลางกลุ่มองครักษ์ สุมาอี้ ยิ่งใหญ่องอาจน่าเกรงขาม บริกรฉายไฟนำไปยังโต๊ะตรงกันข้าม ไอ้ฝ่าขยับขึ้นลำสิบเอ็ดกระบอกโตเรียบร้อย ขณะเดียวกัน โอกุ่ยซ้งเตรียม .38 คอยกันเต็มที่ หลายนาทีแห่งการหาโอกาสระเบิดกระสุนแทบหมดช่องทาง ยุ่นฝ่า แซ่จัง หรือไอ้ฝ่า เจอไฟพยาบาลเผาใจจนนิ่งรอจังหวะไม่ไหว ขยับลุกหมายจะเปลี่ยนโต๊ะ โดยหารู้ไม่ว่า สุมาอี้ เห็นเขากับโอกุ่ยซ้ง เต็มกระบอกตา

ที่โต๊ะน้องชาย เก๊าม้าเก๊ง ซึ่งบัดนี้ปราศจากคนที่ทั้งสองต้องการชีวิตเสียแล้ว การปาฏิหาริย์ของสุมาอี้ พลอยให้เก้าอี้ใต้ตูดของไอ้ฝ่าร้อนทันควัน เพราะอ่านหมากตานี้แล้วว่าเขาเป็นรองฝ่ายที่ตนต้องการพิฆาต เฉ่งเงินเสร็จต่างพวดออกจาก แคน-แคน ไอ้ฝ่าเดินไปที่รถเก๋งเช่าป้ายดำสีน้ำเงินเข้ม หัวมุมของซอยข้างสถานเริงรมย์ของวัยรุ่นคือที่จอดรถ โอกุ่ยซ้งเดินกุมเอวตลอดเวลา สองมังกรร้ายยังไม่ทันถึงรถ เหลืออีกประมาณห้าก้าว…!!!

เก๋งสีกลางคืนพุ่งออกมาจากท้ายตรอก ไอ้ฝ่าทิ้งตัวเองลงกับพื้นถนน โอกุ่ยซ้งผวาเข้ากำบังซอกตึก ปืนของสองมังกรร้ายฉวัดไปที่รถคันนั้น! แต่ประกายไฟจากปากกระบอกปืนของคนในรถสั่งการก่อน เสียงระเบิดของปืนยิงเร็วชัดๆ

ใครเล่าใคร? เป็นกลุ่มหรือแก๊งใดก็แล้วแต่เมื่อหมายประหารกัน กระสุนทางฝ่ายโอกุ่ยซ้งจึงระเบิดสวนตอบ…

บัดนี้งานฆ่าล้างแค้นอีกงานหนึ่งกำลังก่อรูปเงาขึ้นหลังจาก เอ็ดหลังวัง กับพรรคพวกตยเท้าลาออกในความไม่เอาไหนของน้องชายเสี่ยสุวิทย์ได้ครึ่งปี งานฆ่าเจ้าพ่ออุบัติขึ้น! คนที่ถูกทาบทามให้เป็นมือเพชฌฆาตคือ เอ็ด หลังวัง ที่ตึกเช่าขนาดใหญ่ ดาวดังวังบูรพา ตื่นขึ้นหลังศรีมายเล็กน้อย

เขาเดินตรวจตราพวกเด็กๆ ในคอนโทรลทุกห้องแล้ว จึงก้าวออกไปที่ลานสนามหญ้าขณะตะวันยังอ่อนแสง ความอบอุ่นกำซาบทั่วเรือนกาย หมู่วิหคทิ้งรังรวงออกแสวงหาปรัชญาชีวิตแห่งการดำรงอยู่ของชีวิต ด้วยจงอยปากจิกเหยื่อธรรมชาติเปิดปัญญาให้อดีตวัยรุ่นประลัยกัลป์คิด ทำไมมหมู่ทรชนจึงอยู่กันอย่างเกินธรรมชาติวะ?

ชนักที่ปักคาสันหลังเหนียวแน่นจนพวกเขาสลัดไม่หลุดกระนั้นหรือ? ยังไม่ทันได้รับข้อเฉลย เสียงเรียกของศรีมายให้รับโทรศัพท์ดังขึ้น เขาวิ่งในลักษณะวอร์มเข้าไปรับ เสียงจากสายสร้างความฉงนทันที

“มีรางวัลเงินงามให้ยิงคน!!”

“ใครพูด…จากไหน?” เขาถามน้ำเสียงเฉื่อยชา

“ตกลงกันก่อน หากรับปากเราค่อยเจอกัน”

“ยิงใคร?!” เขาตะคอกห้วนๆ ศรีมายซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เธอให้การสังเกตอิริยาบถของดาวดังวังบูรพาตลอดงาน ความตายที่ตกลงกันทางโทรศัพท์ต่อเนื่องจากฝ่าตรงข้ามที่ระบุชื่อคนสมควรตาย

“เฮียล้อ วงเวียน อัตราค่าหัวสองแสน”

เอ็ด หลังวัง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นกุนซือของกุมารจีนย่านวงเวียนยี่สิบสองฯ เพราะมันถึงคิวฆ่าเร็วไป หากนับแต่มีการยิงเสี่ยสุวิทย์ดับ กระแสสำนึกแห่งความดีเลวยังตั้งอยู่บนความดีมากกว่า เขาจึงตอบปฏิเสธ ฝ่ายตรงข้ามวางหูทันที

ศรีมายเห็นหน้ายุ่งจึงเลี่ยงไปชงกาแฟ จอมประลัยกัลป์กลับมานั่งบนโซฟาร์ จุดบุหรี่สูบ อดีตรีเซฟชั่นสาวชงกาแฟเสร็จเรียกเขาลิ้มลองเมื่อวางไว้ตรงหน้าเรียบร้อย

“ขอบใจมาก ศรีมาย” เขาเอ่ยขรึมๆ และเสริฟ์ต่อ “เด็กของเราเดี๋ยวนี้มีเท่าไหร่?”

“อีกสามคนสองร้อย” เธอตอบ

“พอดีสองร้อย เพราะพรุ่งนี้จะมาอีกสามคน เธอติดต่อหาซื้อรถไว้คอยรับ-ส่งเด็กตามโรงแรมอีกคันนะ”
ศรีมายรับคำเขาด้วยสีหน้าธรรมดา แต่ดวงตาเท่านั้นที่ส่อความห่วยใยและชั่ววิบเดียวที่ เอ็ด หลังวัง เฉี่ยวตามอง เขารู้ทันทีว่าความกังวลจะเพิ่มขึ้นในใจเธอหากรอให้ถาม เมื่อไม่ต้องการปกปิด เขาจึงเปิดปาก

“โทรศัพท์เมื่อครู่นี้ พี่ไม่รู้ว่าใครโทรมา. มาเสนองานฆ่า”

“ฆ่าใคร?” ศรีมายถามคล้ายละเมอ

“เฮียล้อ”

สิ้นคำตอบ อดีตรีเซฟชั่นสาวคนสวยขมวดคิ้วมุ่น และคงคั่งค้างไว้แต่ความคิดอันถอยไปหาอดีต

เพราะตลอดเวลาที่เธอจมปลักอยู่กับชีวิตที่โสมม ศรีมายรู้จักดาวดัง อีกทั้งความเคลื่อนไหวในธุรกิจเถื่อนไม่ต่างกว่าเขา ความจัดเจนของเธอเป็นไปโดยธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ยิ่งมารับหน้าที่แทนดาวดังวังบูรพา เธอจึงเป็นรานีในหมู่โสเภณีไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับความเลวร้าย เพราะในแวดวงของเธอที่เลวร้ายสารพัดรปแบบนั่นมันหลอมให้จิตใจกร้านจนชาชินแล้วเธอก็คิดอีก คิดถึงทุกชายในหล้าโลก นี่หรืองานในหน้าที่ของลูกผู้ชาย!? มีแต่ช่วงชิง หักหลัง ล้างพลาญกันเพื่อหันหาความมั่งคง และอิทธิพลให้ตัวเอง ลึกลงไปในสายตาและความนึกคิดของอดีตเด็กสาวขายตัวนั้นเธอลงมติได้เลยว่า ลูกผู้ชาย ทุกคนเล่นเกมนอกกติกา และนอกกฎหมาย ยิ่งใหญ่ ร่ำรวยและอิทธิพลมหาศาลแล้วยังไม่รู้จักพอ ไม่ไล่ไม่เลิก ไม่ตายไม่จบ เหล่านี้…ความแค้นอาฆาตมีหรือจะหมดไป ไฟกิเลสในใจมนุษย์ เกือบจะล้างโลกมาหลายครั้ง ผลที่เก็บเกี่ยวของเหลือจากไฟสงคราม มีแต่ทวีคูณน้ำตา?! ถมทับการสูญเสียกันครั้งแล้วครั้งเล่าไม่สิ้นสุด

เฮียล้อเจอคำสั่งฆ่าจากใคร? ศรีมายไม่เคยคำนึกถึงข้อนั้น เธอห่วงจอมประลัยกัลป์ อย่าหวนกลับขึ้นไปนั่งอยู่บนลังระเบิดอีกเท่านั้น อาชีพที่กระทำทุกวันนี้มันเสี่ยงคุกพออยู่แล้ว หากเขาโลดรับอาสาทำงานให้เจ้าของเสียงลึกลับนั่น ไม่ใครก็ต้องจบ คนชนะจะอยู่ได้คงทนหรือ? เมื่อชีวิตทรชนไม่เคยมีกติกาอยู่ในหัวใจ

กลางความเงียบในห้องเดิมยามสาย ห้าทรชน เข้วังแดง ต้อยเทวัญ ขวัญศรีเมือง เวียนวังแดง และ ดำม้าเหล็ก สามัคคีกันเข้ามาคั่นความคิดของคนทั้งคู่ภายในห้อง อดีตอินทรีขาว เชียงใหม่ ดำ ม้าเหล็ก กล่าวขึ้นหลังจากทุกคนแยกย้ายกันนั่ง เอ็ด หลังวัง รับฟังคำเพื่อนซี้ตั้งแต่ประโยคแรก

“กูห้าคนมาทำความตกลงกับมึงเพาาะต่างตกลงกันไม่ได้ มึงมีกิจการเป็นหลักฐานแล้ว พวกกูมีแต่คอยสั่งกับนั่งรับเงิน มันขาดรสหากไม่ลงมือด้วยตัวเอง กูจึงมาขอความเห็นกับมึง อย่างเพื่อน”

อดีตวัยรุ่นวังบูรพาคิ้วกระตุก ความหมายในคำพูดของเพื่อนบอกชัดๆ อยู่แล้วว่าทุกคนจะไปจากเขา เอ็ด หลังวัง ขยับร่าง สายตามองกวาดไปยังทุดคนทั่วห้องพร้อมกับร่ายความในใจ

“ไอ้ดำคิดเกรงใจกูตั้งแต่เมื่อไหร่? เพื่อนคนไหนจะอยู่จะไป ล้วนไม่มีใครขวางกันได้ แต่มี ใครคิดถึงความตั้งใจกับใจของกูบ้างวะ บอกกันก่อนสักคำว่า กูบกพร่องต่อเพื่อนทุกคนอย่างไร? กิจการของกูมันก็คือกิจการของพวกเรา กูมีเปอร์เซ็นต์หุ้นส่วนของทุกคนเท่ากัน อันนี้กูตั้งใจมาตั้งแต่ตอนแยกตัวจาก สุวิทย์ภัตตาคาร แล้ว…จะอย่างไรก็ตามในฐานะเพื่อนกูอยากให้พวกมึงเปลี่ยนใจและถ้ายังตั้งใจที่จะไปขอให้คิดถึงกูบ้าง” น้ำเสียงประโยคท้ายของเขา ขาดความมีอำนาจไปตามอารมณ์ กระนั้นก็ยังไม่มีถ้อยคำใครจู่โจมในความเงียบ

เอ็ด หลังวัง หอบหายใจเล็กน้อย ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นยืน ร่างสันทัดผิวเข้มของเขาดูองอาจนัยน์ตาเท่านั้นที่ยังเหลือริ้วแห่งความเยือกเย็น สายลมพัดกระพือม่านหน้าต่างรุนแรงจนเส้นผมดำสนิทของเขาปลิวปิดบังหน้าผากจรดคิ้ว
“น้ำใจกูไม่มีลิ้น ทุกสิ่งที่กูมี เคยไหมที่เหิมเกริมออกกฎบังคับจนเพื่อนหมดสิทธิ์อิสระที่จะทำอะไร กูอยากให้เพื่อนทุกคนอยู่เห็นหน้ากันเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเรียน-อิ่ม-อด หรือฟู่ฟ่าอับเฉา เราก็ไม่ทิ้งกัน มาตอนนี้กลับมาให้กูเป็นคนตัดสิน มึงคิดหรือว่ากูจะใจหมาให้พวกมึงไป อันนี้หากพวกมึงยังยืนยันให้กูเป็นคนพิจารณา?”

ขวัญ ศรีเมือง ดำ ม้าเหล็ก ต้อย เทวัญ และ เวียน วังแดง ลุกขึ้นยืนบ้าง…อดีตวัยประลัยกัลป์ เวียน วังแดง เอ่ยก่อนใคร

“มีสี่คนที่ต้องการแสวงหาด้วยตนเอง ส่วนไอ้เข้จะอยู่กับมึง แต่เสือกขวางทางพวกกูไม่ยอมให้ไป” เวียน วังแดง อ้างสาเหตุและเสริมอย่างเจ็บปวด “กูไม่อยากรบกับเพื่อน กัดกันไปก็อายหมา”

“ไอ้เวียน!” เข้ วังแดง ลุกพรวดขึ้นทันควัน

สุกปัญญาห้ามเพื่อนทั้งสอง ตีนของไอ้เข้วาดเข้าใส่ไอ้เวียนจนเอียงวูบ ขวัญ ศรีเมือง มอง เอ็ด หลังวัง คล้ายขอความเห็น

“ปล่อยมัน!” เขาคำรามลั่นห้องรับแขกที่ถูกเปลี่ยนเป็นเวทีมวยไทยชั่วคราว

ศรีมายตรึงตัวเองทัศนาการต่อสู้ของเพื่อนผัวอย่างอ่อนใจ สองสิงห์เพื่อนซี้ เอ้ด หลังวัง ต่างก็ยอดเยี่ยมอยู่ในขั้นประลัยกัลป์ แม้จะไม่ได้ใช้อาวุธทว่า เชิงชั้นมวยไทยก็หาได้กร่อย ยิ่งใจสู้ด้วยกันทั้งคู่ กว่าจะถึงวาระการได้ชัยคงรากเป็นเลือด ข้าวของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเริ่มบรรลัย เสี่ยงอึกทึกตึงตังเรียกให้พวกเด็กๆ แห่มายืนดูหน้าห้องรับแขกจน ขวัญ ศรีเมือง ต้องด่ากราดไล่ให้กลับไปยังห้องของตน เวทีไม่กว้าง มิหนำซ้ำยังมีเครื่องกีดขวาง เช่น โต๊ะเก้าอี้อีก มันจึงเหมาะใจสองอดีตวัยรุ่นที่กำลังใช้กำลังเป็นอาวุธเข้าโรมรันกัน ทั้งคู่โชกเลือดยืนแทบไม่อยู่แต่คว่ำกันไม่ได้ จอมประลัยกัลป์จึงเข้าขวางพร้อมทั้งประกาศิต

“พอกันแค่นี้ คิดถึงข้าวแกงที่เคยแดกร่วมกันบ้าง? ใครไม่เลิกเล่นกับกู?”

มวยไทยของแถมยามเช้ายุติลงทันที เอ็ด หลังวัง มองเพื่อนๆ ด้วยดวงตาที่ซ่อนความผิดหวังและเจ็บปวดเจือกัน
“ลางฉิบหายเกิดขึ้นกับกูแล้ว…เป็นไรไปไหนๆ มึงก็จะไปกัน กูจะสลายกิจการเลิกหาแดกทางนี้เสียที ใครจะขึ้นช้างลงเหว เราไม่เตือนกันแล้ว กูเองอาจเลวคนกว่าพวกมึงก็ได้ถนนฉิบหายนี่กูถลำมาแต่ตัว จะออกไปก็ควรไปแต่ตัว”
ถ้อยคำนั่น กาลเวลากลืนให้กลายเป็นอดีต จอมประลัยกัลป์ขายกิจการให้ฝ่ายโรงแรมจัดการแบ่งสรรเงินกันถ้วนหน้า ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปตามทางที่ตนใคร่ไป ส่วนเขากับศรีมายเช่าโรงแรมสวนมะลิอยู่เป็นเดือน

กาลเวลาพลิกผันเหตุการณีให้เกิดแก่คน และสัตว์ ตลอดไปถึงธรรมชาติ วัตถุ ความดีงามอีกทั้งความเลวอัปลักษณ์ เวียน วังแดง กลายเป็นมือปืนคุ้มกันให้ราชายาเสพติด ซาเก๊า แห่งวงเวียนยี่สิบสองกรกฎา…ท่ามกลางเสียงซุบซิบของพรรคพวกที่แยกตัวออกทา ขวัญ ศรีเมือง ต้อย เทวัญ และดำ ม้าเหล็ก อินทรีขาวจอมทรนงรวมหัวกันไปอยู่กับนักเลงดังย่านบางขุนเทียน เรืองเรไร โดยมีเป้าหมายกระทำการอย่างหนึ่งร่วมกันกับเจ้าของถิ่นเรื่องนี้ เอ็ด หลังวัง รู้เพียงเลาๆ ด้วยความไม่สบายใจลึกๆ

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : The Standard
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ