3829. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 60 บีบให้ระเบิด (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 60 บีบให้ระเบิด (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

ทางออกหรือทางเลือกมังกรร่างเตี้ยล่ำโอตือบอกขอพบท่านผู้บัญชาการเรือนจำเจอสวนทันควัน

“ไอ้บ้า! วันนี้มันหยุดราชการ ท่านไม่อยู่”

ผมตามเรื่องต่อ “หยั่งงั้นผมขอพบนายทหารเวร ผู้ใหญ่ก่อนครับ”

หมู่วัยเดียวกันจ้องหน้าผมเขม็ง ทันใดที่หน้าประตูทางเข้ากองตรวนปรากฏร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำก้าวอาดๆ เข้ามา หน้าตาฟ้องโทสจริตโวยสนั่นกองตรวน

“คำสั่งจำเครื่องพันธนาการของที่นี่ ทหารที่ต้องหาคดีอาญาต้องใส่ทุกคน พวกลื้ออย่าทำ ‘หัวหมอ’ และอย่าคิดว่าผ่าน ‘บางขวาง’ มาแล้วจะมาเก่งที่นี่ได้”

ผมดึงการเจรจาเข้าเรื่อง “แต่ที่หมู่แกบอกเป็นเครื่อง ‘ทรมาน’ ไม่ใช่เครื่อง ‘พันธนาการ’ เช่น ‘เรไร’ ‘ขานกกระยาง’ และ ‘สมอบก’ ครับผม”

นายทหารเวร ยศจ่าสิบเอกคิ่วย่นพลางหัวเราะเสียงห้าวใหญ่ นัยน์ตาหยีบอกกลั้วหัวเราะ หางตามองโซ่ในมือนักบู๊เจริญผลอย่างระมัดระวัง

“หมู่วงษ์ฟังผิดแล้ว ผมสั่งให้จำเครื่องพันธนาการ หมายถึงโซ่ตรวนตามปกติ…อ๋อ เรื่องนี้เองหรือที่เกิดปัญหา เอ้า…หมู่วงษ์จำตรวนซะ” ประโยคท้ายเน้นเสียงแน่น

ดังกล่าวเป็น ‘เล่ห์’ ไม่รับผิดชอบคำสั่งตน สังเกตได้จากหมู่วงษ์ตามที่นายทหารเวรเรียกถึงกับหน้าเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่ง จึงค่อยยิ้มกร่อยๆ รับความบกพร่องภาครับทางรูหูตัวเองหมดพยศสิ้นเชิง จู่ๆ สัญญานแตรจากหมวดรักษาการณ์บริเวณหน้าประตูใหญ่ระเบ็งเสียงก้อง นายทหารเวรร่างสูงใหญ่เจ้าเล่ห์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

“เอาหยั้งงี้ เดี๋ยวลื้อ ๓ คนไปกินอาหารกันก่อน บ่ายโมงตรงให้มาตีตรวนที่นี่…” ทิ้งคำค้างไว้พลางผินหน้าไปทางแพะรับบาป สั่งการห้วนๆ “หมู่วงษ์เอา ไอ้เชียร มาตีตรวนนะ”

“ครับ”

พอหมู่ขานรับ ร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำจนเกือบดำย่ำคอมแบตออกจากกองตรวนทันใด มานขยับเอาโซ่ในมือแขวนคืนที่ หมู่วงษ์ถอยกับไปยังโต๊ะทำงานบรรดานักโทษทหารแยกย้ายกันไปกินอาหารกลางวันจนรอบๆ กองตรวนว่างโหรง

ครู่หนึ่งเรา ๓ คนมองหน้ากัน บังมานส่ายหน้าพร้อมปรายตาไปยังหัวหมู่ โอตือออกปากเสียงดัง

“พวกผม ๓ คนจะออกไปข้างนอกก่อนได้ไหมครับ”

หัวหมู่ตอบเหมือนเตรียมไว้แล้ว “ขณะนี้เวลาอาหารกลางวัน หิวก็เชิญเลย”

“ขอบคุณครับ”

พ้นสภาพคับแคบภายในกองตรวนออกไปรับแสงตะวันยามเที่ยงร้อนฉ่าก็พากันไปหยุดยืนโคนต้นมะพร้าวสำรวจ ‘ตึกดิน’ หรือเรือนจำมณฑลทหารบกที่ ๑ อันรายล้อมด้วยปราการสังกะสีราวสถานพินิจและคุ้มครองเด็กฯ ตึกขังหรือตึกนอนปลูกลักษณะครึ่งตึกไม้ชั้นเดียวคล้ายคลังเก็บอาวุธซึ่งมีทั้งสิ้น ๖ ขัง มองรอบตัวจากที่เรายืนเป็นหัวมุมถนนลูกรังตะปุ่มตะป่ำสามารถเห็นชัยภูมิเกือบทั่วพื้นที่ประมาณ ๒๐ ไร่ มีบ่อน้ำขนาดใหญ่น้ำใสน่าอาบ ๓ บ่อ ริมขอบบ่อมีบันไดสะพาน ท่าน้ำ และจามจุรีขนาดใหญ่ให้ร่มเงา พร้อมศาลาหลังขนาดกลาง ขณะนี้นักโทษทหารสละที่ยอดอาหารกลางวันนั่งจับกลุ่มคุยกันโดยพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชผลทางเกษตร

“เข้าไปดูที่โรงเลี้ยงดีกว่า คงมีร้านค้า หิวน้ำติดหมัดเลยเพื่อน” มานแนะ

ผมกับโอตือเห็นด้วยจึงพากันเดินไม่รีบร้อนยนักบนถนนลูกรัง ซึ่งสองข้างทางปลูกขนุนเรียงเป็นแถว

ใกล้ถึงโรงเรือนซึ่งใช้เป็นโรงเลี้ยงอาหาร ผมเขม้นมองสภาพภายใต้หลังคาสังกะสี ปะนักโทษทหารนั่งประจำโต๊ะอาหารยาวประมาณ ๕๐ เมตร จำนวน ๓ แถวอย่างมีระเบียบ ด้านซ้ายมือหัวโรงเลี้ยงตั้งร้านค้าสงเคราะห์ไว้มีโต๊ะกับม้านั่งตีติดกันไว้ ๔ ตัว ผู้ใช้บริการเป็นผู้คุมทหารติดคอ สห. ๓ นายนั่งดื่มโอเลี้ยง ก่อนเข้าเขตโรงเลี้ยง บังมานเตือนกันลืม “แวะร้านค้าก่อนนะเพื่อน”

พอผลุบเข้าใต้ชายคาโรงเลี้ยง สิ่งที่พบคือสายตานักโทษทหารส่วนใหญ่ราว ๓๐๐ นาย พุ่งสายตามายังพวกเราเป็นกระจุกเดียวกัน ความเคยชินกับสายตาเยี่ยงนี้ไม่มีผลทางด้านจิตใจผม ทั้งบังมานกับโอตือก็ปกติดีจึงเลือกที่นั่งคั่นกับโต๊ะ สห.ผู้คุม และใกล้คอกตั้งหม้อกาแฟสั่งโอเลี้ยงดื่มบรรเทาโหย

สักครู่ ๓ ผู้คุมลุกจากไป ผมรู้สึกโล่งอก พลางจุดบุหรี่สูบและขอตัว ๒ เพื่อนอ่าน จ.ม. ที่ผู้หมวดหนุ่ม สห. ผู้มอบให้บอกมาจากหมวดเป้านายทหารคนสนิทท่านจอมพล อันแฟนสาว ‘ก้อย’ เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง พอคลี่กระดาษ จ.ม. ในซองสีฟ้าออกกางก็ประจักษ์ลายมือน้องสาวสุดท้อง ‘ด้อง คลองเตย’ อดีตทหารม้าคนดังผู้วายชนม์ชัดตา ข้อความในจดหมายมี ๖-๗ บรรทัด

“พี่เปี๊ยก…ต่อไปนี้พี่มีเรื่องทหารอย่างเดียวแล้ว ก้อยขอให้อดทนสู้คดีนะคะ เพื่ออนาคตของพี่เอง สำหรับด้านหลวงพ่อท่านเป็นสุขสบายดีค่ะ บ่นอยู่ทุกคราวที่ก้อยไปกราบเท้าถึงพี่ ทำไมไม่ส่งข่าวให้ท่านรู้บ้างเลย ส่วนตัวก้อยระยะนี้ไม่ค่อยพบท่าน สท. บอกว่าป่วยต้องผ่าตัด ซึ่งก้อยไม่ทราบเมืองไทยหรือเมืองนอกอย่างไรก้อยขอบอกให้พี่เปี๊ยกทราบด้วยว่า ทุกครั้งที่พบท่าน ก้อยรู้สึกคิดถึงพี่เสมอ…ก้อย”

จอข้อความจดหมายด้วยความปีติอย่างสูงจนมิรู้ตัวว่าสำแดงออกทางกิริยาเช่นไร จึงถูกบังมานเหน็บเอาเส้นกระตุก “เปี๊ยกคงได้รับ ข่าวดีกระมัง”

ผมไม่ปิดบัง ยิ้มชื่นส่งจดหมายให้ ๒ เพื่อนเวียนกันอ่าน ช่วงนี้บรรดานักโทษทหารกินอาหารเรียบร้อยพากันทยอยออกจากโรงเลี้ยงแยกย้ายกันนั่งใต้ร่มไม้ยืนต้นที่เขียวพรืดไปทั่วตึก บางรายแวะซื้อโอเลี้ยงหรือน้ำแข็งใส่น้ำหวานใส่ถุงไป

๒ เพื่อนอ่านจดหมายจบส่งคืนพร้อมชมเปาะเมื่อรู้มีสัมพันธ์สวาทกับสาวระดับ ‘อนุ’ ท่านจอมพล แต่ผมรับฟังอย่างปวดร้าวที่หมดท่าพิทักษ์ดวงแก้วเป็นสมบัติตน นาฬิกาติดผนังหน้าโรงเลี้ยงบอกเวลาเที่ยงครึ่งใต้หลังคาสังกะสีระอุร้อนจนเหงื่อผุดพราย เราสั่งอาหารร้านค้ากินแทนมื้อเช้าที่ไม่ได้ตุนมาจากบางขวางระหว่างรอเสิร์ฟอาหาร นักโทษทหารวัยรุ่นน้องหุ่นทรงสูงเพรียว สวมเสื้อยืดคอกลมสีขี้ม้า นุ่งกางเกงขาสั้นสีเดียวกันกะล่อยกะหลิบเข้ามาถามทีท่าสุภาพ

“พวกพี่ ๓ คน ส่งมาจากบางขวางใช่ไหม ครับ”

ผมตอบ “ใช่ครับ”

เขายิ้ม ขยับเข้ามาใกล้อีกนิดค่อยชะโงกหน้าบอกเบากริบ “หมู่วงษ์แกให้ระวังคนตีตรวนมันทำ ‘ฆ้องลั่น-พระจันทร์ร่วง’ นะครับ”

โอตือชักต่อสีหน้าขรึม “คนที่นายทหารเวรบอกชื่อ ‘เชียร’ ใช่ไหม”

“นั่นแหละพี่ เด็กของจ่าคำภาเขาครับ”

“มีอะไรอีกหรือเปล่า”

“ก็มีเท่านี้แหละครับ”

“หยั่งงั้นกินข้าวกัน..นั่งสิ” โอตือสรุปเชื้อเชิญ

เขาส่ายหน้าเลี่ยงปฏิเสธด้วยอัธยาศัยอันดีก่อนขอตัวจากไป ต่อมาอาหารจากร้านค้านำมาเสิร์ฟ ความหิวบันดาลให้ผมลืมตัวเคลื่อนไหวเร็ว ก็ถึงกับครางเบาๆ

“โอ…ย”

มาน เจริญผมมองหน้า ผมสารภาพ “แผลคงอักเสบ มันเจ็บจนขาหนึบ”

“บ่ายโมงตีตรวนแล้วนายควรพักผ่อน”

ผมยิ้มให้เขา ถามเอาบ้าง “แล้วปัญหา ไอ้เชียร จะแก้อย่างไร”

“ไม่ยาก…ในกองตรวนมีค้อนปอนด์หลายอันพวกเราถือไว้อันหนึ่งคอยคุมเชิง ถ้ามันตีวงแหวนถูกหน้าแข็งหรือตาตุ่มพวกเราเมื่อใดก็ทุบหัวมันเมื่อนั้น”

คำแจงมุสลิมหนุ่มหมายสยบปัญหาชนิด “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” ดังกล่าวผมเห็นด้วย เพราะการตีตรวน “ฆ้องลั่น-พระจันทร์ร่วง” ตามคำบอกนักโทษทหารที่หมู่วงษ์ผู้ควบคุมกองตรวนฝากมาบอก สื่อถึงมือค้อนผู้ตีวงแหวนรัดข้อตีนจะต้องตีพลาดเรียก “เลือด” จากบริเวณหน้าแข็งหรือตาตุ่มทำ “ฆ้องลั่น” ต่อไป “พระจันทร์ร่วงไ นั้นหมายถึงทรัพย์ซึ่งพวกเราต้องควักจ่ายเป็นไม้กันหมาหรือมนต์กันผีมิให้ “มือค้อน” หวั่นไหวตีพลาดเป็นคำรบสองจึงไม่คัดค้าน บ่ายโมงตรง หมวดรักษาการณ์หน้าประตูใหญ่รัวระฆ้งบอกเวลา เราจ่ายเงินค่าอาหารแก่เจ้าหน้าที่ร้านค้า เดินออกจากโรงเลี้ยงฝ่าตะวันบ่ายกลับทางเดิมบนถนนลูกรังกลางสายตาทหารกำลังพลเสื่อมจับตามองเป็นส่วนใหญ่

ที่หน้ากองตรวนบัดนี้แทบว่างเปล่าส่วนภายในมีหนุ่มร่างสันทัด ผมสั้นหยิกหยอย ผิวนิล นั่งเปลือยท่อนบนโชว์รอยสักเสือดำเผ่นซึ่งแทบกลมกลืนไปกับผิว นั่งรออยู่หน้าทั่งเหล็กแล้ว ด้านหลังหนุ่มนั่นมีหัวหมู่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ ขยับลุกขึ้นยืนสั่งการเรียบๆ

“เชียรตีตรวนทั้ง ๓ คนนี้ด้วยนะ หมู่จะออกไปกินข้าว..ตอนขึ้นขังเย็นค่อยตรวจตรวน”

หนุ่มผิวนิลรับคำ “ครับ”

แต่ผมอยากทดสอบผู้หมู่สั่งความไปเตือนหรือเปล่า พอแกเดินผ่านมาจึงกล่าวนอบน้อม

“ขอบคุณครับหมู่ที่เมตตาพวกผม”

หมู่วงษ์ยิ้มนิดเดียวทั้งยังเหล่ตาไปยัง “ไอ้เชียร” มือค้อนเชิงย้ำให้ระวัง และพอหัวหมู่พ้นประตูกองตรวน มือค้อนเปิดปาก

“ตรวนทุกเส้นที่แขวนอยู่นั่นมีราคานะครับ ถ้าพวกคุณกลัวสนิมก็เลือกเส้นขาวๆ”

เรา ๓ คนสบตากันขณะมันหันไปคว้าค้อนปอนด์คู่มือ โอตือก้าวไปเลือกตรวนขาววะวับมากองไว้หน้าทั้ง ๓ เส้น แล้วนั่งลงบนม้าเตี้ยๆ หน้าทั่ง มานฉากไปหยิบค้อนปอนด์อีกอัน มือค้อนเหลือบตามองร่างกำยำ มังกรผิวคล้ำเบื้องหน้าพลางเสนอสนนราคา

“เส้นลละร้อยค่าตรวน ค่าฝีมือ ๑๐ กรุง(ทอง) ตกลงไหม”

มังกรผิวคล้ำตอบสั้นๆ “ตกลง”

“จ่ายสด” มือค้อนวางค้อนแบมือ

มานทรุดทับเข่าข้างๆ มือค้อน และยกค้อนในมือตนโชว์ ปากก็ว่า ใบหน้าเหลืองปกติ

“ค้อนในมือกูนี่ ตอนนี้จะใช้ตีหัวมึง หากมึงตีพลาด”

หนุ่มผิวนิลหรือเชียรตาเบิกวาว ออกโขนทันที “เฮ้ย…ไอ้แบบนี้มันข่มขู่กันนี่หว่า งั้นกูไม่ตี”

“มึงต้องตี ม่ายงั้นกูทุบหูมึง”

เจ้าของรอยสักเสือดำเผ่นเฉียงตามอง ผมจึงเสริมความขลังอีกประโยค “จำไว้ว่าคุกขี้ตีนแบบนี้กูพังเมื่อไหร่เมื่อนั้น ถ้ามึงไม่สักกลางอกเพราะโง่ก็ทำตามเพื่อนกูบอก สวยที่สุด”

คนเราลองว่าเป็น “คนเที่ยว” มองกันไม่ยาก ในสถานะดังกล่าวมือค้อนอาชีพจึงกระหน่ำค้อนปอนด์ตีวงแหวนเหล็ก ๖ อันร้อยข้อตีนเรา ๓ คนอย่างประณีต ผมซึ่งเสร็จเป็นรายสุดท้ายแทบลุกขึ้นไม่ไหว รู้สึกท่อนบนตั้งแต่เอวจรดคอแข็งทื่อจนมือค้อนมองอย่างสำรวจเลยหันหลังให้ดู พร้อมอรรถาแบบมิตร

“ผมถูกเฆี่ยนมาจากบางขวาง เลยแย่กว่าเพื่อน…ขอบใจที่ตั้งใจตีตรวนให้ บุหรี่ไหม?”

อิริยาบถเดิมอันมึนตึงไม่ไยดีต่อพวกเราจากเชียรเปลี่ยนไป ทั้งยังลุกไปหยิบ “สนับแข้ง” ๓ คู่มาส่งให้ใช้ผูกโซ่ไว้ใต้หัวเข่า เราจึงนั่งลงผูกสนับแข็ง

“ผมมองพวกคุณผิดไป จ่าสั่งให้ผม “เฆี่ยน” พวกคุณ ๓ คนเต็มที่ บอกว่าโจทก์เก่า” เชียรเผยความในอก

“ช่างเหอะ พวกผมลืมแล้ว”

โอตือว่าก่อนย่างกริ๊งกร๊างนำออกจากกองตรวนไปนั่งบนม้ายาวใต้ต้นหูกวางเพื่อให้ผมพักผ่อนบรรเทาระบมจากพิษแผลคมหวายคอสิงห์ตึกแดง

ที่สุดผมก็นอนคว่ำหน้าเนื้อตัวร้อนผ่าวพร้อมปวดหัวหนึบ หนาวยะเยือกจนต้องขอแรงบังมานไปซื้อยาทัมใจที่ร้านค้าให้ ส่วนโอตือใช้ผ้าเช็ดหน้าปัดไล่แมลงวันมิให้ตอมแผลกลางหลังไปมาจวบผล็อยหลับไปในที่สุด ลืมดูโลกอีกครั้งใต้แสงตะวันรอน เสียงโอตือดังใกล้หู

“นายมีไข้ขึ้นนะเปี๊ยก ละเมอหาหลวงพ่อ กับ ก้อยไม่ขาดปาก…เอาล่ะ เดี๋ยวเราจะประคองลุกขึ้นนั่ง ผู้คุมกำลังตรวจตรวนตอนขึ้นขังอยู่ เราต้องไปรอตรวจค้น”

กัดฟันข่มทุกสภาพอาการที่เกิดขึ้น ใช้สองมือยันม้าที่นอนดันร่างขึ้น โอตือสอดมือเข้าประคองให้ผมนั่งอกแอ่นไหล่ตั้งหนาวสะท้าน

“มานไปขอเบิกผ้าห่มที่พัสดุเดี๋ยวคงมา ทนหน่อยนะเพื่อน…หิวข้าวไหมเราซื้อข้าวผัดที่ร้านค้าไว้ให้นายกินบนขังแล้ว”

ผมพูดไม่ออก ริมฝีปากสั่นจนลิ้นรัว

“เปี๊ยก…ไอ้หรั่งกะไอ้ติ๋ว เตือนใจ โบยนายหรือ” โอตือถามเสียงขุ่น

ผมส่ายหน้าแทนตอบ ขณะนั้นบังมานลากตรวนก้าวลิ่วเข้ามาหาพร้อมผ้าห่มหอบใหญ่บอกมาแต่ไกล

“เบิกเตรื่องนอนไม่ได้ เขาบอกวันหยุด ให้รอเบิกพรุ่งนี้ เราเลยตระเวนหาซื้อมาได้ ๓ผืน…ไปขึ้นขังเหอะเดี๋ยวแม่งกัดเอาอีก”

ผมหัวเราะไม่ออกกับน้ำเสียงประชดประชัน ทั้งยังปล่อยให้เพื่อนประคองลากตรวนอกแอ่นไปยังขัง ๑ ห่างออกไปประมาณ ๕๐ เมตร ที่นั่นเราพบนายทหารเวรผิวคล้ำ ร่างใหญ่ยืนถางขาเท้าเอวมองพวกเราอยู่ ผมใช้วิธีเลี่ยงสายตาหาเรื่องเดินก้มหน้าไปให้ผู้คุมตรวจค้นตัวได้เงินสดจากผมไป ๒๐๐ บาท และค้นได้จากโอตือ กับบังมาน เจริญผล อีกรวมเกือบ ๒๐๐๐ บาท

“เงินสดทั้งหมดนี่ผมจะนำเข้าบัญชีฝากให้เบิกใช้เป็นรายวันไ นายทหารเวนยศจ่าเจ้าเดิมชี้แจง

พลัน…ผู้คุมทหารผู้ตรวจค้นบอกแก่โอตือ

“ห้ามนำอาหารขึ้นไปกินหรือเก็บบนขังครับ”

มังกรผิวคล้ำแจง “อาหารของคนป่วยเขายังไม่ได้กินข้าวครับ”

ผมรีบฉวัดตาสังเกตกิริยานายทหารเวรขณะหล่นคำ

“เอาขึ้นไปไม่ได้ ถ้าจะกินก็กินมันตรงนี้แหละ”

มานฉุดขาด ตาวาว โต้ลืมตัว “แล้วเปิดร้านค้าไว้ขายทำไมครับ”

“แต่บนขังไม่ใช่ร้านค้า”

โอตือร้องพร้อมโยนถุงข้าวผัดข้ามรั้วสังกะสีหรือกำแพงคุกในบัดนั้น นายทหารเวรคิ้วกระตุก ไล่ทันที

“รีบๆ ประคองขึ้นไป”

ฟ้ามืดสนิท ภายในขังบรรจุนักโทษทหารประมาณ ๓๐-๔๐ นายเข้าประจำที่นอน ส่วนพวกเราได้ที่นอนกลางห้องแถวกลาง ซึ่งนับแต่ขึ้นขังแล้วผมได้แต่นอนคว่ำหน้าท่าเดิม หนาวใจจะขาดก็ไม่กล้าห่มผ้า เกรงแผลกลางหลังแห้งติดผ้าห่ม เหมือนเสื้อที่เล่นเอาน้ำตาเล็ดมาแล้ว กระทั่งโอตือนำถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่มาผ่าใช้ปิดคลุมหลังแล้วค่อยคลุมผ้าห่มทับคลายหนาวในที่สุด เสียงแตรนอนกังวานวิเวกราตรี มาน เจริญผล นอนตะแคงหันหน้ามากระซิบ

“สักวัน เรา ๓ คนคงบ้า!?”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : The People
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ