3776. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 35 ปิดพยศเสือเผ่น (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 35 ปิดพยศเสือเผ่น (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

คืนนี้ราว ๓ ทุ่มเศษ พอป้าไมกับลูกสาวอันมี ไก่, กุ้ง และก้อย ออกไปขายซ่าหริ่มบัวลอยตามปกติ และหมู่ด้องไปคุมเด็กขายเฮฯ บริเวณต้นไทรใหญ่กลางสลัม แอ๊ดเสือเผ่นกับผมได้ฤกษ์อำลาสลัมคลองเตย โดยตัดใจไม่ยอมล่ำลาหรือบอกกล่าวเจ้าของเหย้าด้วยเหตุผลที่เรา ๒ คน คงรู้แก่ใจตนดี

ดังนั้น ช่วงที่โดยสารเรือจ้างลอยลำเลาะเลียบริมฝั่งเจ้าพระยากลางแสงเดือนอร่ามดวงและน้ำปริ่มฝั่งเพื่อไปขึ้นยังฝั่งโรงน้ำมันเลี่ยงการเผชิญหน้าป้าไมพร้อม ๓ สาว ซึ่งขายของอยู่ปากทางเข้าล็อก จึงปันใจนั่งชมธรรมชาติอย่างสงบ เสียงแจวเรือกระทบน้ำดังจ๋อมๆ สักครู่บังเกิดเสียงสูดหายใจแรงจากคนแจวเรือจ้างวัย ๔๐ ปี เรือคล้อยจากท่ามาไกลแล้ว ลำน้ำเจ้าพนะยาตั้งแต่หน้าเขื่อนมีเรือพาณิชย์ลำมหึมาทิ้งทุ่นลอยำนิ่ง ๔-๕ ลำ ทุกลำติดไฟไว้สว่างโพลงไปทั้งลำเรือ ผมทอดสายตาผ่านร่างสารถีทางน้ำมองไปยังบริเวณเขื่อนหน้าตึกโอบี.พลางนึกคำบอกของคนรักเมื่อ ๒-๓ วันก่อน

“เขาจะทำเวทีประกวนที่ริมเขื่อนหน้าตึกโอบี. ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก ค่าเรือ ๓ บาทเอง พี่เปี๊ยกต้องไปให้ได้นะ เห็นพูดว่าจะตัดสินผู้ได้ตำแหน่งนางนพมาศตอน ๒ ยาม”

เช่นนี้ ผมยังจะมีหน้าไปพบเธอในวันต่อไปหรือ? ต่อมา อดีตอันอุ่นไอรักขณะเราคลอเคลียกันในสวนลุมพินียามบ่ายคืนสู่สำนึก คำจากริมฝีปากบางจิ้มลิ้มคล้ายไร้เดียงสาอ้อนถามว่า

“แล้วเรื่องประกวดเทพีล่ะ พี่เปี๊ยกจะให้ก้อยประกวดไหม”

“อ้าว…ก็แม่เขารับปากผู้ใหญ่ไว้แล้วนี่นา”

“นั่นแม่ แต่นี่พี่”

“ประกวดเหอะ พี่จะไปช่วยเชียร์”

“จริงหรือพี่”

“หากพี่มีเงินส่งก้อยเป็นนางฟ้าได้พี่จะส่ง”

ฟ้าเป็นพยานด้วยเถิด ปาก กับ ใจ ผมที่กล่าวไปวันก่อนได้ตั้งใจเช่นนั้นจริงๆ บัดนี้พอมีคนเขาจะส่งเธอเป็นนางฟ้าจริงๆ ผมกลับประหวั่นดั่งมองหลู่น้ำใจรักเธอว่า ดัง แล้วจะ เหลิง จนลืมรอยตีน ลืมแม้แต่อกไอ้โจรที่เธอเคยซบ อันนี้เป็นความคิดของคนขลาดและเห็นแก่ตัว กระนั้นผมก็เลือกทางเดินใหม่แล้ว จึงได้แต่ภาวนาเอาใจช่วยขอให้เธอจงสมปรารถนาในสิ่งมี่หวังไว้เถิด สักวันหากไม่ตายเสียก่อนเราคงได้พบกัน

๔ ทุ่มตรง เดือนเพ็ญสาดแสงนวล ดาวระยับฟ้า สายลมหนาวจากลำน้ำพัดตึง เรา ๒ คนละจากพาหนะทางน้ำสะพายถุงเป้เดินข้ามสะพานโรงเก็บน้ำไปใช้บริการแท็กซี่หน้าโรงหมูตีด่วนออกสถานีขนส่งเอกมัยในบัดนั้น ที่สถานีขนส่งเอกมัย แอ๊ดกับผมจ่ายทรัพย์ค่าบริการแก่โซเฟอร์แท็กซี่แล้วต่างตีคู่กันเข้าสู่ตัวชานชาลากลางแสงนีออนสว่างจ้า ผู้มาใช้บริการยังเหลืออีกไม่น้อย ถึงห้องจำหน่ายตั๋วผมฉากไปซื้อตั๋วโดยสารจุดหมายจังหวัดตราด แอ๊ดเตร่ไปหาซื้อของว่างกับหนังสือพิมพ์ พอรับตั๋วโดยสารเรียบร้อยผมปราดไปหาเพื่อนที่กำลังยืนกางหนังสือพิมพ์อ่านอยู่

“มีข่าวอะไรหรือเพื่อน” ผมปากยาวก่อนถึง

แอ๊ดขยับมากางหนังสือให้ยลข่าวหน้า ๑ พลางอรรถาฯ ประกอบ

“เก๊าตี๋ถูกจับอันธพาลที่โรงพักพลับพลาไชย…อี้ก็โดน แต่ถูกข้อหาปล้นโรงพักเดียวกัน ตอนนี้กวาดล้างทั่งกรุงเทพฯ เลยเพื่อน”

ผมแทบไม่ต้องอ่านข่าว เพราะใจความของข่าวทั้งหมด เสือเผ่นสรุปเรียบร้อย

“ดีแล้วที่เราออกจากกรุงเทพฯ” แอ๊ดเสริมขณะพับหนังสือพิมพ์

ผมไม่ออกความคิดเห็นเช่นเดิม ด้วยคิดว่าการกวาดล้างครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ต้องมีผลทั่วราชอาณาจักร เว้นแต่หนังสือพิมพ์ไม่นำมาเป็นข่าวเพราะยังไม่ได้จับคนดัง พอเดินไปขึ้นรถและนั่งประจำที่ เสือเผ่นจ้อถึงสถานที่ที่เราจะไปเพิ่มเติมว่า จุดหมายนั่นไม่ได้อยู่ในตัวจังหวัดตราด แต่เป็นแผ่นดินกลางทะเลชื่อ สลักเพชร ตั้งอยู่หลังเกาะช้างมีสภาพคล้ายเวิ้งอ่าว ถึงหน้ามรสุมชาวเรือจะอาศัยสลักเพชรหลบแรงลม แทนกลับเข้าหาฝั่งนับร้อยลำจึงทำให้สลักเพชรอุบัติธุรกิจรองรับชาวเรือสารพัดที่บนฝั่งเมืองตราดมี เช่น บาร์รำวง โสเภณี บ่อน โต๊ะบิลเลียด พร้อมร้านสุราอาหารกับที่พักชั่วคราว ส่วนบุคคลที่จะพบคือ ชไม ขามโสรฬ วัย ๓๐ ปีเศษ เป็นชาวบ้านแกลง จังหวัดระยอง รู้จักกับเสือเผ่นในเวทีมวยเมืองแกลง ในฐานะนักพนันกับนักมวย สาเหตุจากแกเห็นทางมวยของเพื่อนทะลุได้ถึงแชมป์อีกทั้งยังเห็นแววนักเลงเข้าอีก จึงชักชวนไปเที่ยวบ้านกระทั่งคุ้นเคยกันดี ก่อนเสือเผ่นจากมาเจ้าถิ่นเมืองแกลงสั่งความว่า หากพ้น ๓ เดือนไปแล้วจะไปหาก็ให้ไปหาที่สลักเพชร เพราะแกหมายบุกเบิกธุรกิจค้าประเวณีที่นั่น จนบัดนี้ล่วงมาครึ่งปียังไม่ทราบ รุ่ง หรือ ดับ ดังนั้นตะวันรุ่งพรุ่งนี้กระจ่างแน่ ครู่ใหญ่ผู้โดยสารเริ่มทยอยกันขึ้นรถและเข้านั่งประจำที่ โซเฟอร์ขึ้นนั่งประจำตำแหน่งพร้อมติดเครื่อง ทิ้งเกียร์ว่างไว้เตือนผู้โดยสารอยู่อึดใจจึงถอยจากวินหมุนวงล้อเคลื่อนออกจากซองสถานีดั่งไม่เต็มใจให้บริการ

ผมเหลือบดูนาฬิกาบนข้อมืออีก ๑๕ นาที ๕ ทุ่ม พาหนะของเราพร้อมผู้โดยสารประมาณ ๒๐ คนเคลื่อนข้ามเลนไปหยุดเกือบถึงป้ายรถเมล์หน้าวัดธาตุทองรับผู้โดยสารชาย-หญิงและเด็กอีกราว ๒๐ คน ทำเอาพลุกพล่านอยู้อีกพักหนึ่งรถจึงเคลื่อนที่ ผมซึ่งนั่งอยู่แถบซ้ายมืดชิดหน้าต่างรถด้านหลังเพื่อน ขณะนี้ปรากฏ ๒ สามีภรรยากำลังต้อนทายาทชาย-หญิง ๔ คน วัยตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบเข้ามานั่งเบาะเดียวกับผมจึงทำให้จิตใจโปร่งขึ้น

บ.ข.ส. ชั่นเยี่ยมหยุดรับผู้โดยสารรายทางจรดถึงพระโขนงขณะนี้แน่นเอี๊ยดถึงยืน อีกทั้งมีเด็กเล็กตามขบวนมาทุกกลุ่มเลยสงสัยว่าเขาแต่งตัวลูกหลานจะพากันไปเที่ยวไหน จึงชะโงกไปถามคุณพ่อของหนูๆ ที่นั่งคั่นอยู่ก็ทราบว่าทุกท่านพาลูกหลานไปเที่ยวงานพระสมุทรเจดีย์เมืองสมุทรปราการหรือปากน้ำนี่เอง (ยุคนั้นเส้นทางใหม่อย่าง บางนา-ตราดยังไม่เกิด ผู้ใดใช้เส้นทางออกเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกต้องผ่านประตูเมืองสมุทรปราการ) ใช่แล้วผมลืมงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์หรือประสาชาวบ้านเรียก งานปากน้ำ ซึ่งจัดประจำทุกกลางเดือน ๑๒ เสียสนิท ทั้งที่งานดังกล่าวถือเป็นมหกรรมแสวงบุญกับบันเทิงพร้อมประเพณีลอยกระทงด้วย ชาวกรุงเลยแห่กันพาลูกหลานเที่ยวทั้งทางรถเมล์และรถไฟ

ดังนั่นช่วงเวลาสั้นๆ จากพระโขนง-ปากน้ำผมจึงใช่หมากฝรั่งกับของขบเคี้ยวที่เสือเผ่นซื้อมาเสริมสัมพันธภาพกับหนูน้อยวัย ๕ ขวบ หระทั่งสามารถเล่นจับนิ้วหันอย่างสนุกสนาน บางคราวผมหยุดเล่นเธอก็ดึงมือจนถูกบิดาปราม

“ตาต๋อง อย่ากวนใจพี่เขามากนัก”

เด็กน้อยเพลามือไปชั่วครู่ก็เที่ยวดึงมือผมเร้าให้เล่นจับนิ้วอีก เลยจำต้องเล่นด้วยกระทั่งรู้สึกว่ารถถูกบังคับให้หยุดกะทันหัน

“เปี๊ยก ด่านตำรวจว่ะ” เสือเผ่นกระซิบมาจากเบาะหน้า “ระวังปืนของนายด้วย”

ร้อนเสียแล้วครับ เบื้องล่างริมถนนปรากฏตำรวจในเครื่องแบบ นอกเครื่องแบบไม่ต่ำกว่า ๒๐ นาย อาวุธครบมือปรี่มาที่รถ นายหนึ่งยศสิบเอกขึ้นมาขออภัยพร้อมเชิญให้ทุกคนลงจากรถ แต่ ๒ ดวงตาจับจ้องดูการเคลื่อนไหวเขม็ง หนูน้อยไม่ประสาเหตุยังตื้อผมเล่น เสือเผ่นลุกขึ้นเดินตามผู้โดยสารอื่นลงจากรถด้านหน้ากลางเสียงตะโกนสั่งของนายร้อยตำรวจโททางโทรโข่งให้ผู้โดยสารที่มีเด็กแยกไปอยู่อีกทาง ก็ฉุกคิดหลุดคำบอกกับบิดาของ ตาต๋อง เรียบๆ

“เดี๋ยวคุณพี่กับแฟนคอยจูงลูก ๓ คนนั่นลงเถอะครับ ตาต๋องนี่ผมจะอุ้มตามลงไปเองครับ”

“รบกวนคุณเปล่าๆ”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมว่าพลางกล่าวกับหนูน้อย “พี่อุ้มต๋องเอาไหม”

“เอาครับ” ทั้งชื่อทั้งไร้เดียงสา

ต่อมาผมอุ้มเด็กชายต๋องลงจากรถตามพ่อเด็กไปถูกเจ้าหน้าที่ต้อนให้ไปยืนรวมกลุ่มอยู่เกือบท้ายรถรวมกับผู้โดยสารที่มีเด็กมาด้วยกลางความมืดและสายลมหนาวอยู่รอบตัว หัวหมู่ ๓-๔ นายเตร่มาเมียงมอง ส่วนด้านหน้ารถขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจค้นผู้โดยสารที่ไม่ได้นำเด็กร่วมทางมาด้วยอย่างเร่งรีบ พลันแสงไฟรถส่องให้เห็นกลุ่มสก็อตคุ้นตา ๕ นาย อันมี จ่าชื่น จ่าท้าน จ่าทร จ่าทรง พร้อมหมวดยุทธ ปราดออกจากศาลาริมทางดิ่งไปยังกลุ่มผู้โดยสารหน้ารถ

ทันใดนั้นกลุ่มเจ้าหน้าที่กับผู้โดยสารแตกฮือพร้อมเสียงอุทาน ผมยืนอุ้มเด็กน้อยใจระทึก เขม้นมองสภาพความชุลมุนที่เกิดขึ้น อึดใจ ๕ สก็อต บช.น. ก็ล็อกคอเสือเผ่นจนหน้าเชิดเข้าไปในศาลา คุณพี่ผู้ชายพ่อของเด็กหันมามองผมคล้ายเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแก่แอ๊ด เสือเผ่น รวมทั้งพฤติกรรมของผมดีสู้ยิ้มให้อุ่นใจ จู่ๆ ปรากฏบุคคลที่ผมไม่คาดว่าจะพบเดินเลี่ยงออกจากศาลาพร้อมเสียงเสือเผ่นตะโกนด่สนั่นหู

“ไอ้สัตว์เต้า ที่สุดมึงก็เป็น นิ้ว จริงๆ คนอย่างมึงหนีไม่พ้นคุกหรอกต้องเจอกูแน่”

สิ่นคำเพื่อนชาวยุทธ์รุ่นใหญ่ก้าวยาวๆ ไปยืนคอยที่เก๋งสีกลมกลืนความมืดฝั่งตรงข้าม ผมยืนกัดฟันลุ้นขอให้เซียนล้วงกระเป๋าขึ้นรถร่วมไปคันเดียวกัน จวบเจ้าหน้าที่เชื้อเชิญผู้โดยสารกลับขึ้นรถดังเดิม จึงสลับแขนอุ้มหนูน้อยบังโฉมหน้าตนไปขึ้นรถเหงื่อแตกพลั่ก เสือเผ่นนั่งสวมกุญแจมือก้มหน้างุด รถเคลื่อนออกจากที่ ผมมองเพื่อนจนลับตา รู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาทันที ส่วนคุณพี่ซึ่งขณะนี้เปลี่ยนที่นั่งกับลูกชายมานั่งติดกับผม ส่งบุหรี่ให้พร้อมยิ้มอย่างมิตร ผมกล่าวขอบคุณและรับไว้จุดสูบดับอารมณ์กลางโฉม ไอ้เต้า หรือ อาจาร์ยเต้า พระอาจาร์ยสัก หมูทองแดง ตรงกระเบนเหน็บอันลือลั่นว่าเจ๋งของชาวยุทธ์ชัดเจนสำนึก

“ขอโทษ คุณ ๒ คนจะไปไหนครับ” คุณพี่ชวนคุย

ผมยิ่มตอบสุภาพ “ไปจังหวัดตราดครับ”

“คุณก็ขาดเพื่อน ผมเสียใจด้วยครับ”

ผมยิ้มให้เขาแทนถ้อยคำที่ไม่อาจกล่าวได้ เพราะนอกจากขาดเพื่อนแล้วเส้นทางจรผมยังขาดสะบั้นด้วย ความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตยังเกาะกลางทะเลพังสิ้น พักหนึ่งรถถึงทางแยกอันแยกไปตัวจังหวัดชลบุรีกับตรงเข้าตัวเมืองสมุทรปราการ ขณะนี้คลาคล่ำยานพาหนะและผู้คน พอรถจอดส่งผู้โดยสารผมขยับลุกหยิบถุงเป้บนชั้นเก็บทั้งของผมกับของแอ๊ด

“คุณจะลงที่นี่หรือครับ”

“ครับ” ตอบรับ “ผมอยากอยู่ดูให้รู้แน่ว่าเขาถูกจับข้อหาอะไร และจะเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปให้เขาด้วย ดึกๆ คงหนาว…พี่ไปก่อนนะต๋อง ขอบคุณพี่ชายที่มีน้ำใจอย่างสูงครับ”

“โชคดีเถอะคุณ” เขาว่า พลางกุลีกุจอจูงลูกๆ นำลงจากรถ โดยมีผมอุ้มพระเอกลงตามเหมือนเดิม

“ขอบคุณครับ” หนูน้อยบอกเมื่อถูกวางลง

ผมคงยิ้มเฝื่อนเช่นเคย และคิดขอบใจพระเอกที่มีส่วนช่วยให้ผมถูกเมินจากตำรวจอยู่ในใจ

๒ ยามแล้ว ผมย่ำตีนสะพานถุงเป้เป็นไอ้บ้าหอบฟางโต้ลมหนาวกลางผู้คนนับหมื่นเหมือนคนเมากัญชา เพราะตัวหนัก หัวหนักแต่ตีนเบาโหวง คล้ายลอยจนบางคราวเสียศูนย์ไปชนผู้คนก็มี ล่วงถึงตี ๑ ผมโฉบเข้าซื้อข้างหมกไก่กับของหวานอีก ๒-๓ อย่างติดมือดิ่งไปยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านสถานีตำรวจภูธร อำเภอสมุทรปราการครู่ใหญ่พบว่าปลอดสก็อตจาก บช.น.ก็แข็งใจเดินขึ้นไปหาสิบเวร เพื่อขออนุญาตฝากอาหารให้เพื่อน ก็ได้รับคำบอกว่าถูกส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ พร้อมๆกับพวกอีกร่วม ๑๐๐ คน ทีจับได้ภายในบริเวณงานหลัง ๒ ยามนี่เองทุกคนถูกข้อหาประพฤติตนเป็นบุคคลอันธพาน

มืน่าเล่า ขณะตะลอนเดินอยู่รอบงานถึงไม่ปะหน้าชาวยุทธ์สักราย

“เสือเผ่นเพื่อนรัก เราหวังว่าสักวันหรอกที่เพื่อนกับเราจะได้เคียงบ่าล้างหนี้อาจาร์ยเต้าให้สมแค้น”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ