3784. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 43 สู่ทุ่งบางเขน (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 43 สู่ทุ่งบางเขน (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

๔ ทุ่มแล้ว บนสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเปิดไฟสว่างโร่บรรยากาศรอบตัวเงียบหงอย ชาวตะรางส่วนใหญ่นิทราหัวหางเกยก้มตามสภาพห้องอำนวยให้ บังเซ็มรุ่นอาวุโสย่านยมราชก็เพิ่มหลับไปเมื่อครู่ ส่วนตัวเองใช้แขนซ้ายหนุนหัวแขนขวาก่ายหน้าผากหลับตาคิดไปถึงวันที่นายเอ วัยรุ่นข่มขืนน้องสาวตนเองขณะล่ำลาผมด้วยน้ำตานองหน้าก่อนถูกส่งตัวไปศาลอาญา ซึ่งวันนั้นผมได้บอกเขาไปว่า

“การทรมานหรือทำร้ายตัวเองตามที่คิดนั้นเป็นเรื่องบ้าๆ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจำไว้”

หมดจากคิดเรื่องชาวบ้าน ผมมองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะวันที่บันดาลโทสะต่อยหน้าสิบเวรโดยนึกฉุนความวู่วามของตนในวันนั้นอย่างท้อแท้ เพราะนับแต่เช้าพรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมถูก “ตัดสิทธิ” เยี่ยมญาติทุกกรณี ยกเว้นทนาย แต่ก็ช่างมันเถอะ เรื่องมันจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อลิขิตนไม่ได้ ก็เล่นมันตามบทอย่างนี้แหละ ครู่ต่อมาจาสิงห์ภูเขาทองคล้ายแว่วอยู่ข้างหู

“มหาเหน่บอกว่า อยู่คุกหรือตะรางต้องมีเขี้ยวมีเล็บ ความเห็นแก่ตัวต้องมาก่อน…เอาเหอะ เปี๊ยกอย่ไปจนชินจะรู้สึกธรรมดาไปเอง”

นี่ก็มีส่วนจริง เพราะนับแต่จำศีลอยู่ใน สน.นางเลิ้งมาถึง ๒๙ วัน ผมมองเรื่องในตะรางเป็นเหตุธรรมดาได้สนิทใจ จนรู้สึกว่าเป็น “เบ้าหลอม” ระดับสอบสวนที่มีส่วนเสริมให้คนเลวในความรู้สึกอยู่เหมือนกัน ถ้ายังไม่ปรับสภาพตะรางให้พวกผู้ต้องหารู้สึกว่าเป็น “ห้องพัก” ธรรมดาของผู้มีปัญหาทางกฏหมาย ทั้งนี้ ควรกำจัด “กติกาเถื่อน” นั่นด้วย ถ้าหากยังมีหลงเหลือให้สิบเวรผู้ช่วยและนายร้อยเวรรีดเล่อดกับปูยันยุคนี้ นอนพลิกตัวคิดไปสารพัดเรื่องก็มาสะดุดคิดถึงคำบอกแก่พระคุณเจ้ากับแฟนสาวที่บอกว่าจะมาตอนเช้าพรุ่งนี้ด้วยทุกข์ใจขึ้นมาจนได้ ทั้งนี้ ผมควรจะกราบเรียนลาหลวงพ่ออย่างไรรวมทั้งควรจะพูดอะไรกับ “ก้อย” อดีตเมียให้ซาบซึ้งไปกว่า “ลาก่อน…ที่รัก” หรือ “สักวันหนึ่งเราคงได้พบกัน” ที่สุด บุคคล ๒ เพศก็เป็นเรื่องที่ผมใช้เวลาก่อนนิทราครวญหาด้วยความรู้สึกเดียวกัน คือความภาคภูมิที่มี “พ่อ” แต่เป็น “พระ” ไม่อาจตัดเลือดเลวก้อนนี้ทิ้งจนพลอยให้โลกติฉิน ส่วนอีกความภาคภูมิหนึ่งก็คือ “ก้อย” สาวงามเทพีหลายตำแหน่ง นางเองหนังและนางแบบสาวรุ่นที่กำลังถูก “แมวมอง” จ้องจับส่งเข้าวิมานสีชมพูหลังพล ๑ ของท่านหัวหน้าคณะปฏิวัติซึ่งให้ความหวังว่า

“ก้อยจะไปเป็นเมียน้อย ‘ท่าน’ แล้วก้อยจะช่วยพี่”

ครับ-เมื่อได้คิดถึงความหลังที่เคยผูกพันต่อกัน มันก็มีความสุขพอสมควรอย่างน้อยก็พาให้ลืมแผ่นกระดานที่นอนอยู่ได้ชั่วคราว หวนคิดถึงอดีตสิบโททหารม้าคนดังย่านท่าเรือคลองเตยพี่ชายของเธอแล้วต่างกันฟ้า-ดิน จนยากจนจะลืมภาพผอมโกโรโกโส นุ่งผ้าขาวม้าเก่าๆ ผืนเดียวก่อนลากจากเพื่อนเมื่อ ๒๙ คืนที่ผ่านมาให้สนิท

เช้าตรู่วันเดินทางมาถึง บังเซ็มสั่นกาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋เลี้ยงชาวตะรางถ้วนหน้าเป็นการฝากน้ำใจ และลึกลงไปแกฝาก “ลายนักเลงเก่า” ให้ชาวตะรางประจักษ์ด้วยวาจาว่า สิ่งที่แกรีดเร้นมาจากผู้ต้องหามีทรัพย์แต่ละท่านที่พลาดเข้าไปก็เพื่อพวกไร้ญาติหรือยากจนทุกคนในที่นี้ทิ่งสิ้น จึงขอกริการก่อนไปอยู่บ้านใหม่พร้อมกับผมเป็นการล่ำลา สิ่นคำ บรรยากาศภายในตะรางปรากฏเสียงปรมมือ เสียงฮือฮาพร้อมมีอาการผลักไสให้หนุ่มหนึ่งไว้ผมฮิปปี้ถูกจับเมื่อตอนผมเผลอหลับไปลุกขึ้นนั่งจนเห็นโฉมชัดตา ผมร้องลั่นอย่างดีใจ

“ไอ้ห่าธรรม เพิ่งเห็นหน้าวันนี้เอง”

ธรรม หรือ บุญธรรม ภู่สิริ อดีตเพื่อนซี้สมัยวิกน้าหวล(หอมหวล) ยังเฟื่องอยู่บางลำพู ผู้เคยตีตะโพนให้ลอยได้โดยไม่ต้องจับ โดยอาศัยจังหวะการตีประคองไว้จนแฟนลิเกกับเหล่า “แม่ยก” สวมมาลัยให้มากกว่าพระเอกชะอีกทว่าออกจะมีนิสัย “ห่าม” อีกทั้งเบ้าหลอมย่านตลาดบางลำพู, ตลาดนานา, จรดตรอกไก่แจ้ได้ปรุงแต่งอุปนิสัยเข้าให้อีก อาชีพศิลปินมือตะโพนวัย ๑๐ ขวบจึงกลายเป็น “ไอ้ธรรม” ตัวแสบของ สน.ชนะสงคราม เบื้องหน้าผมขณะนี้ หลังจากทักทายกันเรียบร้อย ผมพาเขาไปนั่งยังที่ตัวเอง จัดการชัดกาแฟกับปาท่องโก๋รับอรุณ โดยมีบังเซ็มฉากไปยืนตะโกนสั่งลูกชายวัย ๑๐ ขวบหน้าห้องควบคุมเสียงลั่นเรื่องอาหารมุสลิม

“นายเจอข้อหาอะไร?” ผมถามเพื่อนเป็นงานเป็นการ

“ก็จะมีอะไรถ้าไม่ใช่อันธพาล” มือตะโพนบอกเสียงขึ้นจมูก

“เรากับบังเซ็มจะถูกส่งตัวไปลาดยาวตอนสายนี้แล้ว” ผมบอก

“อ้าว…” ธรรมตีหน้าเหลอ ทำนายอนาคตเสียงขุ่น “หยั่งงั้น เรามาแทนที่นายพอดิบพอดี”

ผมไม่ทราบจะเทศน์กับเพื่อนที่มีชั่วโมงบินพอกันอย่างไรดี จึงเบนเรื่องไปถึงเหตุที่เขาถูกพรรคพวกในห้องเรียกให้ลุกขึ้นเมื่อครู่ ก็ได้รับคำบอกจากเขาว่าตนถูกขอร้องจากผู้ที่เคยได้ยินสุ้มเสียงตัวเองร้องเพลงสมัยอยู่ศาล เด็กๆ ต้องการให้เขาร้องเพลงอำลาให้กับบังเซ็มแล้วก็ผม

“ตอนเข้ามาทีแรกทำไมไม่ปลุก” ผมท้วงเรื่องเก่า

“เห็นกำลังหลับสบายเลยไม่ปลุก…เอาเถอะ ก่อนเปี๊ยกไปเราจะร้องเพลงเพื่อนายเพลงหนึ่ง”

ผมจับมืออดีตมือตะโพนบีบกระชับ “ขอบใจมาก เพื่อน แต่เราไม่อยากให้เอิกเกริก”

“เราตกลงใจแล้ว” เพื่อนยืนยัน

เวลาล่วงไปจนบรรดาผู้ต้องหาถูกส่งศาลอาญา, ศาลแขวงหมดสิ้น บนโรงพักก็เพลาความพลุกพล่าน สิบเวรนั่งกางหนังสือพิมพ์อ่านเอ้เต้อยู่ในคอก ทั้งสถานีได้ยินแต่เสียงรถกับเสียงพิมพ์ดีด บังเซ็มนั่งชัดอาหารมุสลิมเงียบเฉย และแล้วกลางความสงบน้ำเสียงของบุญธรรม ภู่สิริดาราดังบางลำพูขับขานขึ้นด้วยเพลงที่คาดไม่ถึงว่าเพื่อนจะมาร้องเป็นการส่งท้ายให้ ทว่าจำชื่อเพลงไม่ได้ แต่มีท่อนหนึ่งที่เขาส่อแววศิลปินเพลงทางน้ำเสียงคล้ายวิงวอน จนสะกดทุกคนแทบไม่เคลื่อนไหว

“…ครั้งพอ รศ. ๑๑๒ เสียราฐและพระตะบองที่จองแย่งไปให้เขา เพื่อไทยทั้งชาติ เพื่ออำนาจศาลยืนเศร้า ๔ จังหวัดเนื้อเลือดของเราเชือดให้เขาไปตามต้องการ…ปัจจุบันนี้ หากมีปวงมวลมิตรกล้ำกลืนขวานทองสักนิด เอาชีวิตแลกมันทุกด้าน…”

ด้วยลีลาการร้อง น้ำเสียง จังหวะและเนื้อหาของเพลง ดึงความรู้สึกหวนนึกถึงสมัยยังอยู่ในยูนิฟอร์มทัพบกเชิงฮึกเหิม ทั้งๆ ที่ทราบดีว่าอีกไม่นานจะต้องเดินทาง ที่สุดผมก็ต้องขอชมเพื่อนด้วยใจจริงที่สรรเพลงร้องให้คนหนุ่มเลือดเต้นได้ดียิ่งในบรรยากาศก่อนอำลา

๙ นาฬิกาตรง หลวงพ่อ พร้อม ๓ สาวในชุดกระโปรงทันสมัยอันได้แก่ ไก่, กุ้ง, และก้อยมาตามที่สัญญาไว้จริงๆ ดังนั้น ซี่กรงเหล็กหน้าตะรางยามนี้ผมยึดคนเดียว

“ก้อยนึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว หลวงพ่อให้แวะที่กระทรวงกลาโหม ติดต่อเรื่องพี่” เธอบอกระคนหอบ

“ได้ผลเป็นอย่างไร” ผมร้อนใจ

“ต้องรอให้ตำรวจรายงานไปยังต้นสังกัดให้ก่อน” หลวงพ่อตอบแทน เช้านี้แลสีหน้าพระคุณเจ้าอิ่มเอิบขึ้น

“ก็เป็นอันว่าผมต้องไปอยู่ลาดยาวก่อน จนกว่าทางทหารจะขอตัวไปดำเนินคดี”

“คงหยั่งที่พี่ว่าน่ะแหละ” ก้อยสนับสนุน

ผมมองทาง ๒ สาว ไก่กับกุ้ง ยิ้มให้เธอครู่หนึ่งจึงกล่าวหนักแน่น

“นับแต่วันนี้หลวงพ่อกับก้อยจะยอมเสียเงินก้อนเอาพี่ออกจากลาดยาวไม่ได้เด็ดขาด”

“ทำไมล่ะ” ก้อยกังขา

“ก้อยจะถูกหลอก”

“แต่ก้อยจะขอกับ ‘ท่าน’ เอง”

สิ้นคำเธอ ทิฐิในชาติบุรุษสำแดงอาการหึงหวงและน้อยใจที่บ่ามันไม่มีทั้งดาวและมงกุฎ

“หลวงพ่อกับก้อยรวมเงินไว้ให้เอ็งใช้ในนั้น ๓,๐๐๐ บาท เอาไว้ใช้สอยยามยาก”

“ไม่ต้องฝากครับ…” ผมว่าพลางเบนสายตาไปทางสาวงาม “เงินนั่นก้อยเก็บรวบรวมเป็นเงินก้อนทำทุนดูแลหลวงพ่อแทนพี่เถอะ…ในนั้นพี่มีเพื่อนอยู่หลายคนคงไม่มีใครทิ้งพี่หรอก…เอ้อ พี่อยากรู้เรื่องหมู่ด้อง ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ”

ผมเปลี่ยนเรื่องสนทนา แต่มันกลายให้ ๓ สาวสีหน้าเศร้าหมองทันที ผมรู้สึกหวิวใจตามสัญชาตญาณยังอดถามย้ำไม่ได้

“พี่ชายก้อยสบายดี หรือว่า…”

“พี่ด้องตายแล้ว เขาฉีดตัวเองตายจ้ะ”

“เผาเขาแล้วหรือ”

“ก้อยสวดให้เขา ๓ คืนแล้วเผาเลย”

เป็นอันว่าดาวดังท่าเรือคลองเตย “หมู่ด้อง” อำลาจากยุทธจักรแล้ว ผมยืนพูดคุยอยู่อีกราว ๕ นาที ปรากฏนายตำรวจชั้นประทวนแต่งกายรัดกุม อาวุธครบมือมารอผมด้านหลังพระคุณเจ้าเล็กน้อย สิบเวรเหลือบตามองดูผมซึ่งห่างกันไม่ถึงคืบพลางจ้องหน้าเขม็งขณะเปิดประตูให้ บังเซ็มออกไปก่อน พอแกเห็น ๓ การ์ดสวมกุญแจมือไขว้หลังบังเซ็มเรียบร้อย สิบเวรบอกคล้ายหยัน

“เชิญครับ ท่าน ลาดยาวนั้นกว้างนัก ท่านจะมีชีวิตเหมือนนกน้อยในไพรกว้าง”

ผมยิ้มปกติกับสิบเวร ขณะออกไปให้ ๓ การ์ดคุ้มกันสวมกุญแจเช่นเดียวกับบังเซ็นแล้วกล่าวล่ำลา ๓ สาว ซึ่งนัยน์ตาชักแดงระเรื่อกันทุกนาง พอถูกคุมตัวไปขึ้นรถจี๊ปเล็กตราโล่หน้าโรงพัก ทุกคนตามลงจากโรงพักมาที่รถอีก

๓ ตำรวจที่นั่งอยู่หน้ารถบอกยศร้อยโท พร้อมโชเฟอร์ชั้นประทวนหันมามอง ส่วนหลวงพ่อทรงองค์บนฟุตบาท ๒ ดวงตาไม่ละจากผม คงมี ๓ สาวงามเท่านั้นที่พากันมาที่รถพร้อมญาติๆ ของบังเซ็ม ระหว่างพูดจากับก้อย โชเฟอร์ชั้นประทวนใส่ไฟ

“จบเรื่องหรือยังครับ พี่ชายคุณไม่ตายในคุกแน่”

ก้อยสะบัดหน้าไปทางโชเฟอร์ สวนเอาตามวิสัย

“คุณนี่แกไม่ใช่พี่ชายหรือน้องชายหรือน้องชายหนูหรอกค่ะ แต่เป็น ‘ผัว’ ค่ะ”

จี๊ปตราโล่เคลื่อนออกจากสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งรางเหิน ผมกับบังเซ็มนั่งสงบคำตลอดทาง ส่วนเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้นรวม ๕ นายคุยถึง “เด็ก” ของตนที่ “หิ้ว” ไปจากโรงแรม คล้ายมิได้มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศร้อยโทนั่งหัวโด่อยู่หน้ารถ ทั้งยังว่าต่อไปนี้บรรดาตำรวจจะหมุนเวียนกันทุกสถานีในนครบาลเข้าไปคุมลาดยาวเพื่อผลด้านปราบปราม

“ถึงแล้วบ้านเรา กำแพงสีเทานั่นแหละ” บังเซ็มกระซิบ

ผมขยายเลนส์แก้วตามองกำแพงสีเทาไม่ไกล ซึ่งขณะนี้รถเคลื่อนเข้าใกล้ทางเข้า แล้วอดที่จะชมความใหญ่โตมโหฬารของคุณที่เศษคนในสยามบอกว่าเป็นคุกหรือเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ ณ ปากทางเข้าสถานอบรมฝึกวิชาชีพลาดยาว ผมก็พบบรรดาพรรคพวกที่ ‘เกม’ ตามท้องที่อื่นอีกไม่ต่ำกว่าสิบตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ต่างก็ขับรถทยอยตามกันเข้าไปเป็นขบวน

พอการส่งมอบตัวบุคคลอันธพาลบนตึกที่ทำการจนเสร็จภาระตำรวจ ก็เป็นเรื่องเข้าพบเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ซึ่งเป็นฝ่ายฝึกอบรมวิชาชีพยังประตูเหล็กบานหนาใหญ่ที่เปิดให้ผ่านโดยดี ไปนั่งลงกับพื้นซีเมนต์โดยมีโต๊ะเก้าอี้ของพนักงานเรียงรายเป็นตับ…แต่ไร้คน ไร้เงา ผู้ควบคุมยศสิบตำรวจเอกวัย ๓๐ ปี ที่คุมพวกเราเกือบ ๒๐ คนผ่านประตู ๑ เข้ามาบอกให้นั่งรอกันอย่างสงบที่นี่ก่อน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ฝ่ายทะเบียนประวัติคงไปสั่งอาหารที่ร้านค้าอยู่ ลับร่างผู้หมู่ บรรดาชาวยุทธ์หลากหลายถิ่นก็ได้จังหวะนั่งโอภาปราศรัยพลางสูบบุหรี่ฆ่าเวลา ๒๐ นาที บรรดาเจ้าหน้าที่จึงเข้าประจำโต๊ะเก้าอี้ บัดดล…เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงในห้องทำทะเบียนประวัติฯ

“ดับบุหรี่เดี๋ยวนี้”

ไม่มีใครมัวเสียเวลาหันไปยลโฉมผู้ระบุคำสั่ง ทุกคนใช้เกือกเหยียบดับบุหรี่ของตนในพริบตา แต่ควันบุหรี่ยังลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ผมลอบมองผู้ออกคำสั่งซึ่งแต่งกายชุดสีกากียศพัศดีโท ร่างเตี้ยล่ำ ท่านระเบิดออกมาอีกประโยค
“หยิบบุหรี่ที่ดับแล้วของใครของมันมาวางไว้ข้างหน้าตัวเอง…เร็ว”

วุ่นละครับ ผมสูบไปมวนเดียว แต่พวกปัดก้นบุหรี่มารวมเป็น ๒ ก้นจนได้ บางรายสูบบุหรี่จัด มีก้นบุหรี่เบื้องหน้าถึง ๖-๗ ก้น พัศดีโทก้าวเนิบๆ มายืนอยู่เบื้องหลัง สั่งการผาง

“ก้นบุหรี่เป็นของใคร ผู้นั้นต้องรับผิดชอบโดยกินให้หมดก่อนนับถึง ๓ ระวัง ๑….”

ผมตะปบก้นบุหรี่ ๒ ก้นยัดเข้าปากตัวเองทันใด ส่วนผู้อื่นก็ไม่มีใครขัดข้องกับคำสั่งกินก้นบุหรี่ตามบัญชา

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ