3769. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 28 (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 28 ควันศึก ๒ แก๊ง (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

บนแท็กซี่สยาม ราวทุ่มเศษ บัดนี้สีสันเมืองหลวงยามราตรีเยือนย่านปทุมวันอุบัติสวรรค์บนดินและพราวระยับด้วยดวงไฟใหญ่เล็กหลากสีเฉพาะย่านเกษตรและแยกราชประสงค์มียวดยานพาหนะและผู้คนเดินไปมาพลุกพล่านสักครู่พาหนะของผมพร้อม #ก้อย สาว ๑๗ น้องสาวคนเล็กของหมู่ด้องซึ่งนั่งปิดปากตัวเองเงียบกริบมาแต่ถนนอาจณรงค์ ถิ่นของเธอก็เลี้ยวเข้าประตูทางเข้า ร.พ.ตำรวจด้านข้างตรงข้ามกับโรงแรมเอราวัณไปเทียบยังตึกผู้ป่วยนอกจุดหมายปลายทางเรียบร้อย

พอจ่ายค่าบริการแก่โซเฟอร์พร้อมผลักประตูรถปิด สาวเจ้าพาร่างอรชชรนำดิ่งเข้าตัวอาคารจนผมเปลี่ยนสภาพเป็นผู้ตามโดยอัตโนมัติ จากนั้นเธอดิ่งไปยังเคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์สอบถามคนไข้อุบัติเหตุรถเมล์ชน ด้วยบรรยากาศรอบตัวอึมครึม เจือกลิ่นแอมโมเนียที่ว่างโหรงเหรงผิดกว่าตอนกลางวันก็ได้รับคำบอกจนหูร้อน ส่วนก้อยสาวหน้าซีดเผือด

“โอ…คุณมาช้าไป เพิ่งเสียชีวิตเมื่อครู่เอง หนูรีบไปที่ห้องอุบัติเหตุสิ เจ้าหน้าที่เขาคงยังไม่เคลื่อนย้ายศพหรอก”

ผมเองแม้มิได้มีความผูกพันกับผู้เสียชีวิต ทั้งยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาก็พาเอาอึ้งไปครู่หนึ่ง จึงเป็นฝ่ายสอบถามถึงทิศทางไปยังห้องดังกล่าวแล้วหันมาออกปากกับเจ้าทุกข์ข้างกาย

“ไปดูท่านให้เห็นกับตาเถอะก้อย”

สิ้นคำผม เธอเดินตามเนือยๆ หมดสภาพความปราดเปรียวชัดเจน กระนั้นผมกลับไม่กล้าประโลมด้วยวาจาสักคำ ทั้งที่เป็นโอกาสอันควรตามวิสัยใจหนุ่มใจสาวอย่างน้อย ก็เท่ากับเผยใจเราให้เธอรู้ว่าเรานี้อาทรในทุกข์เธอเช่นกัน

จวบถึงหน้าห้องผู้ป่วยอุบัติเหตุกลางแสงนีออนสว่างจ้า ปรากฏประตูกระจกบานใหญ่ถูกเปิดจากภายใน ผมหยุดกึก ก้อยชะงักตาม ๒ ดวงตาจับอยู่ที่รถเข็นของโรงพยาบาล ซึ่งมีร่างคนถูกผ้าขาวคลุมปิดตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะนอนอยู่จึงแข็งใจสอบถามจากเจ้าหน้าที่ชาย ๒ นายที่ช่วยกันเข็นรถออกมา

“ขอโทษเถอะครับ ผมขอทราบชื่อผู้เสียชีวิตหน่อยได้ไหมครับ”

๑ ใน ๒ เจ้าหน้าที่เอื้อมมือไปหยิบกระดาษแข็งชิ้นเล็กปลายเท้าศพขึ้นพิจารณา บอกสุ้มเสียงปกติ

“ชื่อนายทอง เพียรไผ่งาม อาชีพขับแท็กซี่ อุบัติเหตุถูกรถเมล์ชนตอนบ่าย ๓ โมงเศษ”

คำชี้แจงละเอียดพอสมควรจบลง ผมหันไปทางทายาทสาวซึ่งยืนเม้มริบฝีปากหน้าหมองหมดงาม แต่จ้องตาไปยังผ้าขาวคลุมร่างบิดาร้างลมหายใจก็เดาความประสงค์เธอเอา แล้วถือโอกาสกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ขณะขยับเตรียมเข็นรถ

“ผมขออนุญาตเปิดผ้าให้ทายาทผู้ตายดูหน้าคุณพ่อจะได้ไหมครับ”

เจ้าหน้าที่นนายเดิมไม่ต่อคำ เอื้อมมือไปเปิดผ้าขาวที่คลุมอยู่บริเวณใบหน้าออก

“พ่อ!” ก้อยอุทาน พร้อมโผเข้าไปเกาะรถไว้

ภาพที่เห็นเฉพาะเพียงใบหน้าลุงทอง ซึ่งถูกตกแต่งทำศัลยกรรมและทำความสะอาดแล้วยังปรากฏรอยเย็บบริเวณกัโหลกศีรษะปราศจากผม ตั้งแต่หน้าผากแตกยับไปจรดท้ายทอย ตรงลำคอเขียวจนดำบวมเป่ง

“เสียชีวิตเพราะคอหัก กะโหลกศีรษะแตกครับ” เจ้าหน้าที่เสริมสาเหตุคืนสู่มาตุภูมิ

“ขอบพระคุณครับ”

“ควรรับศพไปพรุ่งนี้จะสะดวกกว่านะ”

“ครับ ผมจะต้องกลับไปบอกทางบ้านก่อน” ผมตัดใจรับคำเดินเรื่องเอง

ต่อมาร่างร้างลมหายใจโชเฟอร์แท็กซี่บนรถเข็นเคลื่อนจากไป ก้อยยืนมองคล้ายผนึกภาพบิดาถูกพรากไปด้วยอดกลั้นมิยอมสะอื้นครวญให้เห็นน้ำตาสาวน่าชมเชยยิ่ง ๓ ทุ่มเศษ ผมใช้บริการอท็กซี่เช่นเดิมนำก้อยกลับคืนถิ่นพอเหยียบบนสะพานไม้ทางเข้าล็อก อันมีไฟทางบนเสาสูงเอื้อแสงสลัว ก้อยได้ถูกเพื่อนบ้านชายหญิงรุมชักถามอาการบิดาตลอดทาง พอถึงหน้าบ้านปรากฏหญิงวัย ๔๕ ปี ผิวขาวเหลืองรูปร่างท้วมแต่งกายพร้อมเตรียมออกนอกบ้านปราดเข้ามาถามทันที

“พ่อเอ็งเป็นยังไงบ้างลูก”

“พ่อหมดบุญแล้ว” ก้อยตอบเสียงเครือ

ช่วงนี้ หมู่ด้อง แอ๊ด เก๊าตี๋ และ เกชัช ไอ้หนุ่มผิวดำหุ่นผอมเกร็งตัดผมรองทรง มีรอยแผลถูกฟันตรงโหนกแก้มขวาเป็นรอยลึกยาวประมาณ ๓ นิ้วกับ ๒ สาวสวยใบหน้าละม้ายกับก้อย โผล่ออกมาพอดีจึงลากผมเข้าบ้านไปชักถามแทนถามน้องสาวคนเล็กก็ว่าไปตามที่รู้เห็นมาตลอดพร้อมสรุป

“เราเสียใจด้วย หมู่”

“ช่างเถอะ…คนเรามีเกิดมีตาย”

หัวหมู่ทำปลง ทั้งแนะนำให้รู้จักกับคุณป้าละไมมารดากับ ๒ น้องสาวรองจากเขานิคเนม ไก่. กุ้ง ในเวลาต่อมา และก็เป็นผลให้คืนนั้นการมาของเก๊าตี๋กับเกชัชเจ้าถิ่นกล้วยน้ำไท เพื่อวางแผนปล้นเงินกู้เจ้าพ่อวงเวียน ๒๓ กรกฎาฯ นาม ซาเก๊า ถูกเลื่อนโดยปริยาย สำหรับผมในฐานะผู้ร่วมอาศัยชายคาเพื่อนประจวบกับการจบชีวิตของหัวหน้าครอบครัวกับแอ๊ด เสือเผ่น จึงอยู่ช่วยงานสวดและเผาลุงทองยังวัดคลองเตยจนลุล่วงด้วยดี อต่การขาดผู้นำครอบครัวอันเป็นหลักของคนในบ้านย่อมต้องเดิดปัญหาแน่เพราะเท่าที่รู้รายได้จากเช่าแท็กซี่ขับของลุงทองโดยเฉลี่ยแล้วตกเหลือเข้าบ้านประมาณ ๑๐๐ บาททุกวัน แต่ละวันแกจะสะสมไว้สนับสนุนลูกสาวคนเล็กหรือก้อยได้เรียนต่อระดับอาชีวะ และเมื่อบิดามีอันลับไปก่อน ไฟฝันของสาวน้อยก็ดับวูบ ปัญหาที่ตามมาอีกเรื่องคือเงินก้อนใหญ่จำนวน ๕๐.๐๐๐ บาท ค่าชีวิตลุงทองที่ฝ่าบรถเมล์ชดใช้ให้ทายาทก็กำลังถูกรบเร้าจาก ๒ สาว ไก่กับกุ้ง ขอเอาไปเป็นเงินประกันเข้าสมัครเป็นพนักงานขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางจนถูกป้าละไมมารดาไล่มา ๒ ครั้งแล้ว

ส่วนหมู่ด้อง พี่ใหญ่ แม้รับราชการเป็นนายทหารยศสิบโทกลับต้อวเซ็นชื่อโอนเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้เพื่อนทหารที่เขาจ้างเข้าเวรยามแทนทั้งเดือนเพื่อออกมาการายได้พิเศษที่สูงกว่าเงินเดือน ก็ยังหาเงินจุนเจือครอบครัวให้อยู่สบายไม่ได้ เนื่องจากหัวหมู่ทหารม้าใจกว้าง เด็กแยะ ติดหญิง รสนิยมสูงเหมือนพวกเรา ด้านนางละไมหรือป้าละไมของชาวสลัมล็อก ๑๑ ผู้มารดาจึงต้องทำข้าวแกงตั้งขายชาวสลัมกับพวกกรรมกรท่าเรือข้างๆ สมาคมบิลเลียดเถื่อนอีกแแรงหนึ่ง โดยมี ๓ ลูกสาว ๓ ใบเถาเป็นลูกมือมาตลอดก็เปรยๆ หลังเสร็จงานศพจะลงทุนเปิดร้ายขายบัวลอยไข่หวาน และซ่าหริ่มแถวๆ ป้อมตำรวจ ปากทางเข้าล็อกให้ลูกสาวขายตอนกลางคืนหาเงินเข้าบ้านอีกส่วนหนึ่ง แต่ถูกหมู่ด้องลูกชายคนโตคัดค้าน พร้อมเสนอตัวอาสาปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของทุกคนไม่ต่างพ่อแข็งขันความคิดนางเลยตกไป

ดังนั้นท่ามกลางแวดวงชีวิตชาวสลัมหลังฌาปนกิจศพลุงทอง เรา ๓ คนอันมี หมู่ด้อง. แอ๊ด และผมคงยังไม่ได้วางโครงการให้แก่เวลาที่ผ่านไป ๒-๓ วันนั่น ก็ไม่สู้สบายใจนักที่นอนกินร่วมกับครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงหาเงินเข้าบ้านจนเป็นที่รู้จักหน้าค่าตาของชาวบ้านพอสควร ล่วงเข้าวันที่ ๔ ตรงกับปลายเดือนซึ่งหมู่ด้องจะต้องกลับกรม ไปเซ็นชื่อตั้งแต่ตอนสายจึงถือโอกาสชวน ไอ้เผ่น เกาะรถสองแถวออกเผชิญหน้าค่าตากับคนร่วมสังคมอย่างร่าเริงใจไม่ต่างนกพ้นกรง

พอพาหนะของเราเข้าเทียบวิถีตลาดคลองเตย ไอ้เผ่นโดดลงเป็นรายแรกผมกระโดดตาม แล้วพากันเดิมข้ามถนนหมายใช้บริการรถเมล์สาย ๔๗ เพราะทรัพย์จาง ระหว่างยืนโต้แสงแดรอถนนบรรเทายวดยานเกาะกลางถนน เสียงเรียกดังมาจากเก๋งสีดำที่พุ่งผ่านหน้าไป

“ไอ้เผ่น”

“ใครว่ะ” แอ๊ดว่าพร้อมวิ่นนำข้ามถนนทันควัน

ผมไม่ใช่ตาวิเศษ ไม่อาจตอบคำถามเพื่อนได้ แต้ยังจับตาอยู่เก๋งดำคันนั้น ซึ่งหมุนวงล้อชิดซ้ายไปจอดคอยแล้ว

“พวกเรามั้ง” ไอ้เผ่นเดาระหว่างก้าวยาวๆ ไปหา

เมื่อพากันจ้ำอ้าวๆ หลบหลีกผู้คนสัญจรขวักไขว่ไปถึงเก๋งคันนั้น ประตูหลังฝั่งซ้ายได้ถูกเปิดกว้าง เรา ๒ คนก้มมองเข้าไปในรถกลางเสียงเชิญชวนคุ้นหู

“เชิญเลยเพื่อน”

ไอ้เผ่นร้องลั่น “อ้าว…หวัดดี ปุ๊-ดำ”

“หวัดดี เปี๊ยก” ดำทักทายบ้าง “ขึ้นมาบนรถก่อนสิ”

ครับ-บริเวณนั้นหาใช่สถานที่จอดรถทักทายมิตร เรา ๒ คนจึงสนองไมตรีเพื่อนยังเบาะหลัง โชเฟอร์ดาวระเบิดเคลื่อนเก๋งจากที่นุ่มนวล รถเคลื่องไปตามสภาพการจราจรคับคั่งจนเข้าเขตบ่อนไก่ ปุ๊ชวนสนทนา

“เปี๊ยกกับแอ๊ดพักอยู่ที่ไหนหรือ”

“อยู่กับหมู่ด้องทั้ง ๒ คน” ไอ้เผ่นตอบแทน

“การงานการเงินคล่องตัวไหม”

“แย่ว่ะ…ยังไม่ได้จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตอนนี้นายกับดำทำอะไรอยู่หรือ”

“เก็บค่าคุ้มครองตามบ่อน, บาร์กับโรงแรม”

“แถวไหน” ไอ้เผ่นสนใจ

“ทั่วกรุงเทพฯ ที่กิจการดีๆ”

“แล้วไม่เจอเจ้าถิ่นบ้างหรือเพื่อน รุ่นใหญ่ก็มี”

“เราไม่เกี่ยว เรารับรองแต่เพียงว่ากิจการเขาต้องดำเนินโดยปลอดภัย หากไม่สะดวกหรือไม่ปลอดภัยจากใครก็แล้วแต่ เราจะเคลียร์ให้ ยกเว้นตำรวจ”

“ดีเหมือนกันว่ะ” ไอ้เผ่นสรุปพลางหันมายิ้มกับผม

“เปี๊ยก…” เสือ เอสโซ่ พุ่งเป้าเข้าหาบ้าง

“อะไรหรือ”

“นายไปเยี่ยมพระแดงบ้างหรือเปล่า”

“ยังเลย”

“วัยบวชพระได้ข่าวว่านายไปช่วยงานนี่นะ”

“ใช่” ผมตอบหนักแน่น

“แล้วพวกเราลุยหรือเปล่า”

“เราชื่นใจที่เพื่อนให้โอกาสเพื่อน” ผมว่า

แต่ดาวระเบิดขวดหัวเราะเบาๆ ดำแจงต่อ “เด็กของเราชื่อไอ้เข่ง ถูกไอ้แหลมซ้อมสลบคาคุก เราขอให้แหลมมาชี้แจงจนตกเข้าเดือนกว่าแล้วยังไม่เห็นหัว เราจึงประกาศจะ #เล่น เด็กของไอ้แหลมทุกคนหากหลงมาทางเราเมื่อใดก็ตาม”

“นายรวมถึงเด็กของพระด้วย” ไอ้เผ่นข้องจิต

“พระไม่มีเด็กหรอก เรื่องทางโลกยุ่งไม่ได้แล้ว” โซเฟอร์ดาวระเบิดชิงตอบบอกอารมณ์

คำยืนยันของ ปุ๊ระเบิดขวด กับเพื่อน ผมไม่จำเป็นต้องเสริมเพราะหมดหน้าที่เเล้ว อย่างไรการไม่แสดงความเห็นของผมทำให้เสือ เอสโซ่คลางแคลงถามหยั่งเชิงอ่านมิตร-ศัตรูฉับ

“เรื่องแก้คืนของพวกเรา เปี๊ยกว่าเรารังแกพระหรือเปล่า”

“ถ้าพวกนายไม่ทำพระ คงไม่มีใครว่า”

“รับรอง จะไม่ยุ่งกับพระเด็ดขาดจนกว่าจะสึก”

ต่อมาไม่มีคำสนทนาระหว่างเรา ๔ คนอีกเลย จวบจนเพื่อนอนุเคราะห์ส่งถึงย่านวังบูรพาเอาใกล้เพลจึงร่ำลาจากไปตามวิถีตนเหมือนปกติ

จากนั้นเป้าหมายของการออกร่อนของเรามีจุดหมายแล้วโดยตกลงใจกันหาซื้ออาหารคาวหวานในตลาดบำเพ็ญบุญบรรจุถุงเข้าเยี่ยมพระแดงยังธรณีสงฆ์ที่จำพรรษาก่อนเที่ยงในบัดนั้น อาทิตย์สาดแสงจ้า ไอ้เผ่นกับผมหอบหิ้วถุงอาหารคาวหวานละจากรถตุ๊กตุ๊กเดินผ่านประตูวัดสุทัศน์อันสงบเงียบตรงไปยังคณะ ๑๐ กุฏิที่จำพรรษาพระ แดงไบเล่ย์ ในขณะเสียงย่ำกลองเพลระรัวตึง-ตึงยินทั่วธรณีสงฆ์ พอเราพากันก้าวผ่านประตูคณะ ๑๐ เข้าไป ลูกศิษย์พระวัยคะนอง ๒ นายทักทายเสียงตื่น

“หวัดดัพี่เปี๊ยก-พี่แอ๊ด…เชิญเลยครับ หลวงพี่กำลังเตรียมฉันพอดี”

เรา ๒ คนไม่ชักช้าจัดแจงถอดรองเท้าขึ้นบันไดเข้าพบพระกลับปะฆราวาสชื่อดระฉ่อนไม่ต่ำกว่า ๑๐ นาย นั่งออกันอยู่ตรงระเบียงร้องทักทายเอาจับมือกันวุ่นไปเลย

“ขอบใจแอ๊ดกับเปี๊ยกมากที่มายังกะนัดกัน” หลวงพี่โผล่โฉมออกมาทักทาย

เรา ๒ คนจึงเข้ากราบถวายภัตตาหารร่วมกับเพื่อนๆ แต่ละบางที่นำมาถวายก่อนแล้วแลลานตาไปหมด ภิกษุหนุ่มขยับจีวรเข้าที่พร้อมนั่งลงรับประเคนอาหารจากเรา เสร็จกิจผมกับแอ๊ดฉากออกไปที่ระเบียงพบผองเพื่อนชาวยุทธ์ ตาลสุทธิสารฯ, เอ็ดหลังวัง, จิวมิ่งเมือง, จบศรีจรูญ, และมังกร ม้าเก็งเอ๋า นาม สุมาอี้ ฯลฯ ทั่วหน้าก็ประจักษ์ว่า สงกรานต์เลือดระหว่าง ๒ แก๊งใกล้ระเบิดแน่แล้วด้วย แหลมสิงห์ ถูกล้อมกรอบยำจากวัยรุ่นโนเนมหน้าคุกเมื่อตอนเช้านี้จนต้องพาร่างสะบัดสะบอมถอยเข้าคุก

มิหนำซ้ำ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลวงพี่แดงยังพกปืนออกโปรดสัตว์ด้วยก็หวนรำลึกถึงสัจธรรมของพระคุณเจ้าพุทธทาสภิกษุอันอ้างถึง ตัวกูตัวสู มาประโลมใจแทน…..

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ