3777. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 36 ปูมหลังเปื้อนบาป (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 36 ปูมหลังเปื้อนบาป (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

หลังจากตระเวน เซิ้ง ภายในงานในงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์หรืองานปากน้ำบรรเทาแค้น อาจาร์ยเต้า ชาวยุทธ์รุ่นใหญ่ เชียนล้วงกระเป๋าและหมอสักชื่อดังซึ่งเป็น นิ้ว ตำรวจ จี้ เอาตัว แอ๊ด_เสือเผ่น เข้าตะรางจนตะวันเบิกฟ้า ผมก็เร่ชีวิตเดียวไปเคียงบ่ากับ เสืออบ หรือ ตี๋ขยันกิจ และหมู่วร วุฒินันท์ หลานชายนายพันตำรวจเอกคนดังอดีตอัศวินคู่ใจ พอ.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ค้าของเถื่อน แร่เถื่อนอยู่ละแวก ๓ จังหวัด เช่น ปราจีนบุรี ฉะเชิงเฉรา และชลบุรี ราว ๔-๕ เดือน พอรู้ทางจร ไอ้เสือหน้าหยกรับงานยิงเสี่ยเขียงหมูกลางตลาดสดชลบุรีกลางสายตาประชาชนนับร้อย จึงจำร่อนเข้าโคราชอาศัยเพื่อนทหารในค่ายสุรนารีพักมองเส้นทางสายอีสารว่าจังหวัดใดเหมาะแก่การเยือนในสายตาคนเที่ยว พร้อมกัน ผมก็มิได้ทิ้งข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาประกอบการตัดสินใจ

และแล้วช่วงกบดานอยู่ในบ้านพักทหารในค่ายสุรนารีได้ช่วยให้ผมมีเวลาคิดถึงชีวิตที่เคล้าคลุกกับความสามานย์นับแต่จำความได้ เพื่อลำดับเหตุที่ดลให้เต็มใจเลือกเดินบนขวากหนามนี้ กลับไม่อาจหาบทสรุปได้เช่นเดิมจึงฝาก รางวัลชีวิต เป็นเศษไปผสมเชื้อการพัฒนาเยาวชนหากมีค่า อย่างไรก็ก็ดี การที่จะกล่าวขานถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะบิดามารดาอันสูงส่งเกินเปรียบโดยไม่กราบไหว้ ก็ผิดวิสัยคนที่ยังไม่เถื่อนจึงเอาหน้ากระดาษล้ำค่าทางปัญญาสนาม มติชน กระทำสิ่งที่ใจปรารถนาตามฐานะอันควร

(….แด่ดวงวิญญานพระคุณเจ้าหลวงพ่อ อันเป็นสุดที่รัก สุดบูชา บัดนี้ลูกมีวาสนาได้จับปากกาแทนปืน และยังคงความทรงจำในอดีตของเราพ่อ-ลูกไม่เคยเลือน ได้พยายามปั้นชีวิตเลวของตนกับผองเพื่อนทางอักษรสะท้อนสังคมเพื่อนร่วมชาติ ถึงวันนี้ลูกไม่อาจที่จะปิดปูมตัวเองให้ยากแก่งานวิเคราะห์ของบุคคลที่สนใจ จึงกราบขอความเมตตาขออนุญาตพระคุณเจ้าให้ลูกได้ปั้นชีวิตเราให้สมบูรณ์ดังปณิธานด้วยเถิด)

ย้อนกลับไปเมื่อ ๕๐ ปี ที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีนั้น คือถิ่นที่เกิดของพ่อซึ่งมีปูแก้วกับย่าแม้นเป็นหัวหน้าครอบครัว ส่วนพ่อเป็นพี่ชายคนโต มีน้องสาว ๒ คน ชื่อ อาละม้าย กับอาละเมียด มีอาชีพทำสวนทุเรียนมาตั้งแต่เกิดพอมีรายได้เลี้ยงทุกคนในครอบครัวไปตามภาวะ ตกไปถึงช่วงพ่อถูกเกณฑ์ทหารท่านก็ได้สมัครทหารดุจเดียวกับผม ต่อมาระหว่างที่พ่อเป็นทหารอยู่ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ พ่อต้องลาจากกรมกองกลับไปช่วยปู่กับย่าและน้องๆ ของท่านกู้สวนไม่ยอมให่สวนล่ม เพราะทุเรียนนนท์อ่อนแอไม่ทนน้ำดังพืชผลอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ปูก็เอาเงินที่เก็บสะสมไว้ไปซื้อดินท้องนามาทำคันเสริมโดยรอบสวน แต่ฝนกลับเทไม่หยุดจวบกระทั่งสวนหักพังครืนในกลางดึกคืนหนึ่ง พ่อเล่าว่าเสียดังสนั่นจนพ่อสะดุ้งตื่น ค่นนั้นทุกคนได้แต่ยืนน้ำตาคลอ ยุคนั้นมีแต่ระหัดวิดน้ำ ไม่มีเครื่องสูบน้ำ ต้นทุเรียน ๘๕ ต้น ภายในเนื้อที่ ๔ ไร่ ถูกน้ำท่วมขัง อย่างเก่งสุดไม่เกิน ๓-๔ วัน ใบก็เหลืองแล้ว ทว่าบังเอิญฝนหยุดน้ำทรง ปูกวาดเงินในกำปั่นงวดสุดท้ายซื้อดินถมทำคันใหม่แล้วเช่าระหัด ๔ ตัว ฉุดน้ำออก

ทุเรียน ๘๕ ต้นรอดชีวิต แต่ทุกท่านในครอบครัวไม่มีจะกิน หนี้ค่าน้ำค่าดินที่เกินงบฯ ทำให้พ่อต้องหนีทหาร หาทุนได้ก้อนหนึ่งก็นำไปต้มเหล้าเถื่อนขายแต่ถูก นักเลงโต ประจำอำเภอบางใหญ่ชื่อ โชติ หาเรื่องกลั่นแกล้งแจ้งสรรพสามิตอำเภอ จับ ๓ ครั้งซ้อน ปู่จึงบอกให้พ่อเลิกทำเพราะยิ่งทำยิ่งเพิ่มหนี้สิน แต่ท่านไม่เชื่อขอทำอีกครั้ง ถ้าถูกจับครั้งนี้ท่านจะเลิกเด็ดขาด พอเริ่มต้มเหล้าได้ที่เตรียมออกขาย สรรพสามิตเจ้าเก่าก็บุกถึงเตาถึง ซึ่งหนนี้ท่านเลิกตามสัญญาที่ให้ไว้กับปู่ แล้วหันไปตัดคอ นักเลงโชติ หมกสวนแทน เรียนเล็กจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่

พ่อไม่ยอมมอบตัวสู้คดี กลับหนีเตลิดไปใหญ่ จนมีชื่อเข้าหู พระกล้ากลางสมร มือปราบยุคนั้น ระหว่างหลบหนีอาญาพระกล้าฯ พ่อได้พาผู้หญิงคนหนึ่งท้องอ่อนๆ มาฝากปู่ไว้ จวบสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดขึ้น พ่อถูกพระกล้ากลางสมรพาตำรวจกับนายอำเภอบุกถึงบ้านล้อมจับกลางดึง เพราะท่านเอาเงินมาให้ครอบครัวไถ่สวนถึงบ้าน แต่ท่านหนีรอดจากบ้านไปจนมุมในโบสถ์ร้างกลางทุ่ง มีปืนอยู่กระบอกเดียวกระสุน ๒ นัด ขณะนั้นตำรวจกำลังขนกิ่งไม้แห่งสุมโบสถ์ร้างหมายเผาทั้งเป็น พอดีพระกล้าฯ กับนายอำเภอมาถึง พระกล้าฯ จึงบุกเดี่ยวเข้าไปเกลี้ยกล่อมท่าน อีกทั้งคนในครอบครัวรวมทั้งผู้หญิงท้องออ่นนั่นก็ร่วมด้วย เล่าถึงช่วงนี้ ท่านหลุดคำพาเอาผมชื่นใจจนถึงวันนี้ว่า
“พ่อรู้ว่าพ่อมีลูก ไม่อยากให้ตัวตายอย่างโจร”

เวลาผ่านไป….ผมเกิดมายลโลกจำได้ผมเรียนหนังสืออยู่ ป.๕ อยู่วัดกับหลวงพ่อสิทธิ์ฯ วัดราษฎร์ฯ เวลานั้นรู้เพียงว่าแม่เสียชีวิตตั้งแต่สงครามโลกยุติส่วนพ่อเข้าไปแสวงโชคอยู่ในเมืองหลวงรวมเวลา ๙ ปีแล้ว จู่ๆ วันหนึ่งได้มีเจ้านายท่านหนึ่งมาที่วัด มาคุยกับหลวงพ่ออยู่นานก็จากไป ตก ๒-๓ วันต่อมาตอนสายแล้ว ผมถูกหลวงพ่อพาไปพบเจ้านายคนเดิมที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี โดยบอกว่าจะได้เห็นหน้าพ่อเสียที วัย ๙ ขวบ ผมทราบแล้วว่าพ่อเป็นนักโทษบางขวาง ต่อมาพ่อที่ผมเพิ่งเห็นหน้าพาไปอยู่เมืองหลวงอยู่กับเจ้านายที่พ่อเรียกติดปากว่า ท่านเจ้าคุณ พ่อเป็นคนขับรถให้ท่านเจ้าคุณนั่ง ผมถูกเลี้ยงดูอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ พื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ อย่างลูกคนใช้ จึงแบกความอัปยศจากบรรดาลูกท่านหลานเธอ จนปลายปีมัธยมฯ ๒ ผมเห็นพ่อถูกตำหนิเมื่อคุณหญิงใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวเช็ดเบาะรถแล้วสีผ้าหม่นไปว่า

“เอาเวลามาทำความสะอาดรถบ้างสิ ลูกน่ะมันโตแล้ว ไม่ต้องขลุกอยูากับมันหรอก”

น้ำคำนั่น ผมรู้ว่าพ่อ เจ็บ เพราะท่านเพิ่งทำความสะอาดเสร็จก่อนคุณหญิงจะมาใช้รถ ซึ่งมีผมช่วยอยู่ตลอด ในที่สุดคืนนั้นในเรือนพักคนใช้หลังตึกใหญ่ ผมนอนร้องไห้คนเดียว คิดถึงหลวงสิทธิ์ฯ คิดถึงวัด คิดถึงหลวงตานิ่ม ที่เคยเก็บแกงเก็บขนมหวานไว้ให้กินยามหิวโซมาจากโรงเรียน

ตกราว ๕ ทุ่มน้ำตาผมเหือดไปเอง พ่อกลับมาถึงห้อง มีก๋ยวเตี๋ยวผัดไทยมาฝาก ผมจึงคุยกับท่าน ขอให้ออกจากบ้านนี้เสีย พ่อจะไปอยู่ไหน ผมไปทุกแห่ง ไม่เช่นนั้นผมขอกลับไปอยู่วัดดังเดิม แล้วคืนนี้เองที่ท่านเปิดอกบอกเล่าทุกสิ่งที่ผมกล่าวมาจนละเอียด พร้อมทั้งเสริมว่าเมื่อไปจากที่นี่แล้วท่านก็คงต้องหางานอิสระทำ จากนั้นท่านก็พาผมเข้าล่ำลาท่านเจ้าบ้านออกไปเช่าห้องอยู่แขวงบ้านพานถม ถนนวิสุทธิกษัตริย์อันเสมือนดงนักเลง-โสเภณี ลงทุนซื้อจักรยานสามล้อขี่รับผู้โดยสารส่งผมเรียนจนขึ้นมัธยมฯ ๓ ท่านจึงเลิกขี่สามล้อหันไปทำงานกลางคืนที่บ่อนไฮปิง โดยจะออกไปทำงานตอน ๔ โมงเย็นทุกวันไป

ดังนั้นพอกลับจากโรงเรียนผมก็แวบเข้าบ่อนข้างบ้านหาลำไพ่ส่วนตัว แต่พ่อรู้พฤติการณ์ ได้พยายามดึงผมให้ห่างเพื่อนเลวในสายตาท่าน ไปใกล้ชิดท่านกระทั่งได้ติดตามท่านเข้าไปเห็นกาสิโนระดับชาติเต็มตาถึงได้ทราบว่าพ่อมารับจ้างกำถั่วให้กับทางบ่อนเขากินเปอร์เซ็นต์ พอขึ้นมัธยมฯ ๔ พ่อได้เงินก้อนใหญ่ไปไถ่ที่สวนทุเรียนคืน แต่ผมยิ่งจัดเจนชีวิตและห่างพ่อ ออกเที่ยวเตร่ไปกับนักเที่ยวรุ่นใหญ่ที่นิยมชมชอบ จวบพ่อถูกผู้ทรงอิทธิพลในกลุ่มกาสิโนสั้งให้เลิกอาชีพการพนัน โดยไม่บอกสาเหตุ และไม่นานท่านก็ล้างมือจากบ่อนไฮปิงเขัาอุปสมบทตามที่ลำดับมาแต่ต้น

มาวันนี้ ผมผู้เป็นทายาทโทนของพระคุณเจ้าหลวงพ่อคงเข้าเกณฑ์ชะตาดุจเดียวกับท่าน จึงร่อนหนีการตามล่าถึงถิ่นท่านท้าวสุรนารีสตรีไทยนี่กระมัง เวลากับวัยล่วงไปอีกราวเดือนเศษ เย็นวันหนึ่งหมู่เกียรติเพื่อนผู้ให้ชายคาซุกชีวิตหลบแดดฝนเลิกงานกลับที่พักเหมือนทุกวัน แต่วันนี้หัวหมู่จากรั้วเฟืองไม่เพียงยื่นหนังสือพิมพ์ให้อ่นเหมือนเคย ยังขยายความข่าวหนังสือพิมพ์ขณะถอดถุงเท้าสุ้มเสียงหนักแน่น

“มีข่าวนายติดเอี่ยวร่วมกับขุนตาลปล้นอาบ-อบ-นวด ไมอามี่เมื่อ ๔-๕ เดือนก่อน โดยคำยืนยันของไอ้เบิร์ดเด็กเชิญแขกที่ร่วมมือกับขุนตาล แล้วตำรวจกันไว้เป็นพยานว่ะ นายรู้จักมันไหม”

วาจาจากคำถามเพื่อนคล้ายเชื่อถือข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าผมต้องร่วมงานนี้กับดาวดังสุทธิสาร จึงบอกตามความจริง
“เราไม่ได้ปล้น กับไม่เคยรู้จักไอ้เบิร์ด แต่พอรู้ว่าขุนตาลจะปล้นไมอามี่โดยมี เปี๊ยก เทวราช ร่วมด้วย”

หัวหมู่เกียรติครางส่อความสงสัยทางสีหน้า “เมื่อนายไม่ได้ยุ่ง ทำไมไอ้เด็กนั่นถึงซัดนายล่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”

ผมยืนยันอีกประโยคด้วยอารมณ์พล่านเมื่อ หวย มา ล็อก เอาที่ผมอีกคดี จากนั้นจึงตั้งใจอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายงานคนร้าย ๔ คน บุกเข้าปล้นอาบ-อบ-นวด ไมอามี่ กวาดเงินสดกับเครื่องประดับจากพนักงานชาย-หญิง พร้อมแขกผู้มาใช้บริการหมอนวดสาวไปเฉียด ๒๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อ ๕ เดือนก่อนบัดนี้ เจ้าหน้าที่จับคนร้ายได้ ๔ คน มีลูกชายนายทหารใหญ่นาม ขุนตาล อดีตวัยรุ่นชื่อดังย่านสุทธิสารเป็นหัวหน้าคุมสมุนปล้น ต่อมาหลังจากสอบปากคำคนร้ายทั้ง ๔ นาย มีวัยรุ่นพนักงานของสถานบริการที่ร่วมมือกับคนร้ายชื่อ เบิร์ด รับสารภาพตลอดข้อหาว่าตนเป็นเพียงคนดูต้นทางกับคอยให้สัญญานคนร้ายเข้าปล้น ไม่ได้ร่วมงานด้วย แต่มีคนร้ายเข้าทำงาน ๔ คนนั้น ไม่ใช่ตน เป็นคนร้ายที่ตำรวจยังจับตัวไม่ได้ มีนิกเนมในหมู่นักเที่ยวที่รู้จักกันดีว่า เปี๊ยก บ้านอยู่แถวๆ บางขุนพรหม ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวอยู่คาดว่าไม่เกินสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่คงติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ชื่อนายเปี๊ยก ที่ยังหลบหนีอยู่ได้

ข้อความตามข่าวที่ผมสรุปให้กระชับมีแค่นั้น ไม่ระบุด้วยว่านายเปี๊ยกไหน แซ่อะไรเหล่านี้ แม้ทราบในทรวงดีว่าไม่ใช่ผมแน่ แต่มองหาช่องแก้ต่างให้ตนพ้นภัยไม่เห็นกระทั่งรูให้ลมลอดเลยอ่อนใจ ครู่ใหญ่หัวหมู่อาทรแทน

“นายจะทำยังไงกับเรื่องนี้ ยังไงเสียควรให้ผู้ใหญ่ทางเราไปเคลียร์กับตำรวจก่อนเป็นดีที่สุดนะเปี๊ยก”

“ใครเขาจะเชื่อ ในเมื่อตัวเราไม่ออกไปโวยเอง” ผมชี้อุปสรรค “และเมื่อเราออกไปแสดงตัว เกียรติคิดหรือว่าตำรวจเขาจะยอมให้เราลงจากโรงพักสบายๆ ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ข้อหาประพฤติตนเป็นบุคคลอันธพาล”

“ตกลงนายจะปล่อยเลยตามเลย”

“ไม่ปล่อยหรอก เราต้องการรู้ให้แน่ว่าตำรวจมุ่งไปที่ใคร เปี๊ยก เทวราช หรือเรา”

“ดวงนายแย่มากว่ะ เปี๊ยก” หมู่ทำหน้าที่โหร พลางงึมงำต่อ “อยู่วิทยาลัยนายก็ดังเสียเกือบทุกงาน เป็นทหารคิดว่าจะสบายกลับตายสนิท…หยั่งงี้เมื่อไหร่นายจะได้ปักหลักเป็นที่”

“คิดว่าคงมี” ผมว่ายิ้มๆ

“พูดเป็นเล่น นายจะปักหลักที่ไหนวะเพื่อนที่มันจะพ้นมือตำรวจ”

“มีสิ คุกยังไงล่ะ”

“ไอ้บ้า พูดเป็นลาง…ไปเหอะออกไปกินข้าวดีกว่า วันนี้ไม่เปลี่ยนเครื่องแบบละ” เกียรติปิดการสนทนา

หลังแตรนอนจาก บ.ก.พันค่ายสุรนารีสื้นกังวาน เกียรตินั่งดุหนังสือเตรียมสอบจ่าคร่ำเคร่งเช่นนี้ทุกคืน ส่วนผมนั่งเกาะขอบหน้าต่างอยู่ภายในห้องนอนชั้นล่างตั้งใจเขียน จ.ม. ไปบอกให้พระคุณเจ้าหลวงพ่อรับรู้เหตุจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้ สมองกลับมึนตื้อ หลายคราวผมเปลี่ยนอิริยาบถตัวเองเพื่อให้อยู่ในภาวะสงบก่อนจับปากกาจวบจนหูแว่วเสียงเพื่อน

“เปี๊ยก ยังไม่นอนอีกหรือ ดึกมากแล้วนะเพื่อน”

“นอนก่อนเถอะเกียรติ เรายังไม่ง่วง”

เพื่อนเงียบเสียงไป สักครู่เสียงเขาเดินขึ้นบันไดดังเบาๆ ผมหยิบนาฬิกาข้อมือบนฟูกข้างหมอนดูเวลาปาเข้าไปตี ๒ แล้ว ก็ยังไม่สามารถจรดปากกาลงกระดาษได้ ครู่ใหญ่ผมตัดสินใจเด็ดขาด ละความตั้งใจเดิมหมายเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อกราบเท้าหลวงพ่อแจ้งความในอกกับเหตุที่เกิดทั่งหมด หลังจานนั้นก็จะร่อนไปทุกถิ่นที่หางานสุจริตอันไม่ข้องเกี่ยวกับวงการนักบู๊ทำ เพราะเริ่มหน่ายความคิดใคร่เอาดีบนหนทางชั่วแล้ว

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ