3808. อนุทินนิรนาม ตอนที่ 9 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

อนุทินนิรนาม ตอนที่ 9 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

กติกาเถื่อนอันไม่ต่างประกาศิตโหดของนักเลงปืนผิวนิลผู้สหายทำเอาผมแอะไม่ออก แต่ด้วยวิสัยไม่นิยมความรุนแรงตราบที่ยังมองเห็นทางออกจึงเ ก็บความคิดที่ค้านกับน้ำคำเขาไว้ตรอง เฉพาะอย่างยิ่งกรณีนักเลงสิงห์ป่าซุงที่สมุนของเขาจับได้ ๒ คน ซึ่งตะโกนให้เขาฆ่าทิ้งเมื่อครู่ยิ่งไม่สมควรก่อให้เรื่องยืดเยื้อ เพราะเท่าที่ทราบในยุคที่ผมกับ เก๊าตี๋ แดงไบเล่ย์ ปุระเบิดขวด และ ดำเอสโซ่ ยกโขยงมาทำธุรกิจบาร์-บ่อนที่อู่ตะเภานั้น ทราบว่ากลุ่มนักเลงสิงห์ป่าซุงมีลูกพี่เยี่ยม ดำรงตนเป็นเจ้าพ่อปลวกแดงเมืองระยอง มีรถบรรทุกซุงไว้บริการขนไม้ในป่าให้นายทุนไม้เถื่อนที่อื้อฉาวนาม เส็งแซ่ลี (บิดาแดง สิงห์ป่าซุง)

เถ้าแก่เส็ง หรือ หลงจู๊เส็ง นามนี้เท่าที่ทราบเป็นชาวไร่อ้อยบ้านหัวกุญแจตำบลคลองกิ่ว ที่มีจิตใจเป็นนักเลง ใจกว้าง มีสมัครพรรคพวกมาก ที่น่าเกรงขามกว่าอื่นใดคือ อิทธิพลที่เถ้าแก่เส็งมีอยู่กับคนในเครื่องแบบอันไม่ต่างกับเสี่ยกิมเจ้าของโรงงานพืชไร่ที่ รุณตาแดง เพิ่งชิงตัวครูสมพรมาได้ เหล่านี้ผมจะยอมให้เพื่อนเปิดแนวรบเพิ่มทั้งๆ ที่ความจริงเขาก็มีศัตรูรอบตัวอยู่แล้วได้อย่างไร ชีวิตใคร ใครก็รัก ทว่าผมจะหาทางออกแบบไหนที่มิให้เพื่อนรู้สึกว่าผมเป็นผู้บงการชีวิตเขา

เวลาล่วงไปอีกพักหนึ่ง รุณยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บชิ้นส่วนปืนเอ็ม-๑๖ เข้าประกอบจนครบชิ้นสุดท้ายได้ก็เสียบแม็กกาชีนคืนเข้าล็อกวางพาดไว้กับแคร่ จากนั้นผมถอดสร้อยคอพระเครื่องที่เพื่อนฝากไว้ตอนอาบน้ำส่งให้เขารับไปอาราธนาก่อนคล้องคอตัวเอง

“เปี๊ยก นายไม่มีพระห้อยคอบ้างเลยหรือ?” เขาชวนคุย

“เราเข้าซ่องเข้าบ่อนเที่ยวมั่ว กลัวจะทำให้บาปหนักเลยไม่หาไว้ แต่ก็นับถือบูชานะ” ผมตอบตามความจริง

พลัน…เสียงตะโกนจากด้านในซอกถ้ำมืดตื้อแผดขึ้นอีกคล้ายอาการของคนคลุ้มคลั่ง ผมสะบัดหน้าไปทางเพื่อนทันที ใบหน้าดำเป็นมันปลาบของรุณ ตาแดงเปลี่ยนไปทันใด คิ้วหนาเข้มย่อหน้าเข้าหากัน ริมฝีปากหนาปิดสนิทเม้มจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาลุกแดงจ้าปานไฟนรกจ้องยังเป้าเดียวกับผม

“ไอ้พวกหมาบ้าห้าร้อย ฆ่ากูซะทีโว้ย”

เสียงเชลยยังแผดสนั่นถ้ำจนค้างคาวหลายตัวบินว่อน ผมกลืนน้ำลายลงคอฝืดเหมือนกับว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า รุณตาแดง จะต้องตัดสินใจตามกฏของเขา

ต่อมาปรากฏเสียงเดินเข้ามาของคนหลายคน ดึงให้เรา ๒ คนฉวัดตาไปยังปากถ้ำ ปะกลุ่มนักปล้นหน้าเก่า ๒ นายยกถาดอาหารกับหม้อข้าวอะลูมิเนียบใบขนาดย่อมก้นหม้อดำปี้เข้ามา ๑ ใน ๒ บอกลูกพี่

“มีต้มยำเครื่องในไก่กับไก่ย่างแล้วก็ผัดผักคะน้าไก่รวม ๓ อย่างพี่”

“เอาจานข้าวมากี่ใบวะ?”

“๒ ใบพี่”

ไอ้ ๒ ตัวข้างในได้กินอะไรหรือเปล่า?”

“พี่อิ้นสั่งไว้ให้กินแต่น้ำจนกว่าพี่รุณจะกลับมา”

จบคำแจงทั้งคู่นำอาหารมื้อเย็นไปจัดการปูเสื่อกกกับพื้นถ้ำตั้งสำรับวางถ้วยจานไว้ รุณลุกเดินไปหาสั่งความไม่เจาะจง

“ตอน ๓ ทุ่มใครก็ได้เอาเครื่องนอนมาที่นึง ให้เพื่อนกูนอนที่นี่”

แขกดึงสามตามาที่ผมแวบหนึ่ง ก่อนหันไปบอกลูกพี่สุ้มเสียงเกรงใจ

“แคร่นอนไม่มีนะพี่”

“เอาของมึงน่ะแหละ” รุณแนะเสียงดัง

“ครับพี่”

“ขอบใจ ไปได้แล้ว ถ้าไอ้อิ้นมาก็บอกกูเรียก”

“ครับ”

จากนั้นอาหารมื้อเย็นทำจากไก้ล้วนที่มากินเอาตอนเกือบ ๓ ทุ่มก็เป็นอาหารอันโอชาที่สุดจากความหิว ซึ่งรุณ ตาแดงเองคงไม่แผกผมที่ตุนลงกระเพาะถึง ๑ จานพูนๆ ท่ามกลางเสียงก่นด่าท้าทายจากเฉลยเจ้าเดิมอันเสียงชักแตกพร่าและฟังแหบๆ

ลมกรรโชกวูบเข้าปากถ้ำ ผมละมือจากสำรับกับข้าวถือจานซ้อนลุกไปล้างมือบ้วนปากยังที่ตั้งถังน้ำหลังก้อนหินใหญ่พลางมองไปทางซอกหินที่มีช่องทางเดินแคบๆ มืดตื้อเข้าไปยังด้านในได้อีก ขณะเดียวกัน ๒ สมุนของเพื่อนที่นำสำรับอาหารมาให้ช่วยกันยกแคร่ไม้ไผ่มีเครื่องนอนวางอยู่ข้างบนเข้ามา รุณละจากถาดอาหารลุกขึ้นชี้ทิศทางให้สมุนวางแคร่ไว้ติดผนังถ้ำใกล้กับของเขา ผมรีบก้าวยาวๆ ไปกล่าวสนองคุณกับทั้งคู่

“ขอบใจที่ช่วยจัดหาให้ครับ”

๒ หนุ่มนักปล้นยิ้มให้ผมทีท่าอาทรเป็นครั้งแรก จากนั้นได้ช่วยกันยกหม้อข้าวสำรับอาหารกลับออกไปอย่างเงียบๆ หันไปทางเพื่อนเห็นเขาใช้ผ้าขาวม้าปัดเมล็ดข้าวสุกบนเสื่อกกเสียงพึ่บพั่บก้องถ้ำ

“นายจะเอาเสื่อไปปูหรือ?” ผมข้องจิต

“ปูไว้รองสูบ “หมู” …เปี๊ยกเคยสูบหมูหรือเปล่า?”

“เคยสูบ แต่หลายปีแล้ว พิธีเยอะ”

“เดี๋ยวเราจะทำให้สูบ”

นักเลงปืนผิวนิลลากเสื่อไปที่ซอกตั้งแคร่นอน จัดการปูลงระหว่างซอกแคร่ของเขาและของผมจึงตามไปทรุดลงนั่ง รุณล้วงไปใต้แคร่นอนของเขาหยิบเอาบ้องไม้ไผ่ขนาดเล็กยาวเกือบศอกพร้อมเขียงขนาดเล็กมาตั้ง ต่อมาเขาได้ส่งถุงพลาสติกใส่ใบจากให้

“เปี๊ยกหั่นใบจากให้เป็นฝอยเลยนะ เราจะเคี่ยวฝิ่น”

ผมรับถุงใส่ใบจากกับเขียงมาวางกับเสื่อเบื้องหน้า รุณขยับไปยกหมอนขึ้นหยิบเอามีดโบวี่หุ้มฝักหนังสีน้ำตาลกลับมายื่นให้ ผมรับมาเปลือยฝักโชว์คมเหล็กยามต้องแสงไฟตะเกียงขาวปลาบปานเงินสุก จึงใช้ปลายนิ้วหัวแม่โป้งปาดไปมาเบาๆ ทดสอบความคม

“เรื่อง คม อย่าห่วง…มีดกับปืนเหมือนเขี้ยวเล็บเรา” รุณบอกเสียงแน่น

อยากโต้เพื่อนสักประโยคว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นผมไม่เถียง แต่ในความคม นั้นไม่จำเพาะต้องเป็นคมศัสตราเสมอไป และทุกสถานะ คมอื่นหมื่นแสนไหนเลยจะสู้คม “ปัญญา” เฉพาะอย่างยิ่งในวังวนที่พวกเราดำรงอยู่นี่ คมปัญญาล้วนต้องใช้ควบคู่คมศัสตราที่ผมยึดปฏิบัติสม่ำเสมอจึงพ้นวิกฤตนานาทั่งศัตรูและในหมู่เพื่อนเลว

มือจับมีดหั่นใบจากทั้งกำให้เป็นฝอย ตาชำเลืองมองเขาแกะกระดาษแก้วห่อฝิ่นสุกสีดำสนิทออกใส่กระป๋องผักกาดดองว่างเปล่าแทนกระทะประมาณ ๒ ก้อนขนาดเมล็ดข้าวโพด แล้วคว้ากระติกสนามหัวเตียงเทน้ำลงไป ๓ ช้อนคาว จึงห่อฝิ่นที่เหลือติดกระดาษแก้วราวครึ่งตำลึงเก็บพลางเป่าลมออกจากปาก ผมหั่นใบจากเป็นฝอยเสร็จ นักเลงปืนผิวนิลจุดไฟแซ็กเข้ากับไส้แท่งเทียนยาว ๒ นิ้ว มีคราบน้ำตาเทียนจับ ไฟเทียนลุกแดงทีละน้อยเขาวางเทียนบนไฟแซ็ก มือซ้ายจับชายเสื้อยืดตัวเองไปจับขอบกระป๋องผักกกาดดองหรือกระทะบรรจุมหาภัยสีดำยกไปลนกับไฟเทียน ครู่เดียวน้ำผสมฝิ่นในกระป๋องเดือดพล่านควันลอยกรุ่น เจ้าของตำรับ “หมูนั่ง” หยิบแส้ทำความสะอาดลำกล้องปืน พลิกเอาทางด้ามที่เป็นลวดเหล็กคนน้ำกับฝิ่นในกระป๋องไปมาอย่างกระฉับกระเฉง

“พิธีเยอะหยั่งที่เปี๊ยกบอกจริงๆ กว่าจะได้สูบ” กุ๊กปรุงฝิ่นพึมพำ

ปากบ่น มือยังเคลื่อนไหว ฝิ่นกับน้ำละลายผสมผสานกันเริ่มเป็นยางเหนียว

“ได้ที่แล้วใช่ไหม?” ผมถาม

เปี๊ยกเทใบจากในเขียงนั่นใส่มาเลย” เขาบอกแทนตอบพร้อมราไฟ

ใบจากฝอยๆ ถูกผมเทจากเขียงลงกระป๋องผักกาดดอง รุณใช้ด้ามแส้คนฝอยใบจากคลุกเคล้ากับเนื้อฝิ่นซึ่งขณะนี้เหนียวเป็นยางออกสีนำตาลแก่จวบความร้อนลดลงค่อยรามือ บ้องไม้ไผ่ข้างกายเพื่อนถูกสำรวจสมรรถนะ เสียงน้ำในบ้องเต้นจนได้ยิน ส่วนผมหยิบฝอยใบจากเคล้าฝิ่นในกระป๋องขึ้นมาปั้นเป็นก้อนๆ ขนาดเมล็ดข้าวโพดแต่เบามือแล้ววางบนกระดาษตะกั่วชองบุหรี่ รุณเหลือบตามอง ยิ้มขรึมพลางหยิบ “หมู” ป้อนใส่ “โจ๊” ๑ ตัวอย่างประคบประหงมค่อยละมือไปหยิบกระป๋องนมใต้แคร่ซึ่งใส่เศษชิ้นกระดาษกล่องยาทันใจหรือเชื้อไฟไปวางเบื้องหน้า

“เราขอก่อนนะเพื่อน” เขากล่าวเบาแผ่ว

“ตามสบาย”

เชื้อถูกจุดกับไฟเทียนติดแดงวาบกำลังลนเผาไหม้ใบจากกับฝิ่นก่อเสียงปะทุเบาๆ ระคนเสียงน้ำในบ้องเต้นคล้ายน้ำเดือด หนังหน้าดำเป็นมันปลาบของผู้เสพแลเต้นระริก สองข้างแก้มตอบเป็นหลุมจากการใช้ลม เนื้อฝิ่นกับฝอยใบจากถูกเผาไหม้กลายเป็นควันสีเทาที่เพื่อนเงยหน้าขึ้นระบายออกทั้งจมูกและปาก ต่อมาเป็นทีของผมบ้าง และสลับหมุนเวียนกันได้คนละ ๓ ตัว พอรู้สึกครื้มอกครื้มใจก็ขยับขึ้นแคร่ แต่กลับคล้ายทั้งร่างชาไปหมด หูแว่นเสียงเขาถาม

“เปี๊ยก เป็นยังไงบ้าง มีอาการไหม?”

“เมา…” ผมสารภาพ

“นายคงห่างมานาน” เพื่อนว่า แต่น้ำเสียงฟังเหมือนดังมาแต่ไกล “หลังสุดเปี๊ยกสูบหมูที่ไหนล่ะ?”

“หลายปีแล้ว ดูเหมือนที่ก๊วนของ แดง แหว่ง ที่บ้านหัวกุญแจ”

รุณซึ่งขึ้นนอนบนแคร่เหมือนกับผมเงียบอยู่นานจนเอะใจ ก็หันไปมองปะเขาจ้องผมอยู่ก่อน

“เปี๊ยกรู้จัก แดง แหว่ง นานแล้วหรือ?”

“รู้จักตอนอยู่ในลาดยาว”

“ไอ้นี่แหละตัวแสบ คุมไอ้พวกสิงห์ป่าซุงเข้ามาลากไม้บ่อยๆ เราปล่อยมาตลอด…เจอกับไอ้อิ้นจนได้”

“แดงกับเรารู้จักกันจริง แต่ไม่ใช่ในฐานะเพื่อน แต่เป็นเพื่อนร่วมคุก”

“คงรู้สันดานมัน”

ผมไม่ออกความเห็น แต่ฉุกคิดถึงเรื่องที่ผมต้องการให้รุณลดการมีศัตรูขึ้นมาได้ เนื่องจากนักเลงปืนปากแหว่งนามนี้กับผมในยุคอยู่โลกแคบได้เคยพูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่ หากรุณ ตาแดงไม่ด่วนฆ่า ๒ เชลยสิงห์ป่าซุงทิ้งเสียก่อน ผมอาจช่วยให้ทั้ง ๒ ฝ่ายบรรเทาความรุนแรงต่อกันได้

ช่วงกำลังเคลิ้มทางความคิด พลัน…ประสาทหูแว่วเสียงฝีเท้าคน จึงรีบเปิดตาขึ้นพบเงา ๒ เงาเดินเหมือนวิ่งเข้ามาครู่เดียวก็หยุด เสียงห้าวๆ ของเพื่อนกังวานขึ้น

“เข้ามาทำไมวะ?”

“พี่อิ้นถูกยิง ลุงโป้แกขี่จักยานมาบอกพวกเราให้ไปดู บอกยังไม่ตาย”

รายงาน ๑ ใน ๒ สมุนส่งให้เราทั้งคู่ดีดตัวลงจากแคร่ไม่ต่างก้นติดสปริงรุณหลุดปากถามเสียงดัง

“รู้ตัวคนยิงหรือเปล่า?”

“ลุงโป้บอกตอนถูกยิงไม่มีคนเห็น”

“อะไรกันวะ” รุณชักร้อน “ไป…พวกมึงออกไปคอยข้างนอก บอกเตรียมพร้อมทุกคน”

“ครับพี่”

พอ ๒ บริวารของเพื่อนผละจาก ผมปราดไปยังถุงเป้หัวแคร่ ดึงเอา ๑๑ ม.ม. ออกมาเสียบเข้าซองเอว เมื่อหันกลับมาก็พบเพื่อนยืนจรดมือในท่าพนมหันหน้าไปทางทิศเหนือ ทำปากขมุบขมิบเหมือนสวดมนต์ สองดวงตาปิดพริ้ม อึดใจร่างเปรียวสันทัดเคลื่อนไหวก่อนเปิดตาขึ้นมองผมหล่นคำเชิงคาดคะเนเสียงแน่น

“มี ๒ พวกที่กล้าทำไอ้อิ้น”

“พวกสิงห์ป่าซุงใช่ไหม?” ผมเดา

“มีมันกับกลุ่มไอ้เสาร์ลูกชายกำนันจิต อาจถือโอกาสที่เราเพิ่งดวลกับพวกสิงป่าซุงลอบยิงเพื่อให้ทางเราเขวคิดว่าเป็นพวกสิงห์ป่าซุงมาแก้แค้น”

จบคำรุณ ตาแดงก้มลงคว้าเสื้อแจ๊กเก็ตฟีลด์ตัวเก่าสวมทับเสื้อยืด เอ็ม-๑๖ ปืนกลมือรุ่นใหม่ยุคนั้นซึ่งเขาเพิ่งประกอบเสร็จถูกตะปบติดมือก่อนก้าวนำออกจากถ้ำทันควัน ๔ ทุ่มแล้ว บริเวณปากถ้ำขณะนี้สว่างโพลงด้วยลำแสงไฟฉายกับคบไฟในมือกลุ่มสาวกเพื่อนทั้ง ๕ นาย ต่างกรูเข้ามาสมทบพร้อมอาวุธปืนยิงเร็วเก่าใหม่ครบมือทั่วหน้า แต่ละคนดุดันเหี้ยมเกรียม ใกล้ๆ กันที่หน้าเต็นท์สนามอันแสงไฟจากคบส่องสว่างรางเลือน มีชายสูงวัยนุ่งกางเกงขาก๊วยใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินปอนๆ ๒ เท้าเปลือยยืนเกาะจักรยานสองล้ออยู่ รุณปรี่ไปหาแก ปากถามห้วนๆ

“เกิดยิงกันเมื่อไหร่ ลุง?”

“สักพักใหญ่นี่เอง” ผู้เฒ่าบ้านป่าตอบ หางตาแลมาที่ผม

รุณสะบัดหน้าไปยังกลุ่มสมุน สั่งการฉับ “ใครก็ได้ช่วยยกรถของลุงโป้ขึ้นไปไว้ท้ายรถจี๊ปด้วย…เร็วโว้ย”

“อย่าเลยนายรุณ เดี๋ยวลุงขี่กลับเอง”

“มันไกลนะลุง แล้วก็มืดด้วย” รุณว่า

ชายสูงวัยไม่ขัดขืน ปล่อยให้บริวารเพื่อนแบกจักรยานสองล้อไปไว้ท้ายรถจี๊ปแล้วพากันขึ้นรถในบัดนั้น จี๊ปเล็กแผดเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มราตรีสงบเงียบ ไฟหน้ารถพุ่งจ้าเป็นลำยาว บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็น ป่าทั้งป่ามองทึบทะมึนจนยากจะสังเกตทิศทางถ้าไม่มีดาวเดือน

รุณ ตาแดงขับรถราววิ่งบนไฮเวย์ ทำเอาทุกคนในรถคว้าจับก้านเหล็กประทุนรถยึดร่างตนไว้มั่น ลุงโป้ซึ่งผมสละที่นั่งด้านหน้าให้นั่งคอตั้งระหว่างทางอันวิบากด้วยหลุมบ่อเล็กใหญ่ ทุกคนปิดปากตัวเองเงียบ ปืนคาร์ไบน์กับปืนเอ็ม-๑๖ ทุกกระบอกถูกกระชับด้วยมือขวาชูปากกระบอกขึ้นฟ้า จี๊ปเล็กแผดเสียงกึกก้องป่าบนเส้นทางวกวนประมาณ ๑๐ นาทีจึงปรากฏแสงไฟวอมแวมยังพื้นที่แอ่งกระทะหรือบ้านเขาวง

“ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านนั่นแหละที่นายอิ้นถูกยิงเจ็บอยู่”

ลุงโป้บอกโชเฟอร์พร้อมชี้นำประกอบ ทุกคนมองตามไฟหน้ารถพุ่งจ้าให้เห็นทางแยกเข้าหมู่บ้านที่ลุงโป้บอก มีชาวบ้านชายหญิงจับกลุ่มอยู่ ๗-๘ คน บ้างถือคบ บ้างมีไฟฉาย รุณนำรถเข้าจอด ชาวบ้านพอเห็นรถกับคนพากันผละหนี รุณรีบดับเครื่องยนต์รถตะโกนรั้งไว้

“เดี๋ยว…อย่าเพิ่งไป”

สุ้มเสียงเพื่อนประหนึ่งประกาศิต ชาวบ้านชายหญิงต่างชะงักกึก พวกเรากรูกันลงจากรถ ลุงโป้ก้าวยาวๆ ไปยังไหล่ทาง ไฟฉายในมือของรุณส่องตามแกไปยังจุดที่พบเสืออิ้นถูกยิง กลับพบแต่รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ฝุ่นเขรอะเปื้อนด้วยเลือดคน บริเวณใกล้เคียงก็ปรากฏกองเลือดยังไม่ทันแห้งสนิทส่งกลิ่นคาวคลุ้ง แต่ปราศจากคน…

“ไอ้อิ้นไปไหน?” รุณถามยังกลุ่มชาวบ้าน

ทั้งกลุ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผมเห็นท่าไม่ดีขยับเข้าหาผู้เฒ่าถามเอาบ้าง

“ตอนลุงไปบอกพวกผมอิ้นยังอยู่หรือเปล่า?”

“ยังอยู่ ยังไม่ตาย” ลุงโป้ยืนยัน “นายอิ่นถูกยิงหลายแห่ง”

ครั้งนี้ รุณ ตาแดงหันกลับไปยังกลุ่มชาวบ้านอีกครั้ง พร้อมก้าวย่างช้าๆ เข้าหา สีหน้ามึงทึง ผมตัดใจเข้าประชิตเพื่อนกระซิบข้างหู

“ขอให้เราถามพวกเขาเองนะเพื่อน”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก อันธพาน ครองเมือง 2012

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ