3770. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 29 ผ้าเหลืองร้อน (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 29 ผ้าเหลืองร้อน (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

ตกใกล้เที่ยงกลางธรณีสงฆ์ พระแดงฉันอาหารคาวหวานแล้วบรรดาลูกศิษย์ได้ลำเลียงสรรพอาหารออกไปตั้งวงที่นอกชาน ทั้งศิษย์ทั้งเพื่อนพระจึงนั่งซดอาหารมื้อเที่ยงบำรุงกระเพาะตามอัธยาศัย ผมเองนั่งกินข้าวกลางเรื่องที่เก็บมาคิดเงียบกริบจนวางช้อนล่ากว่าใครเพื่อน

พอบรรดาศิษย์รุ่นขนถ้วยจานอาหารลงไปล้าง หลวงพี่เรียกชาวยุทธ์ทุกนามเข้าไปนั่งในกุฏิพร้อมรินน้ำชาแจกคนละถ้วยด้วยอาการกระฉับกระเฉง ผมลอบพิศรูปองค์พระพบมีราศีเหลืองอร่ามใบหน้าอิ่มเอิบ สดใส สมควรตามรอยพุทธองค์อย่างยิ่ง

และเมื่อชมไปทั่วห้องตามผนังแทนที่จะพบตาลปัตรปักแขวนกลับมีแต่กระบอก, คมแฝก, แป๊ปน้ำพร้อมมีดดาบ มีดสั้นเหน็บกับแขวนอยู่ทั่วห้อง

“เปี๊ยกคงสงสัยสิว่า กุฏิเราเป็นคลังอาวุธหรืออย่างไร” หลวงพี่ล้วงใจหมับ

“ครับ” ผมขานรับพร้อมเสริม “ก่อนมาที่นี่ตอนออกจากบ้านหมู่ด้อง ผมเจอปุ๊, ดำ เขาหนุดรถทักผมกับไอ้เผ่น แล้วขับรถไปส่งที่หน้าวังระหว่างทางพวกนั้นบอกว่าแหลมเล่นงานเด็กของเขาชื่อ #ไอ้เข่ง ในคุกจริงหรือครับหลวงพี่”

“จริง…แต่แหลมมันยืนยันว่าไอ้เข่งทำผิดกฎระเบียบของเรือนจำถึง ๓ ครั้งจึงลงโทษสถานหนัก แต่แทนที่พวกเขาจะมาคุยกับแหลมให้รู้เรื่องกลับสั่งเด็กคอยขี่มอเตอร์ไซค์เอาไข่เน่าไล่ป่าเด็กถือปิ่นโตของเราระหว่างบิณฑบาต ๒ วันมาแล้ว เมื่อเช้านี้เลยงด

บิณฑบาตให้เด็กไปบอกโยมแม่ทำอาหารปิ่นโตมาให้ ส่วนข้าวใช้หม้อไฟฟ้าหุงเอาแต่เรื่องผ่าไปเกิดที่แหลมจนได้ ดังนั้นเพื่อนๆ หลายคนที่ถามว่าเราจะรบทั้งๆ ที่ห่มผ้าเหลืองอยู่อย่างนี้หรือ ก็ขอบอกพร้อมๆ หน้ากันเสียเลยว่า เราจะสลัดผ้าเหลืองทิ้งเมื่อภัยถึงตัว ด้านอาวุธที่แขวนไว้นั่นเพื่อสะดวกแก่เด็กๆ ที่มานอนเป็นเพื่อนหยิบใช้เท่านั้น เราเองมีปืนแล้ว ขอทุกคนอย่าเป็นห่วงเดี๋ยวนี้ทั้งตัวทั้งใจเราไม่ใช่พระหรอก ที่อดทนอยู่เพื่อถนอมน้ำใจโยมแม่สิ่งเดียวไม่เช่นนั้น รบ ตั้งแต่แหลมเจอยำแล้ว”

เหล่าชาวยุทธ์หลากหลายคงได้รับรู้ปณิธานนั่นทั่วหน้า จึงปราศจากผู้ใดออกความเห็นหรือค้านเชิงสร้างสรรค์แต่ประการใด ผมก็เช่นกัน แม้ตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น ผ้าเหลืองกับคำว่า พระ ไม่อาจป้องกระสุนปืนได้จึงเห็นมีแต่ปืนของตนนั่นแหละป้องตน ไหนๆ ได้เดินบนทางปืนแสนองอาจแล้วแม้สิ้นชื่อไยต้องให้ผ้ากาสาวพัสตร์เปื้อนโลหิต

“เราขอขอบใจเพื่อนๆ ที่ห่วยใยและมาเยี่ยมเยียน ไม่จำเป็นจริงแล้วเราจะไม่ยอมทำลายน้ำใจโยมแม่เด็ดขาด” หลวงพี่กล่าวเสียงกังวานนัยน์ตาสุกใส ยิ้มบางๆ

“อย่างไรหลวงพี่ต้องระวังตัวให้มาก มันอาจหลอกใช้เด็กที่ไม่รู้จักหลวงพี่ยำเอาเสียมวยแบบแหลมสิงห์นะครับ” ตาลสุทธิสารฯ ขยับปากครั้งแรก

“ขอบใจที่หวังดี”

หลังจากนั้นการพาทีของพวกเราไม่มีใครกล่าวถึงดาวระเบิดขวดกับเสือเอสโซ่อีกเลย จวบตะวันบ่ายคล้อยต่างจึงกราบลาพระแยกย้ายกันกลับ พ้นอาราสงฆ์ออกมายามตะวันบ่าย ผมออกปากชวนไอ้เผ่นไปเยี่ยมยายเอิบญาติผู้อุปถัมภ์เขามาแต่น้อย เพื่อนส่ายหัวดิกบอกไม่ยาวความ

“ถึงวันที่มือเรากำเงินหมื่นเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราจะกลับ”

“หยั้งงั้นไปบ้านพานถมเอาปืนก่อนค่อยกลับคลองเตยนะ” ผมชวนอีกงาน

“สุดแต่เพื่อน” ไอ้เผ่นตามน้ำ

ครั้งนี้ผมนำ แอ๊ดเสือเผ่น เดินข้ามถนนไปยังฝั่งโบสถ์พราหมณ์ใช้บริการแท็กซี่ไปส่งที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์เพื่อพรางโฉมตัวเองจาก สก็อต เจ้าของท้องที่ร่อนเข้าหา เฮียสุบิน เจ้าของฮาเร็มอื้อฉาว ขอปืนที่ฝากพร้อมเงินจำนวนหนึ่งแล้วตีแท็กซี่ทิ้งถิ่นโดยไม่ยอมเหลือบตาแลช่อฟ้าเหนือหลังคาโบสถ์วัดจำพรรษาพระคุณเจ้าหลวงพ่อเลย อย่างไรผมก็ลั่นสัญญานกับใจตนไว้หนักแน่น

“หลวงพ่อครับ ขออนุญาตอิสระให้กับชีวิตลูกด้วยเถิด ไม่ตายลูกจะกลับไปกราบเท้า”

หันไปทางแอ๊ด เสือเผ่น ผู้เพื่อนซึ่งมีเส้นทางชีวิตลิขิตให้เดินละม้ายกันนั่งหน้าตายอยู่ข้างกาย ๒ ดวงตาสอดส่ายไปนอกรถคล้ายคิดหนักพาให้เกิดแรงมานะหมายเอาดีบนทางชั่ว อันเคยประกาศลั่นกับใจมาแล้วยิ่งขึ้น และเมื่อยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งขุ่นแค้น เมื่อตรองเห็นผลกระทบจากความอยุติธรรมเฉพาะตัวที่ตนได้รับในด้านลบมาเสริมความชิงชังให้ขยายไปถึงคนบางกลุ่มบางอาชีพในฐานะศัตรูในที่สุด โดยเฉพาะเศรษฐีเถื่อน(ร่ำรวยจากธุรกิจเถื่อน) ตำรวจและนักการเมืองผลาญชาติ ซึ่งแต่เดิมผมไม่เคยสนใจ

แม้เศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตร่ำรวยมหาศาลจนมีการกล่าวขวัญในสังคมสื่อมวลชนหน้า ๔ ผมก็คิดอคติกับเขาหากพวกเขาปรากฏภาพสังสรรค์ในสังคมชั้นสูงบ่อยๆ แต่นั่นก็เป็นความหมั่นไส้ด้วยอิจฉาความมั่นคงของเศรษฐีขี้ตืดถมเงินไว้ในธนาคารกินดอกเฉพาะกลุ่มแทนสงเคราะห์มวลชนเท่านั้น ไม่คิดตั้งใจหักหาญถ้าพลาดมาเข้าเท้าดัง ๓ กลุ่มแรก

กลับถึงรวงรังหัวหมู่ทหารม้า ด้องคลองเตย เอาบ่ายจัดไม่พบใครนั่งอยู่ชานเรือนหน้าบ้าน แต่มีรองเท้าหนังกลับหุ้มข้อแปลกตาวางอยู่ตรงประตู ๒ คู่จึงชี้ให้เสือเผ่นดู พร้อมบอก

“มีคนมาหาหมู่ด้อง”

“เก๊าตี๋กับเกชัชหรือเปล่าว่ะ” แอ๊ดกล่าวลอยๆ

ผมจัดการทรุดลงนั่งถอดรองเท้า เสือเผ่นทำจมูกฟุดฟิดคล้ายสัมผัสกลิ่นพิสดารที่ไม่เคยมีในบ้าน ผมเองก็รู้สึกไม่ผิดจากเพื่อน และมั่นใจว่ากลิ่นที่โชยมาจากในบ้านต้องเป็นกลิ่นกัญชา ๑,๐๐๐% เสือเผ่นจัดการเก็บรองเท้าทุกคู่หลบเข้าบ้าน ผมลอบชมความรอบคอบเขาในทรวงที่ไม่ประมาท #ผี สน.ท่าเรือ และพอเรา ๒ คนย่างตีนเหยียบพื้นกระดานลั่นเอี๊ยดเดียว เสียงหัวหมู่ด้องตะโกนถามทันควัน

“ใครวะ”

“ไอ้เผ่น ครับผม” แอ๊ดทำเสียงห้าว ยิ้มกริ่ม

และแล้วเราก็ปะกับ ๒ ดาวดังที่เสือเผ่นคาดไว้ท่ามกลางเสียงบ่นจากมังกรม้าเก็งเอ๋าที่ให้คอยเสียหลายชั่วโมงด้วยใบหน้ากับนัยน์ตาแดงก่ำแล้วสรุป

“ไปเพื่อน กินเบียร์สังสรรค์กันหน่อย”

ที่สุดบริเวณนอกชานหลังบ้านเหนือน้ำเน่าแต่เดิมมีหลังคาจากบังแดดฝนทว่าชำรุดโทรมลงมาตามกาลเวลาและไร้หลังคาโดยปริยายก็เป็นที่ปักหลักดึง เนื้อ(กัญชา) ดื่มเบียร์กลางตะวันรอนของชาวเราในบัดนั้น ราว ๑๐ นาที หลังของเมาน้ำเมาซ่านไปทั่วเรือนกาย หัวหมู่เจ้าบ้านกล่าวเสียงเบา หนักแน่น ได้ยินทั่ววงเหล้าวงเนื้อ

“วันนี้ตั้งแต่ออกจากกรมเรากับเกชัชไปหาเก๊าตี๋ที่โรงเลี้ยงเด็กแล้วตระเวนหาข้อมูลเด็ก ซาเก๊า ออกเก็บเงินตามสถานที่ต่างๆ พอรู้แหล่งสุดท้ายที่มันจะไปเก็บคือโรงน้ำชาน่ำเทียน เยาวราชประมาณตี ๒ โดยพวกมันจะจอดรถไว้ที่ตรอกโรงหนังคาเธ่ย์ และตรงจุดนี้เองที่เราจะซุ่มดักเล่นงานมันได้ จึงอยากขอความเห็นแอ๊ดกับเปี๊ยกด้วยว่าเราจะเอายังไง หมายถึงจัดวางตำแหน่งผู้ที่จะคุมเกมทุกขั้นจนกว่าทำงานเสร็จพร้อมล่าถอย ทั้งนี้เราต้องลงมือเงียบที่สุด”

สิ้นคำทหารม้าคนดัง ต่างเหลือบตามองเสือเผ่นกับผมเชิงต้องการความเห็นซึ่งเรา ๒ จนด้วยเกล้าที่จะตอบในทันทีทันใดเพราะก้อนเนื้อบนกบาลไม่ใช่สมองกลจู่ๆ เพื่อนไปรู้เห็นเรื่องกันลำพัง ๓ คน แล้วมาขมวดด้วยวาจาเลยจับประเด็นการเสวนางานลูบหนวดมังกรวงเวียน ๒๒ กรกฎาฯ เฉพาะเรื่องพักใหญ่ก็กำหนดแผนร้ายได้ จึงประกาศดีเดย์กันคืนนี้

สนธยามาเยือนแล้ว ความสงบเงียบรอบตัวเริ่มปรากฏเสียงคนกลุ่มควันไฟจากห้องหอเพื่อนบ้านโดยรอบ ป้าไมกับ ๓ สาวลำเลียงหม้อข้าว-แกงกลับเข้าบ้าน ทุกคนจึงละจากชานเรือน กลับเจอสาวคนรองจากหัวหมู่ชื่อไก่ ยกมือทำท่ายันไว้

“ไม่ต้องหรอกพี่ด้อง เดี๋ยวไก่ชนขี้เมาตกบ้าน”

หัวหมู่ส่ายหน้าพลางชี้หน้าสาวน้อยพร้อมชวนขี้เมาเข้าวงต่อแต่เก๊าตี๋ขอตัวเสือเผ่นแวบออกนอกบ้านโดยไม่แจ้ง พอทรุดลงนั่งดังเดิม เกชัช สิงห์หน้าบากย่านกล้วยน้ำไทบอกเรียบๆ

“เราเห็นจะต้องขอตัวไปเตรียมรถกับป้ายทะเบียนปลอมมาจอดไว้หลังป้อมตำรวจก่อนนะเพื่อน”

“รอกินข้าวด้วยกันก่อนสิ” หัวหมู่รั้งไว้

“ขอบใจ ขอเดินเรื่องก่อนดีกว่า” เกชัชยันเจตนาเดิม

“หยั่งงั้นตามใจนาย”

เมื่อเหลือตัวต่อตัวระหว่างหมู่ด้องกับผมบนชานเรือน ผมออกตัวของดทั้งน้ำ-เนื้อ รีบฉากไปอาบน้ำให้คลายเหนียวตัวโดยทิ้งเจ้าบ้านนั่งโต้ตะวันลาเดียวดายพักหนึ่งเก๊าตี๋กับเสือเผ่นกลับมาพร้อมอาหารถุงเต็มมมือ ทั้งครอบครัวจึงกินข้าวร่วมกันเหมือนปกติ

๓ ทุ่มเศษ หมู่บ้านชาวสลัมบรรเทาเสียงอึกทึก ทุกครัวเรือนตามไฟด้วยตะเกียง นอกจากร้านค้า บ่อนไพ่ตอง และโรงบิลเลียดเท่านั้นติดตะเกียงเจ้าพายุ ผมเองนั่งหง่าวอยู่บนม้าหน้าบ้านจนล่วงเข้า ๓ ทุ่มครึ่ง ป้าไมกับ ๓ ลูกสาวเสร็จกิจเตรียมอาหารไว้ขายพรุ่งนี้ทยอยกันออกมานั่งตากลม เห็นผมแต่งตัวพร้อมเดินทาง คุณป้าถามเดาใจอย่างสนิทสนม

“หนุ่มๆ แต่งตัวกันพร้อมสรรพเตรียมออกนอกบ้านยามค่ำคืนอย่างนี้ ป้าว่าต้องมีที่หวังข้างหน้าพร้อม…จริงไหมพ่อหนุ่ม”

ผมยิ่มให้ท่านเขินๆ เพราะถูก ๓ สาวจ้องตามองเขม็ง คุณป้าเสริมต่อขณะไล่ยุง

“นี่คงรอเจ้าบ้ากล้วยน้ำไทนั่นกระมั่ง”

“ครับ ชัชไปเอารถครับ”

นางผู้สูงวัยหยุดซัก ผมเตรียมหาจังหวะกลับเข้าไปรวมกับเพื่อนหลังบ้าน ไก่โพล่งกับมารดาหยุดความตั้งใจผมท่าทีขึงขัง

“หนู่ว่าแม่ควรอนุญาตให้ก้อยมันเข้าประกวดเทพี เพราะไม่ได้แต่งโป๊สักหน่อย เผลอๆถ้าติดตำแหน่งอาจเป็นดาราหนังตามที่มันฝันก็ได้ แม่ไม่อยากเห็นลูกสาวของแม่เป็นคนดังหรือ”

“ก้อยไม่เอานะแม่” สาวคนเล็กขัดก้มหน้างุด “พี่ไก่กับพี่กุ้งเข้าประกวดเสียเองก็หมดเรื่อง”

ป้าไมเผลอตัวเถียงแทนลูกสาวคนโตเผยใจแม่ชัดเจน

“ก้อยก็พูดไปได้ พี่เอ็งเขาขาลายทั้งคู่หากแต่งชุดอาบน้ำกรรมการเขาเห็น”

“หยั่งงั้นแม่น่ะแหละเข้าประกวด” สาวน้อยโชว์ฟอร์ม

“อีห่า…” ป้าไมด่าฉับ

สมาชิกในครอบครัวฮาตึง ก้อยรู้แกวว่าขืนนั่งอยู่ถูกสวดยาวแน่ เธอเลยเลี่ยงเข้าบ้าน ส่วนผมได้จังหวะแล้วก็ขยับ คุณป้าร้องบอกเสียงดัง

“อ้าว…เจ้าชัชมาแล้ว”

ผมมองตามพร้อมยิ้มให้กับผู้ร่วมทีมตำแหน่ง ตีนผี งานปล้นซึ่งเพิ่งโผล่พร้อมพากันกลับเข้าหลังบ้าน โดยมีคุณป้าชายตามองตามดั่งสงสัยพฤติกรรมพวกเราบ้างแล้ว แต่ความเจนโลกยั้งใจให้นางเก็บงำความสงสัยไว้สอดส่องเรื่องราวให้แน่ก่อนมากกว่า

พอปะกันครบทีม หัวหมู่เขม้นตามองไปหน้าบ้านถามเบากริบ

“พร้อมไหม”

“เรียบร้อย” สิงห์กน้าบากกว่าสุ้มเสียงพอกัน

“งั้นไปเลย ออกดึกกว่านี้แม่เราสงสัยแน่” เจ้าบ้านตัดบทง่าย

๕ ชีวิตหนุ่มลุกขึ้นตรวจสภาพอาวุธราวนัดกัน ทว่ามีแปลกอยู่ผู้เดียวที่อาวุธของเพื่อนไม่ใช่ปืน แต่เป็นมีด #โบวี่ ที่ตกแต่งใบมีดและด้ามให้เหมาะกับน้ำหนักขว้างปาด้วยมือ เจ้าของคือ แอ๊ดเสือเผ่น ซึ่งชาวยุทธ์มีอันประจักษ์ดีว่าเสือเผ่นใช้มีดได้แม่นเท่าปืน เผลอๆ อาจเหนือกว่าขุนมีด เล็กต่วน ผู้ดับดาวรุ่ง พันหลังวัง เมื่อกึ่งพุทธกาลด้วยซ้ำไป

อา…บัดนี้ ๔ ทุ่มแล้ว ลมเย็นพัดหวิว ทุกคนนั่งเงียบอยู่บนเก๋งเทานุสสภาพดีสีเทาหรือรถเชลยที่เจ้าของนำไปฝากไว้ตามปั๊มย่านกล้วยน้ำไท แต่เกชัชอาศัยบารมีตนให้เด็กปั๊มร่วมมือนำออกใช้งานก็เป็นพาหนะลุยราตรีจากถนนอาจณรงค์สู่ไซน่าทาวน์ด้วยความเร็วปกติ พักหนึ่ง หัวหมู่ด้องซึ่งนั่งคู่กับเกชัชหรือโชเฟอร์หันมาขอความเห็น

“พวกเรายังไม่ได้ตกลงกันเลยว่าหลังจากแยกย้ายกันแล้วจะพบกันที่ไหน”

“บ้านหมู่น่ะแหละ” เก๊าตี๋ระบุแทน

เจ้าถิ่นคลองเตยหมดข้อกังขา หันกลับไปเปิดวิทยุเทปหมุนเคลื่อนหาเพลงฮิต โชเฟอร์ชัชนั่งไหล่ตั้ง ๒ มือกุมพวงมาลัย ๒ ตาจี้ทะลุกระจกตามแสงไฟหน้าเคร่งขรึมจริงจังยิ่ง ด้านมังกรม้าเก็งเอ๋า เก๊าตี๋นั่งติดประตูขวามือดมยาดมไม่ห่างจมูก ถัดมาก็เสือเผ่นซึ่งใช้กระดาษทรายน้ำชิ้นเล็กๆ ลูบใบมีดขาววะวับคมกริบฆ่าเวลา ส่วนผมจัดการหมุนกระจกรถลงรับลม เสือเผ่นพึมพำ

“อยากเป็นตำรวจ ก็ดันสอบไม่ได้ พอสมัครเป็นทหารเสือกไม่ได้เป็นอีก…นี่มันดวงคนหรือเพื่อน?”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ