3779.เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 38 หลวงพ่อขอปืน (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 38 หลวงพ่อขอปืน (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

วันนี้ ฟ้ากว้างสีครามสวยบริสุทธิ์ เดือนส่องดาวสุกปลั่งวาววะวับดั่งประกายอัญมณี ใต้หลังคาฟ้าบนแผ่นดินการท่าเรือแห่งประเทศไทยริมฝั่งเจ้าพระยา ณ เรือนหอรอไล่ของหัวหมู่ทหารม้าคนดัง บัดนี้ บรรยากาศภายในห้องอันมีแสงตะเกียงโป๊ะจุดชูความสว่างให้ซึมเซาชวนเศร้า

ร่างผอมโกรกมีแต่หนังหุ้มกระดูกผู้เป็นเจ้าของเหย้านั่งหลังโค้งซบหน้าตัวเองกับหัวเข่า นัยน์ตาปรืออยู่มุมห้องที่เดิม ส่วนผมนั่งหันหลังพิงประตูห้องที่ปิดอยู่ สรรคำหว่านล้อมชี้แจงผลดีผลเสียให้เขาตัดใจละเลิกสิ่งเสพติดเฮโรอินมาแต่ตะวันลอน ก็ยังไม่ปรากฏว่าลมปากตนสามารถเหนี่ยวรั้งให้เขาหยุดเร่งวันตายได้จึงเหลือบดูนาฬิกาบนข้อมือพลางบอก

“หมู่…เกือบ ๕ ทุ่มแล้ว เราเห็นจะต้องไปก่อนล่ะ”

หัวหมู่กำลังพลเสื่อมดึงหน้าขึ้นจากหัวเข่า ยิ่มเศร้า ย่นหัวคิ้ว มองหน้าผมกล่าวเสียงเครือ ส่ออาการ พี้ ยาเต็มที่

“ฝากกราบหลวงพ่อแทนเราด้วยนะเพื่อน”

ผมผงกหัวรับ ใช้แขนยันตัวเองลุกขึ้นบิดร่างคลายเมื่อย แล้วขยับไปยืนหวีผม แต่น้ำคำเพื่อนถามเอาร้อนฉ่า

“นายจะไม่พบก้อยมันก่อนหรือ”

ผมจะปั้นหน้าตอบเพื่อนอย่างไรดี เพราะการเจาะจงให้ผมรอพบก้อยน้องสาวของเขาน่ะ เป็นสัญญาณเตือนให้ผมอ่านใจเขาก่อนตอบ

“เอาไว้วันอื่นเถอะ นี่มันดึกแล้ว”

“แต่ก้อยมันรักนายนะ เปี๊ยก” เขาทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ยื้มซึมและเสริม “เรื่องมันกะนายพี่แกะเล่าให้ฟังหมดแล้ว ทั้งตัวมันเองก็เล่าให้เราฟังทุกอย่างตั้งแต่ เก๊าตี๋ แอ๊ด ขุนตาล แล้วก็นาย”

“เราผิด นายด่าเราเหอะ” ก้มหน้าตอบ ละอายใจที่สุด

เพื่อนถามแทนสับ “เปี๊ยก นายรักน้องสาวเราหรือเปล่า”

“รัก-รักมากด้วย” บอกอย่างองอาจ

“แต่นายก็ยังหนีไปเสียหลายเดือน”

“เรื่องนี้ หมู่อาจไม่เข้าใจจิตใจเรา”

“เราพอรู้” เขาโพล่งออกมาทันควัน “และหากเราเป็นนายเราก็ต้องไปเพราะถ้านายกับมันอยู่ด้วยกัน อีไก่ อีกุ้ง กับแม่คงไม่สุขสบายหยั่งงี้หรอก ที่พูดนี่อย่าคิดว่าเราดูถูกนายนะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นด้วยบุญวาสนาของอีก้อยมันมีมาแต่ปางก่อน”

“ขอบใจที่หมู่เข้าใจเรา” ผมว่า ทั้งโล่งอก

หัวหมู่ยิ่มซึม ผมละจากหน้ากระจกไปถอดกลอนประตูเปิดออก ทรุดลงนั่งตรงหัวบันไดสวมถุงตีน จึงอยู่ในลักษณะหันหลังให้เพื่อน พอเสร็จกิจกับอาภรณ์ติดกายและคว้าถุงเป้ลุกขึ้นยืน เสียงพร่าสั่นของเขาคล้ายวิงวอน

“เปี๊ยก เราขอบใจที่หวัดดีต่อเรา”

ผมหันขวับไปในห้อง ด้องคลองเตย ใช้สองแขนค้ำยันหัวเข่าลุกขึ้นยืนคล้ายเส้นยึด ครานี้ผมมองเพื่อนด้วยรู้สึกเวทนาระคนสมเพชเมื่อเขาเดินต่อตีนไม่มั่นคงนักมายื่นมือให้จับ เราสัมผัสมือกัน ผมทิ้งคำลาสหายหนักแน่น

“หมู่…อย่าลืมว่า สีทหารไม่มีในตัวหมู่แล้วนะ ลาก่อน”

เขาบีบมือผมแน่น นัยน์ตาในเบ้าโบ๋ลึกร้างประกายจ้องหน้าผม

“เราซึ้ง ที่นายมีน้ำใจต่อทุกคนในครอบครัวของเรา จึงหวังว่าวันหนึ่งนายคงพบผู้หญิงที่ดีกว่าอีก้อย…โชคดีเพื่อน”

๕ ทุ่มเศษ เดือนยังส่องดาว ซ้ำยังส่องทสงเดินบนสะพานไม้ออกจากสลัมผ่านบ้านหลีงใหม่ของคนรักซึ่งปิดประตูหน้าต่างแล้วพานหนาวใจขึ้นมากะทันหันวิบเดียว จึงหักใจได้คิดว่าฟ้าลิขิตให้ฝันชั่วครู่ ลาก่อนสลัมล็อก ๑๑ ท่าเรือคลองเตย สนามคนที่หว่านเมล็ดพันธุ์ชีวิตหลากหลายเป็นบทเรียนแก่การแสวงโชคของผม ดังนั้นจึงรับเอาพรเพื่อนพร้อมทั้งพรตัวรวมกันคืนสู่ครอบครัวเพื่อนผู้มีพระคุณ ขอให้พระสยามเทวาฯ พระเสื้อเมืองพระทรงเมือง พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร จงอภิบาลให้เพื่อนและครอบครัวอย่าได้ลำเค็ญและทุกข์กว่านี้เลย

ที่สุดผมก็ได้อำลาเบ้าหลอมชีวิตเสี้ยวหนึ่งด้วยเจ็บร้าว ไปใช้บริการแท็กซี่หน้าโรงหมู เดินทางสู่อารามสงฆ์อันพระคุณเจ้าหลวงพ่อพำนัก ท่ามกลางความคิดถึงเส้นทางที่จะไปหลังกราบเท้าเรียนเรื่องปล้นสถานบริการให้พระคุณเจ้ากระจ่างก็ลงมติใจหมายร่อนไปหารัตนชัย วีรนนท์ ทายาทเจ้าพ่อบางนกแขวก กังวาน วีรนนท์เพื่อนชาวเฟืองรั้วพระนครเหนือคิดทำปศุสัตว์ ใช้ชีวิตโคบาลรอเข้ามอบตัวสู้คดีฆ่าครูฝึกยังศาลกลาโหมสืบไป

ครู่ใหญ่ แสงสีไฟย่านถนนวิสุทธิกษัตริย์กระตุ้นให้ผมเคลื่อนไหวสส่ายตามองทะลุกระจกรถออกไปสังเกตเภทภัยจากกลุ่มสก็อต สน.ชนะสงคราม และ ส.น.นางเลิ้ง ทั้งสองฝั่งถนนเงียบกริบ จวบจนโซเฟอร์เทียบรถจอดยังหน้าประตูวัด ผมจ่ายค่าบริการ มือขวาคลำปืนบริเวณซอกเอวซ้ายอย่างเคยชินทุกคราที่ผ่านเข้าพื้นที่อันตราย จากนั้นจึงเปิดประตูรถลงเหยียบถิ่นเดิม พร้อมผลักประตูรถปิดโซเฟอร์เคลื่อนรถทันที จากนั้นผมจี้ตามองไปรอบๆ ตัวเองทุกซอกทุกมุมก่อนเข้าวัดพบบ้านเรือนข้างเคียงปิดประตูหน้าต่างพักหลับนอนกันเหมือนปกติ จึงขยับก้ายาวๆ ผ่านประตูวัดเข้าไปรับสายลมประหลาดพัดกรูผ่านหน้า ใบมะขามแห้งที่ปลูกไว้คู่กันหน้าอุโบสถร่วงพรู กระดิ่งช่อฟ้าใบระกากังวานกริ๊งกร๊างคล้ายถูกเขย่าด้วยมือคน

ตั้งจิตแน่วไม่หวั่นไหวก้าวยาวๆ ผ่านหอระฆัง สำนักวิปัสสนา กุฏิพระเณร ตั้งแต่คณะ ๑-๒ กลางแสงไฟโคมบนเสาสูง พร้อมเสียงหมาเห่าตามหลังไม่กี่ตัว เพราะบางตัวมักคุ้นกลิ่นแล้ว พอหลุดร่างเข้าคณะ ๓ เห็นกุฏิจำพรรษาพระคุณเจ้าปิดไฟมืดก็ค่อยๆ ย่างขึ้นบันได โดยมีพรรคพวกที่เคยขุนสมัยอยู่วัด ๔-๕ ตัวส่ายหางร้องอี๊ดอ๊าดคลอเคลียอยู่ข้างๆ บันไดปลุกพระคุณเจ้าแทน สักครู่ไฟฟ้าหน้ากุฏิถูกเปิด เสียงกลอนประตูดังเบาๆ อึดใจบานประตูไม้เปิดออกบานหนึ่งพระคุณเจ้าชะโงกหน้าออกมามอง ผมขยับไปถึงประตูกุฏิดึงถุงเป้จากไหล่ลงวาง พลางกราบลงแทบเท้าท่าน

“คิดอยู่เหมือนกันว่าสักวันเอ็งต้องมา” ท่านกล่าวเสียงขรึม

“ผมร้อนใจเรื่องปล้นครับ”

“เขามาข้างในก่อน” ท่านบัญชาก่อนถอยกลับเข้าห้อง

ผมจัดแจงถอดรองเท้าลุกไปซุกไว้ข้างตุ่มน้ำ พระคุณเจ้าปิดไฟหน้ากุฏิผมย่องเบากริบเข้ากุฏิพร้อมปิดประตูลงกลอน ทรุดลงนั่งห่างจากโต๊ะหมู่ตั้งพระพุทธรูปมือพนมระหว่างอก พระคุณเจ้านั่งยังอาสนะเดิมด้านซ้ายข้างโต๊ะหมู่ ผมลอบมองเรือนกายอันห่มด้วยสบง รัดประคด และอังสะ เพราะอาทรที่เวลาลบความกำยำองค์ท่านทรุดโทรมลงมาก ต่อมาท่านกล่าวเสียงเบานุ่มชัดเจน

“เรื่องของเอ็งนี่มันชักจะลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ พ่อออกจากวัดพบญาติโยมมีแต่พูดถึงเอ็งเป็นเสียงเดียวว่าไม่พ้นคุก ซึ่งก็ได้แต่รับรู้ รับฟังเขาไว้ ใจนั้นไม่คิดซ้ำเติมเอ็งหรอก แต่อยากเตือนให้เอ็งมองย้อนไปดูเพื่อตรึกตรองดูว่าความจริงแล้วมันมีอะไรเหลือในชีวิต

“ผมผิดเองครับ”

ดวงตาเคร่งขรึมของท่านจ้องหน้าผมวับเดียว พรูลมหายใจแรง ถามเสียงดัง

“บอกได้ไหม เมื่อไหร่เอ็งจะเข้ามอบตัว”

“อีก ๓ เดือนครับ”

“แล้วเวลา ๓ เดือนนั่นเอ็งจะไปทำอะไร”

“ผมจะขึ้นไปทำไร่ที่ราชบุรีครับ”

พระคุณเจ้าผงกศีรษะ มือหนึ่งเอื้อมไปหยิบกาน้ำชามารินลงถ้วย ๒ ใบ แล้วยกออกจากถาดวางลงเบื้องหน้า ผมก้มลงกราบ ท่านถามอีกประโยค

“เอ็งยังจำคำที่เคยท่องได้ไหม”

ผมเงยหน้าขึ้นกล่าวภาษิตนั่นทันควัน “อย่าทะเลาะกับนาย อย่าเป่าไฟใต้ลม อย่าถือมีดคมไม่มีฝัก และอย่าทิ้งเมียรักให้ห่างไกล ครับผม”

“สี่อย่างนี้แหละ หากเอ็งปฏิบัติได้ มันจะบรรเทาทุกข์ได้เช่นกัน”

สิ้นคำท่าน เสียงหมาเห่าเกรียวขึ้นกลางความเงียบ ดวงตาพระคุณเจ้าประสานตาผม คิ้วขมวดถามสั้นๆ

“เอ็งพาใครมาด้วยหรือเปล่า”

“เปล่าครับ” ตอบท่าน พร้อมทำท่าจะลุกขึ้นใจเต้นรัว

เสียงหมาดังชัดหูขึ้นอีก ผมเงี่ยหูคำนวณเสียงสัตว์ตามความเคยชินบนพื้นที่ทุกตารางนิ้ว พอจำแนกได้ว่าเสียงหมาเห่าดังขึ้นสองแห่ง ก็พรวดลุกขึ้นยืน

“อะไรกัน” พระคุณเจ้าท้วง นัยน์ตาดุ

“ตำรวจแน่ๆ ครับ” ผมบอก ทั้งไม่ยอมนั่งลง

ท่านขยับลุกบ้าง ทั้งรีบคว้าจีวรขึ้นครองลวกๆ บัดดลปรากฏเสียงหมาระคนเสียงย่ำเกือกดังกุกกักบอกจำนวนเกิน ๒ คนขึ้นไป จึงกระชากคอบร้า .๓๘ ออกจากชองซอกเอวสลัดโม่สำรวจกระสุน พระคุณเจ้าเบิกตาวาว ผมยกมือที่ถือปืนไหว้ท่านแล้วพรวดไปที่ประตูหมายชมให้ชัดตา กลับหน้าร้อนฉ่าเมื่อเสียงย่ำเกือกดังกึกกักตรงเชิงบันไดกุฏินี่เอง อย่างรวดเร็วผมปราดไปยังหน้าต่างกุฏิค่อยๆ ดึงสลักออก

“เปี๊ยก…” ท่านขานเบาๆ

“ครับผม”

“เอ็งยังจะหนีเขาอีกหรือ”

“ตำรวจนะครับ ไม่ใช่สารวัตรทหาร” ผมข่มใจเรียนท่าน

“หยั่งงั้นขอปืนพ่อเถอะ”

“หลวงพ่อ!”

นัยน์ตาดุลุกวาบ “ถ้าเอ็งถือปืน ตำรวจเขาก็ต้องใช้ปืน”

“ผมจะใช้ต่อเมื่อตำรวจใช้ครับ” บอกพลางแง้มบานหน้าต่างเปิด

“ไอ้เปี๊ยก!” ท่านตะคอก

ผมสะดุ้ง หันกลับไปเผชิญหน้าท่าน ความน้อยเนื้อต่ำใจกับอาการเคี่ยวเข็ญให้วางอาวุธคู่ใจทางน้ำเสียง กิริยา และสายตาท่านในยามนี้ ยามที่ลูกชายคนเดียวของท่านไร้หลักประกันกรณียิงทิ้ง จึงมีแต่น้ำตาวิงวอนท่านขอสู่จนตัวตายหากเจ้าหน้าที่ระเบิดกระสุนปืนขึ้นก่อน

“อย่าโง่ อย่าเซ่อ วางปืนไว้บนโต๊ะนั่น เร็ว”

ทั้งรัก ทั้งช้ำ แน่นทรวงอก น้ำตาอาบหน้าเยี่ยงนี้ก็ไม่อาจเลวชาติก่อเรื่องอกตัญญูได้ จึงวางปืนบนโต๊ะวางถาดธูปเทียนแล้วพนมมือไหว้ลา พระคุณเจ้าทำตาปริบๆ ริมฝีปากสั่นระริก ผมหันกลับไปเปิดหน้าต่างออกทั้งสองบาน แล้วปีนขึ้นไปบนกรอบมองฝ่าความมืดไปยังประตูทางออกหลังวัดพร้อมทื้งร่างลงจากหน้าต่างกุฏิในลักษณะทิ้งย่อทว่าน้ำหนักตัวที่ไม่อาจลดได้ทิ้งฮวบลงปลายตีนดังตั้บ ไฟฉายไม่ต่ำกว่า ๓-๔ กระบอกพุ่งวาบมาทางผม

“หยุดนะ นี่เจ้าหน้าที่” คำสั่งดังมาแต่เงามืดข้างต้นมะปราง

ใครจะหยุด ผมสับตีนเปล่าเปลือยวิ่งไปทางประตูหลังอย่างไม่คิดชีวิตเสียงตะโกนโหวกโวยลั่นธรณีสงฆ์ เหลือระยะ ๓๐ เมตรก่อนถึงประตูวัด ผมเห็นเงาตะคุ่มๆ บริเวณต้นมะเฟืองหัวมุมกุฏิท่านเจ้าอาวาส แต่ไม่อาจหยุดหรือถอยได้จึงทุ่มกำลังหมายหักด่านคน กระทั่งย่นเข้าระยะ ๑๐ เมตร กลางแสงไฟฉายจี้กันมาตลอด เงาตะคุ่มๆ โคนต้นมะเฟืองที่จับตาอยู่ได้โผนออกขวางปัก ๒ ขายืนจังกาสำทับเสียงสะท้าน ปืนในมือประทับหรา

“หยุดนะ ไอ้เปี๊ยก”

ยั้งหรือหยุดไม่ได้แล้ว ผมกระโจนขึ้นแทงเข่าลอยพังด่านคนดังปึ้กพร้อมๆ กับเสียงปืนแผดสนั่นแสบร้าวไปทั้งหู ๑ นัด กลิ่นดินปืนฉุนกึก มือปืนซึ่งเจอเข่าลอยกลางแผงอกถลาเปิดทาง

ทว่าเพียงขยับตัวออกสตาร์ต อาการจุกเสียดก็แผ่แน่นไปทั้งหน้าอก ขาสั่นเหมือนสูญพลัง ยืนไม่ติดที่จนต้องผวาไปคว้ารั้วไม้ทรงร่าง มือขวากดทับบาดแผลกระสุนปืนบริเวณท้องน้อยไว้ โดยมีแสงไฟฉายไม่ทราบจำนวนพุ่งจ้ามายังร่างผมเป็นจุดเดียว ผมยืนใจสั่นระริก หูอื้อ ไม่ได้ยินศัพท์เสียงกลุ่มสก็อตสั่ง มือขวาที่กดปิดแผลอยู่เลือดทะลักซุ่มโชก ครู่เดียวผมก็ร่วงผล็อยไปกองอยู่ข้างๆ รั้วกุฏิท่านเจ้าอาวาสหมดสติในเวลาต่อมา

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ