3830. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 61 ใครบ้า? (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 61 ใครบ้า? (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เช้าวันใหม่ตรงกับวันจันทร์ สัญญาณระฆังจากรักษาการณ์รัวบอกเวลา ๖ นาฬิกาตรง ผมซึ่งมีอาการระบบพิษคมหวายกลางหลังผสมอาการไข้บรรเทากว่า ๕๐% ขยับจากนอนคว่ำหน้ามาทั้งคืนใช้ ๒ แขนดันตัวเองลุกขึ้นนั่งอกแอ่นยลนักรบกำลังพลเสื่อมกุลีกุจอขึ้นนั่งเป็นแถว ก็เดาเอาว่า “ตึกดิน” มีการตรวจเช็กยอดก่อนเปิดขัง จึงปลุก มาน เจริญผล กับ โอตือ ลุกขึ้นปฏิบัติตาม

พักใหญ่ ไม่ปรากฏมีผลปฏิบัติ มังกรผิวคล้ำทรงเตี้ยล่ำกับเจ้าของใบหน้าเหลืองบังมานจึงโงกหัวนั่งหลับ ทว่าผู้อื่นอยู่ในท่านั่งปกติ แม้แต่บริเวณที่นอนดันติดป้าย “หัวหน้าขัง” พาให้รู้สึกกังวลเกรงคำพูดของบังมานก่อนขึ้นขังที่ว่า “ไปเหอะเดี๋ยวแม่งกัดเอาอีก” จะเกิดแก่เพื่อน พานอ่อนไหวทางความคิด ขาดความเชื่อมั่นในตนอยู่อึดใจได้เกิดทิฐิเมื่อทบทวนผลการปฏิบัติที่เรา ๓ คนได้รับจากนายทหารเวรทั้งสิ้น ล้วนประสงค์ “สยบ” เราเสริมบารมีตน ก็ได้แต่หัวเราะหยันมนุษย์สมองหมา

เสียงย่ำคอมแบตมุ่งมายังหน้าเรือนขัง ผมสะกิด ๒ เพื่อนให้ตื่น ทุกคนที่นั่งเป็นแถวยืดร่างตรงแหนว หัวหน้าห้องวัย ๔๐ ปีเศษ ลุกขึ้นยืนยังที่ของแก ประตูขังไม้เสริมเหล็กถูกดึงเปิดกว้าง สห.หนุ่มแขนแดงยศสิบโทปรากฏเด่นหน้าประตู ดลเอาปีติร่ำในทรวงราวข้าวกล้าได้กลิ่นฝน

“ไอ้ยุทธ…”

ครับ เขา ยุทธศิลป์ หนุ่มทรงสมาร์ต หล่อ เข้าขั้นนายแบบในชุด สห. ติดแขนแดงหรา ยศสิบโท อดีตเพื่อนร่วมรั้ว “เหลือง-ดำ”วัยคะนองอันมารดาให้ใช้เงินวันละ ๒๐๐ (พ.ศ.๒๔๙๙)ไปเรียนหนังสือ ผู้นิยม “สี” หญิงเป็นอาชีพ ซึ่งต่างกว่าผมชอบร่อนหาเรื่องกระนั้น แม้เดินคนละเส้นทางแต่สายสัมพันธ์ของเรามิได้ห่างกันนักเนื่องด้วยบ่อยครั้งที่เพื่อนเลื้อยสีหญิงจนได้เรื่องให้พาพวกออกลุย

เบื้องหน้า เพื่อนคงมองไม่เห็นทั้งที่ยืนเท้าเอวกราดตาสำรวจผ่านไป ต่อมาหัวหมู่รูปงามสั่งการหัวหน้าห้องเสียงดัง

“นับเลยจ่า”

อดีตจ่า หรือหัวหน้าห้องหล่นคำหนักแน่น “หัวแถวนับ”

สิ้นคำ เสียงขานตัวเลขลำดับคนถูกขังทางลมปากดังต่อเนื่องกันไปจนครบผู้หมู่กลับดึงประตูขังปิดดังเดิมโดยไม่ล็อกกุญแจ คล้อยหลังอดีตเพื่อน จ่าผู้เหลือเพียงอดีตหรือหัวหน้าห้องเบนสายตามาทางพวกเรา บอกเสียงดัง

“คุณ ๓ คน ร้องเพลงตามคนเก่าเค้าไปด้วย…ผมจะเป็นต้นเสียงให้”

และแล้วหัวหน้าห้องได้ขึ้นเพลง “ศึกบางระจัน” ด้วยสุ้มเสียงเอาเรื่อง จากนั้นการประสานเสียงแซ่ซ้องวีรกรรมบรรพชนของทุกคนก้องกระหึ่ม จนกระหวัดไปถึงขณะเดินสวนสนามร้องเพลงนี้สู่สนามฝึกขว้างระเบิด ณ ค่ายธนะรัชต์ ด้วยความปีติภาคภูมิใจเมื่อได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขทัพบก

กับความรู้สึกขณะนี้ แม้นปากพร่ำ “ไทยคงเป็นไทย ชาติไทยไม่ใช่เชลย ไทยไม่เคยถอยร่นชนชาติศัตรู…” แต่ใจมิฮึกเหิมลำพองดังสมัยสวมยูนิฟอร์ม ซึ่งคงเนื่องแต่กายเป็นทาสนั่นเอง จบเพลงปลุกสายเลือด ยุทธศิลป์โผล่หน้าตรงใกล้กับที่หัวหน้าห้องยืนอยู่พลางพลางพูดคุยอะไรกันเหลือเดา พักหนึ่งคุณจ่าจึงได้เปิดประตูห้องให้ทุกคนทยอยลงจากขังเป็นแถว โอตือ กับ มาน เจริญผล พับผ้าห่มนำไปวางบนชั้นบน ผมขยับลุกขึ้นยืนด้วยตนเองเกือบปกติ อดีตจ่าก่อนเข้าคุกเดินลากตรวนมาหาบอกเรียบๆ

“เปี๊ยกไม่ต้องลงไป ยังป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ”

มังกรผิวคล้ำการ์ดคุ้มกัน ล้อ วงเวียนฯ เฉียงตามองผมส่ออาการคลางแคลงวับเดียวก็เลี่ยงบอก “เดี๋ยวเราจะเอาโอยัวะกะขนมปังให้นายกินรองท้องไปก่อน” ผมยิ้มให้เขา แล้วหันไปทางนักบู๊เจริญผล “นายต้องใจเย็นนะเพื่อน”

ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังนักโทษทหารลงจากขัง ผมรู้สึกหิวจนคิดถึงคำบอกเพื่อนจะหากาแฟมาให้รองท้อง ไม่ทราบติดขัดประการใด และพอโยธาทำความสะอาดเรือนขัง ๒ นายขึ้นมาทำความสะอาด ผมถามทันที

“ตอนนี้คนใหม่กำลังทำอะไรอยู่ครับ”

“ตักโจ๊” (ตักอุจจาระในบ่อซีเมนต์)

“ที่ไหนครับ”

“ขัง ๓”

รู้จึดหมายเช่นนั้นผมไม่รอช้า จัดการผูกสนับโซ่ตรวนให้กระชับใต้หัวเข่าแล้วย่างตีนเปลือยท่อนบนลงจากเรือนขังไปตามถนนซีเมนต์เล็กๆ ขนาดทางเดินรับแสงแดดอุ่นกลางเสียงโซ่ตรวนลั่นกริ๊งกร๊างเป็นเพื่อน ผ่านขัง ๒ เรื่อยไปจนถึงหน้าขัง ๓ พบโอตือกับบังมานเตรียมสอดไหล่รับไม้คานหาบถังบรรจุกากอาหารจึงรั้งไว้

“มาน-โอตือ”

ทั้ง ๒ นามหันมามอง ผมลากตรวนเข้าไปหาก็สัมผัสกลิ่นไม่พึงประสงค์อวลรอบกายมโอตือถามระคนหอบ เหงื่อโทรมร่าง

“เปี๊ยกหิวข้าวหรือ”

“เปล่าหรอก เป็นห่วงมากกว่า”

คำแจงผมดลให้โอตือยิ้มออก ถามสุ้มเสียงเดิม “แผลที่หลังค่อยยังชั่วแล้วหรือเพื่อน”

“ดีขึ้นมาก”

“หยั่งงั้นเปี๊ยกกลับไปรอที่ขังก่อนนะ เที่ยวนี้คิดว่าคงเป็นเที่ยวสุดท้ายหมดไปครึ่งบ่อแล้ว”

ผมเหลียวมองมุสลิม เขายิ้มปกติกล่าวเสียงนุ่ม “ไปเหอะเปี๊ยก นายต้องพักผ่อนมากๆ และตอนสายควรทำเรื่องขอพบหมอ”

“ตกลงเพื่อน” ผมรับคำ

๒ เพื่อนย่อร่างลงสอดไหล่รับไม้คานพร้อมหาบถังบรรจุกากอาหารลากตรวนตัดสนามหญ้าด้านหลังเรือนขังกลางเสียงเหล็กสีเหล็กระงมหู ผมไม่ยอมเคลื่อนไหวตามที่รับปากเพื่อนเพราะมีลางสังหรณ์ไม่ต่างวันจลาจลจึงจับตาเรดาร์ ๒ เพื่อนไว้ตลอด จวบถึงบริเวณด้านหน้าโรงเลี้ยง มาน เจริญผล กับ มังกรผิวคล้ำโอตือหาบถังเมล์บรรจุกากอาหารลอยหน้าเหลืองอร่ามพากันเลี้ยวขวาเข้าโรงเลี้ยงแทนแปลงผัก

“ฉิบหายแล้ว!” ผมร่ำในทรวงฉวัดตามองเข้าไปในโรงอาหาร พบฝ่ายจัดเลี้ยงจัดวางถังข้าวแกง พร้อมถาดอาหารใกล้แล้วเสร็จก็ดึงสายตายล ๒ เพื่อนกำลังวางถังเมล์ลงยังหน้าร้านค้าสงเคราะห์ท่ามกลางผู้คุมคอ สห. ๓-๔ นายชี้นิ้วไล่ นักบู๊เจริญผลกับมังกรผิวคล้ำกลับยกถังเมล์บรรจุกากอาหารสาดเข้าไปในร้านค้าทันใด

“เฮ้ย….” ผมหลุดคำ เนื้อตัวร้อนฉ่า

ไม่ทันตัดสินใจกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า เสียงเคยคุ้นหูขานเอาสะดุ้ง “เปี๊ยกเราออกไปซื้อโจ๊กใส่ไข่มาให้ กลับไปที่ขังเหอะ”

บนถนนซีเมนต์ห่างจากผมราว ๑๐ เมตรกลางแสงระวี เป็นสารวัตรทหารรูปงาม หัวหมู่ยุทธศิลป์ยืนจ้องตามายังผมเขม็งเลยเซ่อ ยืนปรับสภาวะอารมณ์อันเลือกไม่ถูกว่าจะรับความเมตตาจากเพื่อนหรือจะ “ลุยไฟ” ที่เพื่อนก่อ ขณะนี้ยุทธก้าวเข้าหา ผมใจเต้นรัวเมื่อเฉียงตาไปพบผู้คุม ๗-๘ นาย โผนลิ่วเข้าโรงเลี้ยงที่ตั้งร้านค้า

“เปี๊ยกอย่าไปนะ มันเป็นแผนของจ่าคำภา เขาต้องการดัดนิสัยคนหัวแข็ง”

ผมลืมตัวโวยทันที “ทำไมยุทธไม่บอกเรา”

“บอกก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกเพื่อน นายมีเพียง ๓ คน” บอกเสียงอ่อยขยับมาจับแขน

ผมจับตาฝ่าแดดอยู่ที่เสียงเอะอะกลางเหตุชุลมุนหน้าร้านค้า ยุทธศิลป์เผยอีกประโยค

“เรา “กัน” นายออกจาก ๒ คนนั่นได้เพราะยืนยันว่านายเป็นเพื่อนเรา…ไปเหอะ “เขา” เพียงสั่งสอนเท่านั้น”

ยิ่งทราบว่าเจ้าหน้าที่มีแผนบีบให้ระเบิดดังกล่าวผมไม่รีรอเมตตาเพื่อน ก้มลงรูดแหวนเหล็กให้เข้าที่พร้อมลากตรวนโขยกตัดสนามหญ้าด้านหลังขัง ๓ เข้าหาเหตุชุลมุนจนลืมสภาพสังขารสิ้นเชิง

ที่หน้าโรงเลี้ยงผมเจอเจ้าหน้าที่ยศสิบโท ๒ นายยืนขวางหน้าไว้ ขู่ฟ่อ

“อย่าเสือก อยากเจ็บตัวรึ”

แต่เบื้องหลังผู้คุมคอ สห.๒ นาย เป็น ๒ เพื่อนกำลังสาวมวยไทยใส่ผู้คุมและนักโทษเกือบ ๑๐ นายที่รุมประเคนมือตีนสารพันใส่ บังมานสะดุดโซ่ตัวเองล้ม โอตือโดดเข้ากันให้เพื่อนลุกตั้งหลัก

“น้ำใจเพื่อนเยี่ยงนี้ แล้วใจกูล่ะ”

ผมถามใจตนวับหนึ่งก็โผนเข้าหาด่านคน ๒ นายทันควัน ทั้งคู่กระโจนเปิดทางคล้ายตระหนกไม่คาดว่าผม “โง่” ปานนั้น เมื่อถลาเข้าร่วมศึก ผมย่ามใจตะโกนบอกเพื่อน

“เต็มเหนี่ยวเลยเพื่อน”

มนุษย์นั้น สังขารล้วนรองรับใจ…ยุทธการมวยไทย ๑๐ ต่อ ๓ (ขาใส่ตรวน) มิได้ทำให้เราระย่อ มีแต่จะเพิ่มสิ่ง “บ้าคลั่ง” ให้คู่ศึกได้เห็น เช่น มานกับโอตือ ซึ่งแผดเสียงสนั่นระหว่างสัประยุทธ์

“มา…เรียงหน้าเข้ามา”

“ไอ้สัตว์ ไอ้หมาหมู่”

ผมเองเมื่อลงประหมัดเอาเครื่องร้อนก็ทึบทางปัญญาย่ามใจหัวเราะร่า แม้จะถูกถีบเข้าชายโครง จวบประสาทหูยินเสียงสัณญาณนกหวีดกรีดเสียงสนั่น สักครู่ตามด้วยเสียงไซเรน ส่งผลให้ ๑๐ ผู้คุมผละจากการต่อสู้ฉับพลัน ไล่ๆ กันเจ้าหน้าที่พร้อมกระบองในมืออีกสิบกรูกันเข้ารายล้อมพวกเราไว้ ใบหน้สถมึงทึงกลางล้อมผู้คุมทหาร ต่อมานายทหารวัย ๕๐ ปี ยศพันตรีกับนายทหารยศร้อยเอก วัย ๔๐ ปี แหวกวงล้อมเข้ามาพร้อม ๒ ผู้หมวดวัยฉกรรจ์

“คุณ ๓ คนรู้ไหมว่ากำลังทำอะไร” ผู้พันถามเสียงกร้าว

“ผมรู้…” มานโต้ “แต่ท่านลองถามลูกน้องท่านบ้างว่ามันทำยังไงกะพวกผม ให้ตักขี้ทั้งบ่อเอาไปราดแปลงผักให้เสร็จก่อนอาหารเช้าน่ะ มันคำสั่งใคร”

บรรดานายทหารสัญญาบัตรนิ่งงัน ส่วนผมลมออกหูอู้ ใจสั่น เจ็บร้าวทั่วสันร่าง ขาสั่นดิก รู้สึกบริเวณแผลโบยหลั่งเลือดอีกครา เหล่านายทหารยืนสงบสำรวจสารรูปครู่เดียวสั่งการฉับ

“คุณ ๓ คนตามไปที่กองรักษาการณ์” สิ้นเสียงผู้พันผิวเหลืองวัยครึ่งศตวรรษ กลุ่มผู้คนกรูกันเข้าประชิดตัวโอตือยกมือเบรกระคนยิ้มหยัน

“ไม่ต้องควบคุม ผมติดคุกกับใส่ตรวนอยู่แล้ว”

และนั่นคือประโยคสุดท้ายจากปากเพื่อนซึ่งผมได้ยินก่อนล้มทั้งยืนในบัดนั้น

รู้สึกตัวลืมตาอีกครั้งในท่านอนคว่ำพบว่าไม่ใช่คุก คล้ายสถานพยาบาลเพราะนอนอยู่บนเตียง มีฟูกนุ่ม และผ้าปูที่นอนขาวสะอาดรองรับ พอใช้แขนดันตัวเองขึ้นนั่งปะผู้ป่วยเพศชายเตียงถัดไปนอนตแคงหันหลังให้พลางสะอึกสะอื้นน่าเสทนายิ่ง ก็ดึงขาตัวเองลงจากเตียงจนบังเกิดเสียงโซ่ตรวนกริ๊งกร๊าง พลัน..ร่างที่ร่ำไห้อยู่บนเตียงพลิกวูบพรวดจากเตียงพุ่งเข้าหาผมในพริบตาระยะประชิดหมดทางเลี่ยงจึงทิ้งตัวหล่นโครมไปอีกฝั่งโดยเขาไม่ติดตามเล่นงานต่อกลับยืนชี้หน้าด่าด้วยหน้าตาบูดบึ่ง

“มึงเป็นสายให้ ไอ้แกว ฆ่าเพื่อนกู”

ผมกัดฟันใช้ ๒ มือยันเตียงลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง เนื่องข้อหานี้ฉกรรจ์นัก มันเท่ากับขายชาติ ทว่าระหว่างเผชิญหน้าหนุ่มประหลาดได้ปรากฏบุรุษชุดพยาบาล ๒ นาย ปรี่เข้าไปจับแขนเขาไว้ บอกเสียงดัง

“ผมจะสั่งยิงเป้ามันเดี๋ยวนี้”

ผมเหลือทน โวยบ้าง “นี่มันอะไรกันวะ”

หนุ่มพยาบาล ๑ ใน ๒ นายกรายมากระซิบ “คุณต้องเล่นละครหน่อยนะ ไม่ได้ยิงป้งยิงเป้าอะไรหรอก เพียงพาออกจากห้องนี้สัก ๑๐ นาที แกก็ลืมแล้ว..สมองแกได้รับความกระทบกระเทือนจากเวียดนาม”

อกเรา…ถ้าไม่ได้คำแจกแจงผมคงบ้าแทนเขา ดังนั้นต่อมาผมจึงถูก ๒ บุรุษพยาบาลคุมตัวไปยิงเป้าฐานเป็น “สาย” ให้เวียดนามยังด้านหน้าเรือนพยาบาลก็ทราบว่าที่นี่คือ ร.พ.พระมงกุฎฯ ส่วนเรือนพยาบาลที่ผมอยู่เรียก “เรือนพวงคราม” เป็นสถานที่พยาบาลผู้ป่วยทางประสาทและโรงจิตครับผม เช่นนี้ ใครวิปริตขั้นวิกฤตกันครับ!

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : The People
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ