3838. โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 6 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

โก๋ หลังวัง▪️วัยรุ่นประลัยกัลป์

เสียงของเธออ่อนโยน ทว่ามั่นคง ถึงอย่างนั้นแววของความขุ่นเคือง โกรธแค้นในดวงตาที่เปิดกว้างนั้นปิดบังเขาไม่ได้ เอ็ดหลังวัง ขมวดคิ้ว มองเห็นความเคร่งเครียดครุ่นคิดมากขึ้น ชีวิตที่หมกมุ่นอยู่กับความบัดสีทารุณน่าสะพรึงกลัวของเขา หมดความปรานีและขาดมโนธรรมจริงๆ หรือ? เขาถามตัวเองในขณะที่จิตใจกับพฤติกรรมมันค้านกัน

เด็กสาวนับร้อยที่นอนระเกะระกะไปทั่วตัวเรือนชั้นบนชั้นล่าง มันมีสิ่งหนึ่งบังคับให้เขาจำใจหลีกเลี่ยงอย่างปราศจากข้อแม้ ซ้ำใจ-สะใจอยู่ในอก สลัดมโนธรรม แต่ก็ไม่วายเหลือเมตตาธรรม

“มึงไปอาบน้ำ แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่กูจะพูดกับศรีมายเอง”

“พี่เอ็ดจะถูกหาว่าทำลายกฎ!!” เด็กรุ่นแสดงความปรารถนาดีต่อปฏิบัติตามคำสั่ง

แมงดาวัยรุ่นพาสาวผู้เคราะห์ร้ายเดินผ่านเขาออกไปท่ามกลางกลิ่นอันน่ารังเกียจ หมีท่าเรือ สิงห์ไผ่ตันและต้องคลองเตย ต่างนั่งอยู่ตามโซฟาร์ห้องรับแขกตามสบายไม่มีใครกล้าปริปาก

“ไอ้บังอยู่ไหนวะ” ประโยคแรกที่เขาเอ่ย

“โทรศัพท์คุยกับเสี่ยอยู่” หมี ท่าเรือ ตอบ

ยังไม่ทันมีคำถามหรือคำตอบ วายร้ายจากมักกะสัน บังโบลิ่ง ก็เดินเข้ามาทรุดนั่งอยู่ไม่ห่างเขา

“เสี่ยว่าอย่างไรวะ?” เขาถามเพื่อนซี้

“คนมีเงิน โดยเฉพาะเป็นเจ้านาย เมื่อไม่ได้ดังใจก็เต้นผางเท่านั้น”

“ศรีมายไม่ใช่เด็กดื้อด้านหัวแข็ง คนเราโดยเฉพาะลูกผู้หญิงตัวแค่นั้น จากพ่อ-แม่มาไม่ถึงอาทิตย์ ยังไม่ชินกับสิ่งที่ตัวเองก้าวเข้ามา จู่ๆจะให้ขายตัวทันที มันเร็วไปสำหรับเด็กบริสุทธ์อย่างเธอ” ดาวดังวังบูรพาแจงด้วยเหตุ

“แต่มันก็เสือกละเมิดกฎเขา!”

“กฎฉิบหายนั่นใครตั้งขึ้นวะ…หรือไม่ใช่คนเมื่อคนตตั้งขึ้นมาได้ คนก็มีสิทธ์ลบล้างได้ในบางคราว หากคิดถึงประโนชน์ข้างหน้า เงินหมื่นอาจหาได้เพียงศีรมายเต็มใจนอนกับเสี่ยสักสามสี่คน”

“แล้วใครจะทำ”

“กูนี่แหละ ขอให้กูได้พูดคุยและใช้เวลาอีกสักหน่อยเสี่ยไม่จนเพราะอีเด็กคนนี้คนเดียวหรอก…เดี๋ยวมันเปลี่ยนเสื้อผ้า กูจะพูดกับมันหลังจากนั้นให้มันพักผ่อนใจกาย ส่วนมึงเย็นนี้กูขอให้ร่วมงานสักงานได้ไหม?”

“มีเรื่องหรือ”

“เออ…กับบังมาน สี่แยกบ้านแขก มึงคงรู้จักดี”

ดาวดังโบลิ่งขยับลุกขึ้นยืน และเดินไปมาครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสียงนิ่มนวล

“เราหาแดกแล้วนะ ไม่ใช่หาเรื่อง”

“แต่เรื่องนี้เกิดก่อนกูมาอยู่กับเสี่ยขืนช้าไปเพื่อนๆ กูอาจเจ็บไม่รู้จักจบ สำหรับมึงไอ้บัง กูไม่ได้ขอมึงเข้าร่วมงานเพื่อออกรบกับพวกกูสิ่งที่ต้องการคือดูแลกิจการของเราให้เต็มมือหน่อยเท่านั้น”

“มึงคิดมาก ไอ้เอ็ด ที่กูเตือนก็เพราะไม่รู้สาเหตุ” ดาวดังฉายา โบลิ่ง ขวางและเสิร์ฟต่อ “เมื่อมึงเอาด้วย กูจะทิ้งมึงได้หรือวะ ที่โรงแรม, บ่อน และภัตตาคารไม่ยุ่งหรอกถ้าเราไม่กลับดึกนัก”

“ตกลง เดี๋ยวมึงเคลียร์งานกับเด็กๆ ก็แล้วกัน กูจะขึ้นไปพูดกับศรีมาย มึงสามคน” เขาหันไปทางกลุ่มนักเลงสลัมทั้งสาม “มึงออกไปตามเด็กๆ ของพวกมึงนัดหมายตามที่กูพูดก็แล้วกัน”

………………………………………………………………….

สีแยกบ้านแขกยุคจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจเป็นใหญ่ หากใครคลานข้ามถนนรับรองว่าไม่ถูกชนหรือทับจากยานพาหนะอย่างแน่นอน สะพานพุทธยอดฟ้าฯ ยังมีเด็กเข็นจักรยานสามล้อขึ้นสะพาน ขอรางวัลค่าแรง ปัจจุบัน วิ่งหลบกันราวสำเพ็งไหม้ยังมีให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอว่า เละคาที่-ตายครถ ทุกเย็นพอตะวันรอน หัวมุมร้านเหล้าสี่แยกบ้านแขกจะมีโก๋ทุกรุ่นนั่งดวดน้ำเปลี่ยนนิสัย

บังมาน นั่งสถิตอยู่บนยกพื้น ท่ามกลางบริวารรายล้อมนับสิบ โดยไม่นับวัยรุ่น ตรงยกพื้นนั่นเป็นที่โล่ง คล้ายเจตนาสร้างไว้กินเหล้ากันโดยเฉพราะ

เอ็ด หลังวัง เตือนพรรคพวกที่ยังเป็นนักศึกษาให้ระวังตัวตลอดจนไม่ให้แสสดงตัวจนชัดแจ้งก่อนออกเดินทางและโดยใช้การแยกกันเดินคนละฝั่งตามกลุ่มกันห่างๆ เดินจากวงเวียนใหญ่ถึงสี่แยกบ้านแขกเร็วกว่านั่งรถเก๋งสมัยนี้อีก ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ คนจนนับหมื่นยังขับรถเก๋งได้ (แท็กซี่)

เวียน วังแดง รู้สึกว่าร้อนองค์กว่าเพื่อนเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ตรงข้ามกับอดีตอินทรีขาวเชียงใหม่ ครั้งนี้เขาเพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ ศึกครั้งนี้วัยรุ่นวังบูรพารู้สึกอึดอัดใจอยู่บางส่วน เขารู้สึกสังหรณ์ใจจนไม่ยอมตีห่างจากกลุ่มเพื่อนซี้ กระทั่งใกล้หัวมุมถนน เอ็ด หลังวัง ส่งซิก ให้บัง โบลิ่ง พาพวกข้ามฝั่งมาสมทบได้ ในฉับพลัน….!

อดีตอินทรีขาวซึ่งขรึมมาตลอดเริ่มสำแดงฤทธิ์ก่อนคนอื่น ดาบปลายปืนคมปลาบวาววับตรงซอกเอวซ้ายถูกกระซากออกโดยเร็ว เขาจำบังมมานได้แม้จะต้องกลับชาติมาพานพบกัน….

รวดเร็วรางปีศาจ เขาโฉบเข้าถึงบังมานประดุจอินทรีถลาจิกคว้าเหยือ!!! ระยะทางที่วัยรุ่นอินทรีขาวเปิดฉากรุก มันไม่ใช่ระยะประชิด ห่างกันโดยประมาณเกือบสิบเมตร เข้าจึงตกเป็นเป้าสายตาเจ้าถิ่นก่อน

“เฮ้ย! พวกช่างกลบุก!” ใครคนหนึ่งแหกปาก

วันรุ่นวัยร้อนอีกคนคือ เวียน วังแดง กระโจนตามตูนเพื่อนร่วมสถาบันเข้าไปด้วย เอ็ด หลังวัง ตกบันไดพลอยโจน เขาสั่งลุยทันควัน ไม่เคยเลยสักครั้งที่ เอ็ด หลังวัง หรือบังมาน ตลอดจนบัง โบลิ่ง จะเผชิญศึกอันดุเดือดเลือดพล่านเช่นนี้มาก่อน

ยุทธการอันปราศจากกติกาหรือขอบเขตของการต่อสู้สมสมัยกับซุปเปอร์อารยธรรมอันวิไลเสียจริงๆ พวกเขาคงต่างคิดว่า นี่คือการแผ่กฤษดานุภาพอันเกรียงไกรของมหาราช โดยมีมงกุฎน้ำตาของบุพการีเป็นบำเหน็จความเก่งกาจของพวกเขา เยาวชนที่รัก…คนแล้วคนเล่า ศพแล้วศพเล่าที่ฝังตัวเองและมอบชีวิตตนเองให้กับความหอมของกลิ่นคาวเลือดอย่างฝังใจ?! ทั้งๆที่มันเป็นการเลือกเดินในทางที่ผิดจนป่านนี้ก็ยังหามีปราชญ์ผู้ยิ่งยงท่านใดเข้าห้ามปราม แม้แต่องค์สันตปาปา…..?

ปล่อยให้ทรัพยากรบุคลหมายมุ่งเข้าขย้ำคอกันเอง ท่ามกลางการนองเลือดอย่างอลหม่าน! เสียงระเบิดของกระสุนดังระรัวถี่ยิบ ผู้คิดใคร่ชมศึกครั้งนี้ ต่างก็กระโจนหลบลูกปืนกันจ้าละหวั่น บัง โบลิ่ง ตะโกนสั่งพรรคพวกถอยด่วน เขากวาดตาหาดาวดังวังบูรพา ส่วนมือขวาสอดอยู่ในอกเสื้อ…แต่แล้วเขาก็ใจหายวาบ เอ็ด หลังวัง กำลังประคอง เข้ วังแดง ออกมาอย่างทุลักทุเล โดยมีกลุ่มเพื่อนซี้คุ้มกันการถอยอย่างถวายหัว

บัง โบลิ่ง โบกมือเรียกแท็กซี่ ที่พอเห็นสภาพผู้โดยสาร โซเฟอร์เตรียมสตาร์ทรถหนีทว่าเจอกระบอกปืนจี้กบาลเข้าเท่านั้น ถึงเห็นผีก็หนีไม่ได้ ต่างคนต่างชุลมุนประคอง เข้ วังแดง เข้าไปในรถขณะที่พลพรรคสี่แยกบ้านแขกของบังมานรวมตัวกันติด จึงวิ่งถือดาบ. มีด, ไม้ และปืนหมายแก้ลำสั่งถ้ำ

วายร้ายโบลิ่งกระตุกปืนออกจากเอว เบนปากกระบอกขู่อย่างเอาจริงไปยังทุกคนที่คิดแหลม

“เรียกรถอีกคันสิวะ!” เอ็ด หลังวัง กระแแทกเสียงสั่ง โชเฟอร์แท็กซี่มีตาแต่ปราศจากแวว โฉบเข้ามารับกลุ่มประลัยกัลป์ราวกับเหยี่ยวเห็นเหยื่อ พอรถเทียบชิดขอบถนน ประตูรถถูกเหล่าวัยรุ่นเปิดทันที บัง โบลิ่ง กับ เอ็ด หลังวัง ต่างติดรถไปคนละคัน คันแรกวกกลับไปทางวงเวียนใหญ่ คันของนักเลงโบลิ่งเหาะขึ้นสะพานพุทธ ที่แหวกความพลุกพล่านของผู้คน ที่หยุดชมงานช้าง อย่างอกสั่นขวัญระทึก

รุ่งเช้า ข่าวนักเลงเปิดเทศกาลแลกเลือดก็กราวเกรียวในหน้าหนังสือพิมพ์ วัยรุ่นหลายถิ่นจ้องตาไม่กระพริบกับรายละเอียดของข่าว บังมานกับพรรคพวกเจอศึกครั้งนี้มีการเสียชีวิตและพิการด้วย

ซอยวัฒนาในตอนสาย เอ็ด หลังวัง ส่งหนังสือพิมพ์ให้ขวัญ ศรีเมือง อ่านออกอากาศแก่เพื่อนซี้ทุกคน เมื่อสรุปข่าวซึ่งมีใจความ เจ้าหน้าที่รู้ตัวนักเรียนช่างกลกลุ่มก่อกวนนี้แล้วและกำลังติดตามจับกุมอยู่

“กูเคยเตือนแล้วว่าอย่าเสือกออกตัวจนโจ่งแจ้ง เสร็จแล้วเป็นยังไง มอบตัวหรือวะ?”
วัยรุ่นวังบูรพากระแทกเสียงประชด

“พวกมึงอยู่เฉยๆ คอยเป็นกองหนุน แค่นี้ขี้คร้านจะชนะ เผลอไม่มีเรื่อง ติดเอี่ยว ถึงพวกมึง…นี่ฉิบหายหมดไม่ต้องเรียนกัน”

“มันทนไม่ไหวโว้ย” เสียงคนได้รับบาดเจ็บเพราะเจอปืนโวย

“อย่าเถียง ไอ้หมาดำ” เขาแหวใส่ “ตอนวางแผนเชื่อกูทุกอย่าง ทีนี้มึงจะไปโกหกโคตรมึงยังไง กูห่วงเรื่องไหน ไม่พ้นเรื่องนี้ จนไม่เอาพวกมึงไปช่วยงานกูที่บ่อน ที่โรงแรมและที่ภัตตาคารอะไร?”

“พวกกูไม่เรียนกันแล้ว” ต้อย เทวัญ หลุดปาก

“ตัดสินงง่ายฉิบหาย เมื่อออกมาแล้วพวกมึงไปตากหน้าหิ้วถังปูน เทปูน หรือเป็นกรรมกรได้ไหม…ใช่สิ! หยดเหงื่อของชาวอาชีวะต้องกำเนิดผลิตผล เหงื่อกรรมกรสูญเปล่า”

“ด่าให้พอเพื่อนต่อไปพวกกูจะได้ฟาดหางฟาดหัวได้สนุกเต็มที่ เวียน วังแดง ทั้งรีบและร้อน

“ไม่ใช่ด่า…ไอ้สัตว์!” เขาลุกพรวดขึ้นยืน “เตือนกันโว้ย…เตือนอย่างเพื่อนที่ห่วงใยเพื่อนด้วยใจ ไม่ใช่จริด! กูเองก็ตัวผู้ออกพ้นมาจากรูเดียวกับมึงไม่ผิดกัน ทุกคนจึงมีสิทธิ์กระทำอันใดก็ได้ หัวใจคนใครวะบัญชาได้ แต่บนรากฐานของความจรึงพวกมึงมีปัญญา มีการศึกษา หรือเปล่า….หรือเป็นนักเลงสมองหมาเชื่องกับเจ้าของลูกเดียว…ไอ้ที่กูเตือนนี่ เตือนก็เพราะรัก หรือพวกมึงใจหมา กล้าพอเอาปืนมาจ่อกบาลกูให้ตระบัดใจ!”

กิริยาเหี้ยมหาญเมื่อครู่ของ เอ็ด หลังวัง ค่อยๆสงบลง

“อกมึง…อกกูไม่ต่างกัน กูหางด้วนแล้วจะมาชวนพวกมึงตัดหางให้เหมือนกู นั่นมันไม่ใช่คน…เอาละไหนๆ จะยอมรับฟังกันบ้างแล้ว กูจะพูดให้หมดเปลือกเสียทีว่าทำไมกูจึงมาอยู่กับพวกมึงที่นี่…ห่วงโว้ย ห่วงพวกมึงจะเหี้ยอย่างกู เท่านี้พอหรือยัง!?”

ห้าเฟืองทองอัปลักษณ์จำนนต่อใจเพื่อน…ทุกคนอยู่ในอาการครุ่นคิด สายลมยามเช้าโชยกลิ่นดอกไม้ในสวนบางเบา

“ไอ้เอ็ด!” ต้อย เทวัญ หลุดเสียงและกิริยา “มึงวิ่งสร้อยเขา เสี่ยงช่วยกูมาตลอด กูจะกลับไปบ้านเป็นเสนียดบ้านไม่ได้ เมื่อเลือกเดินทางนี้แล้วกูจะขอเอาดีในทางนี้ให้ไ้ด้ และวันนั้นล่ะ กูจะกลับบ้าน”

เขาถอนหายใจคล้ายคนกำลังเผชิญปัญหาหนัก ในที่สุดก็พรวดเข้าไปในห้อง กลับออกมาพร้อมปืนคู่ชีพเขาชูขึ้นให้เพื่อนดู เอ่ยเสียงกร้าว

“ไอ้ตัวนี้ กระบอกอย่างนี้แหละที่จะเป็นอาชีพของพวกมึง อยู่เป็นนักเลงปืนรับใช้…ไปจากเขาหมดปลอกคอ,คุกอยู่แค่คืบ สุขกายสุขใจ มีอิสระหรือวะ? ต้องฆ่าฟัน แก่งแย่ง หักล้างกัน ในหมู่ธุรกิจเถื่อน แล้วในวันหนึ่ง มือที่ฆ่าคนได้ย่อมถูกมือที่ฆ่าคนได้ตอบสนอง หากไม่ตัดสินใจจะเลิกโดยเด็ดขาด หรือพวกมึงต้องการอย่างหลังนี่”

“แน่นอน!” ทุกคนกล่าวราวกับนัดกัน

ชีวิตเอย…ปณิธานไว้ด้วยถ้อยคำสั้นๆ แค่นั้นหรือ? กระบอกปืนมีอาหารในลำกล้องมากกว่าอาหารทางปัญญาหรือ?

หลังจากพยายามรักษารูกระสุนปืนบริเวณสะโพกให้เดินได้ปกติ ทั้งห้าเฟืองก็เดินสู่ถนนนักเลงร่วมกับ เอ็ด หลังวัง เต็มตัว กิจการของเสี่ยสุวิทย์ก้าวหน้าทุกด้าน นอกจากตัวเองมีปัญญาเฉียบคมแล้ว ยังมีสองกุนซือวัยรุ่นชื่อดังคุมเกมให้อีก จู่ๆก็มีประชุมบรรดาเจ้าของคาสิโนเถื่อนทุกแห่ง การกลับมาหลังการประชุม เสี่ยเรียกหา เอ็ด หลังวัง กับ บัง โบลิ่ง เข้าพบทันที พอปะหน้าผู้กำลังเสริมฐานบารมีตนเองให้เป็นเจ้าพ่อ เสี่ยยิ้มหรา

“มีรางวัลตามเก็บ เก๊า ม้าเก็ง ถึงหนึ่งแสนบาท เฮียหลอแทบกระอักเมื่อแขนขวาเจอมติที่ประชุม”

“ที่นี้ มือปืนก็แห่กันฆ่า”

“เปล่าเลนว่ะ ยังไม่มีใครเสนอตัวสักคน”

“มันรู้ตัว มีการคุ้มกันอย่างดี”

“ยังงั้น ผมไอ้ต้องกับไอ้หมีขอรับอาสา”

สิงห์ ไผ่ตัน เสนอตัว “ผมสามคนซ้ำเพราะมันมามากแล้ว”

“ไม่ต้องไปกวนมัน เราตั้งหลักของเราให้ดีก็แล้วกัน มันหลงเข้ามานั่นละจังหวะและโอกาส” นายทุนเจ้าของกิจการอันเสมือนลูกพี่ของพวกเขาสรุป

ข่าวคราวที่บรรดาเสี่ยเจ้าของกิจกรรมเถื่อนทุกชนิดประชุมนักเลง “ม้าเก็งเอ๋า” มีหรือจะไม่รู้ ต่างคนต่างคอยจังหวะเท่านั้น

ไอ้ฝ่า, โอกุ่ยช้งและไอ้คม สามองค์อันเป็นการ์ดของ เก๊า ม้าเก็ง สามดวงนี่ต่างหากที่เป็นปราการสกัดทางนักเลงปืนหรือขุนมีดทุกคน มิหนำซ้ำ จอมประลัยกัลป์สองน้องชายก็ยังอยู่ประดับจักรวาลโจรไม่ต่างกว่าพี่ชาย กระนั้นก็ตาม หมี ท่าเรือ, ต้อง คลองเตย และสิงห์ ไผ่ตัน หาคิดเลิกราการแก้แค้น และเลิกหวังเงินรางวัลอันงดงามนั้นไม่ ยังคงเสาะข่าวทิศทางลมของศัตรูในหัวใจอยู่ทุกเวลา

เย็นวันหนึ่งข่าวในวงการคาสิโนระบือไปทั่วว่า เก๊า ม้าเก็ง จำนำปืน ๒ กระบอกแทงถั่วเขามุ่งกลับม้าเก็งเอ๋าขึ้นบ่อนหวังเก็บค่าคุ้มครองล่วงหน้า ไฟในบ่อนสว่างจ้า นักการพนันก้มหน้าก้มตาฟาดฟันกันสุดเหวี่ยง เพราะมีสารพัดการพนันเจ้าถิ่นม้าเก็งเอ๋ากราดตามองหัวนักเล่น คล้ายปรารถนาคำนวณ แวบเดียวเขาก็กระโจนไปหน้าเคาน์เตอร์เสมียนแลกเปลี่ยนซิปคะตอกเสียงเข้ม

“อั๊วต้องการเงินห้าพันบาท!”

“เดี๋ยวเฮีย?!” ไอ้ฝ่าแขนขวาของตนพรวดเข้ามาแตะแขน

“อย่าเสือก…ไอ้สัตว์!” เขาคำราม “หรือตีนเท่ากันแล้ว เร็ว! กูต้องการเงินห้าพัน”

“ที่เคาน์เตอร์เฮียแตะไม่ได้ ถ้าเฮียแตะพวกผมก็อยู่ไม่ได้”

“เฮ้ยหยุด!” ทีนี้เขาตวาดลั่นบ่อน “ก็ต้องการเงิน บอกคำเดียวว่า ให้ หรือ ไม่ เท่านั้น”

น้ำเสียงของจอมทรชน เก๊าม้าเก็ง สะกดนักเล่นจนไม่มีใครกล้าขยับเพราะต่างรู้จักเขาดี อย่างคาดไม่ถึง เขาบันดาลโทสะตบสามองครักษ์อย่างเต็มเหนี่ยวรวดเร็วทั้งสามคน ความเจ็บปวดมีเท่าใดกันสำหรับหมู่ทรชนที่เจอคมเหล็กคมกระสุนมาแล้ว แต่ยังไม่เจ็บเท่ากับถูกย้ำศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้อื่น การ์ดทั้งสามของเขายืนนิ่งงัน ดวงตาเท่านั้นส่อประกายความเหี้ยม!

“ไม่เป็นไร! กูเคยแต่ฆ่าไม่เคยปล้น พรุ่งนี้กูจะมาใหม่ มึงสามตัวเหมือนกัน หากคิดฆ่ากูอย่าเสียดายกระสุน!”

จอมอาชญากรประกาศไว้เท่านั้น ก็พาตัวเองลงชั้นล่าง….

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : The Standard
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ