3764. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 23 โผไอ้เณรพลิก (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

3764. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 23 โผไอ้เณรพลิก (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เสร็จกิจงานอุปสมบทอดีตดาวดัง แดงไบเล่ย์ แล้วผมได้กลับคืนสู่กรมกองไปเจอการ “เคี่ยว” จากครูฝึกกรมราบฯ ภายใต้การชูธงของ พ.อ.การุณ บุญบันดาล จนเรือนกายแน่นพลังหนุ่มแกร่งกับสภาพฝึกหนัก อีกทั้งรับรู้ยุทธวิธีการฆ่าคนตามหลักสูตรเพียบ ด้านการเรียนที่ดำเนินสลับกับภาคสนามผมก็ตั้งใจคร่ำเคร่งศึกษาอย่างไม่เคยจริงจังเท่านี้มาก่อน

จวบจนกระทั่งครบคอร์สฝึกและทบทวนจากเหล่าราบรวมเบ็ดเสร็จ ๑๖ สัปดาห์แล้ว บรรดาไอ้เณรผลัด ๑ รุ่น ๑ ทั้งหมดจึงได้รับคำสั่งให้พักผ่อนได้ ๒ วัน เพื่อฟังผลการแยกเหล่าไปสังกัดยังกรมกอง อันมี ปตอ. สื่อสาร. สห. ขส.ทบ. เสนารักษ์. ยานเกาะ. (ม้าเนื้อ-ม้าเหล็ก) และหน่วยราบในวันศุกร์ที่จะถึง ซึ่งเหลือเวลาอีก ๒ วัน ก็พาเอาปลื้มที่สามารถอดกลั้น อดทน ฟันฝ่าสรรพความยากลำเค็ญมาถึงวันนี้

อย่างไร พลังที่กลั่นเป็นหยาดเหงื่อพร้อมสติปัญญาที่ได้โถมลงไปสุดใจนั้นแม้ถึงวันนี้แล้วก็หาได้หมายว่าผมได้เป็นทหารสมบูรณ์ ตราบที่ยังมิได้เข้าพิธีสวนสนาม กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล จึงจำรอวันนั้นมาเติมความสมบูรณ์ให้กล้าเชิดหน้าชูคำด้วยใจจดใจจ่อ

ดังนั้นระหว่าง ๒ วันที่พักการฝึกรอแยกเหล่าได้มีคำสั่ง ผบ.พัน สั่งพวกเราทำความสะอาดกองร้อย และอาวุธประจำตัวส่งคืนคลังฯ จึงขมีขมันรับปฎิบัติจนเสร็จสิ้นภายในวันเดียว ตกมาถึงวันพฤหัสฯหลังอาหารเช้า มีข่าวแพร่ในหมู่ไอ้เณรว่าหลังประกาศแยกเหล่านี้แล้วจะมีการจัดงานเลี้ยงส่งพวกเราในคืนวันศุกร์ ก็นึกขอบพระคุณผู้บังคับบัญชาที่ดำริให้จัดงานดังกล่าวให้พวกเราได้พบปะกันยามว่างศึกหรือฝึก มันทำให้รู้สึกว่าตนมีคุณค่า อันหาใช่บำเหน็จชดเชยวันเวลา ๔ เดือนที่ถูกโขกเข่นจากครูฝึกกลางลานบิน

พอล่วงไปถึงบ่าย ผมละจากเพื่อนทหารออกเดินสำรวจพื้นที่ที่ใช้ชีวิตภายใต้กฏของทหารบางนาย ซึ่งเวลา ๑๔๐ วัน ผมไม่เคยหลบเลี่ยงหรือหนีออกไปเดินเที่ยวชมเข่นทหารบางนาย กระทั่งโผล่ไปถึงโรงโม่หินสถานที่ใคร่ชมเอาเหงื่อชุ่มเสื้อด้วยเมื่อปลายสัปดาห์นี้ ขณะเดินแถวมุ่งไปยังสนามฝึกขว้างระเบิด ผมพบทหารใส่โซ่ตรวนทำงานขนหินอยู่ที่โรงโม่แห่งนี้หลายคน จึงตั้งใจมาชมให้แน่ใจอีกครั้ง

ท่ามกลางแสงตะวันบ่ายที่พาเอาลมหนาวมาเยือนขณะนี้ เบื้องหน้าผมยังลานกว้างอาณาเขตโรงโม่อันคลุ้งด้วยฝุ่นหิน ปรากฏคนงานแต่ข้อตีน ๒ ข้างล่ามโซ่ตรวนประมาณ ๑๐ นาย กำลังใช้บุ้งกี๋เหล็กขนหินย่อยแต่ละขนาดที่ไหลลงตามรางเหล็กของเครื่องโม่หินขนาดยักษ์ไปขึ้นรถกระบะเหล็กขนาดกลางประทับตรากงจักร ๖-๗ คันที่จอดรออยู่ด้วยอาการชวนเชคล้าย “สปาตาคัส” ทาสติดดินของอาณาจักรโรมัน

ภาพประทับตาประทับใจของชายไทยวัยเดียวกับผมถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนดังกล่าว ดลให้ผมเผลอเดินเข้าไปสังเกตในระยะห่างราว ๕๐ เมตร จึงชัดตาว่าเสื้อคอกลมสีน้ำตาลฝุ่นจับเกาะอยู่ทั่วที่หน้าอกเสื้อประทับตรากงจักรทุกตัวคน ครับ – ๑๐ ชีวิตกลางม่านหินฝุ่นฟุ้งตลบล้วนเป็นนักโทษทหาร โอ..ด้วยความเข็ดขยาดหวาดกลัวเกรงตนอาจสวมบท “สปาตาคัส” ยุครัตนโกสินทร์ จึงตบเท้าร้องเพลงมาร์ชลาจากทันใด

“…ทหาร – ทหาร ทหาร พวกเราชายชาญชาตรี เลือดเนื้อยอมพลีเพื่อประเทศชาติไทย แม้ริปูใจกล้ามาแต่ไหน สู้จนขาดใจ ไว้ลายให้โลกลือ ชาติ และเกียรติ วินัย กล้าหาญ ประจำแม้นใครมาย่ำ แดนทองของไทยนั่นฤา ชีพมลายตัวตายเสียก่อนจะยื้อ ขึ้นชื่อว่าไทยรบไปจนสิ้นชีวี…เพื่อนทหาร ทุกคนย่อมสามัคคีปรองดองเหมือนดังน้องพี่ อย่าให้มีระรานกันได้ ถึงลำบากตรากตรำ ทุกคนก็ยอมทนไป ถึงฟ้าจะครื้ม ลมจะแรง สีแดงคือเลือดไอ้เณร…”

หลังอาหารมื้อสุดท้ายของวันอันเป็นช่วงตะวันใกล้ลับหายไปจากทิวเขา บัดนี้บริเวณใต้ถุนกองร้อยตั้งวงมโหระทึกกันแล้ว เครื่องดนตรีหลักมีออร์แกนปาก ๒ อัน มือกลอง ๓ คน ใช้ขันพลาสติก ๓ ใบ โซโล่ชัดกัน พร้อมกระป๋องเกลียวและซ้อนกับนักร้องผมเกรียน ๔-๕ นาย

งานนี้ จ่ากองร้อยกับผู้หมู่อนุโลมให้ล่อกันเบาๆ พอหอมปากหมอคอ ใคร “เจ๋ง” พรุ่งนี้ตอนเลี้ยงส่งเขามีดนตรีย่อยอาหารพร้อมวัวหัน ๕ ตัว ให้ขึ้นโชว์บนเวที คณะดนตรีกับนนีกร้องจึงเร่งเสียงกระหึ่มพอท้วมๆ ออกไปจากกองร้อยไม่ดังนัก และพอบรรเลงไปได้ ๓-๔ เพลง ประดากองร้อยใกล้เคียงก็ตั้งวงประชันมาจากฝั่งตรงข้ามจนลามไปทุกกองร้อย พวกที่นั่งขัดคอมแบต ขัดเครื่องหมายแก้เซ็ง พบบรรยากาศที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลิกรักสวยรักงามโดดเป็นหางเครื่องป้อไปเลย ผมเองอาการเคร่งเครียดอึดอัดรู้สึกผ่อนคลายไปได้มาก แต่ทั่งนักร้อง นักดนตรี เก่งกันแค่ ๒ ทุ่มก็เลิกราโดยปริยาย

วันใหม่มาเยือน…ฟ้าเมืองปราณฯ ภายในศูนย์ฝึกกำลังทดแทนค่ายธนะรัชต์สงบสดใสด้วยแสงแดดอุ่น เพื่อนทหารล้วนแต่งกายพิถีพิถันนั่งยืนรอเวลาเดินทางไปศูนย์กำลังพล โดยส่วนใหญ่ตัดยอดอาหารเช้าจากสูทกรรมสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอาหารโรงเลี้ยงเลยแลว่างโหรงเหรง

๐๙.๐๐ น. ทหารนับพันที่ผ่านคอร์สการฝึกอบรมครบหลักสูตรพากันเดินแถวจากกองร้อยของตนสู่ศูนย์กำลังพลอันตั้งอยู่ด้านหน้า บก.พัน กรมฝึกเบื้องต้นฯ ซึ่งปลูกเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงเหมือนกองร้อยทั่วไป พอเข้าไปนั่งเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบใต้ถุนศูนย์ฯ นายทหารยศนายพันเอกท่านหนึ่งได้ลุกไปที่ไมโครโฟนเบี้องหน้าบรรดานายทหารที่ยืนอยู่บริเวณนั้นนับสิบกระทำวันทยหัตถ์เข้มแข็ง เสียงพูดคุยภายในบริเวณเงียบกริบ ต่อมาท่านผู้การได้กรองคำเข้าไมค์กล่าวชมเชยไอ้เณรทั้งหมดที่ร่วมกันฝึกจนทะลุมาถึงขั้นนี้ตามธรรมเนียบ ครู่หนึ่งจึงหันไปขอสมุดทะเบียนจากทส.ของท่านออกมากางอ่านรายชื่อและสังกัดใหม่ของทหารทั้งหมดเสียงดังกังวาน แต่ละรายชื่อที่ถูกขานจากปากท่านผู้การ จะมีทหารจากสังกัดมาคอยรับตัวพร้อมสรรพ ถึงชื่อใครตกเหล่าไหนล้วนเรียกเสียงปรบมือกราวใหญ่

เวลาผ่านไปราว ๒๐ นาที แสงแดดส่องลอดชายคากันสาดเข้าไปยังใต้ถุนโดยไม่มีใครไยดี สำหรับผมพยายามเงี่ยหูฟังชื่อตัวเอง พลางแอบลุ้นให้ตก ๓ สังกัด เช่น เหล่าราบ, ยานเกราะ, และสารวัตรทหาร จวบท่านผู้การขานชื่อผม ประจำศูนย์ฝึกกำลังทดแทน สังกัดกองร้อยบริการ อมิตตาพุทธ…โผพลิก โผไอ้เณรพลิก! จบคำประกาศ ผมลุกเข้าไปหาผู้หมู่นายหนึ่งซึ่งกำลังกวักมือหย็อยๆ ให้ไปรวมที่นั่น ท่ามกลางพรรคพวกนั่งหน้าตึงกันเป็นแถวที่โผพลิกให้มาเล่นกองหลังทำหน้าที่หุงข้าว เฝ้ากองร้อยตามคำพังเพยทหาร

งานเปิดโผทหารระดับนายพลนับพันเสร็จพิธีผมกับพวกรวม ๓๐ นาย ถูกนำตัวไปยังฝ่ายร้อยบริการเพื่อแยกสายงานอีก โดยถูกส่งไปประจำร้อยบริการกรมฝึกเบื้องต้นฯ พร้อมเพื่อนทหารหุ่นทรงเดียวกันตอนบ่ายโมง จึงทราบชื่อผู้บังคับกองคนใหม่ว่า ร.อ. อิทธิพล วัย ๔๕ ปี รูปร่างผอมเกร็ง ผิวคล้ำ พูดจานุ่มหู ยิ้มง่าย พร้อมมอบหมายงานให้อยู่เฝ้ากองร้อยอันมีวัสดุเกี่ยวกับงานโยธานับร้อยชิ้น ตั้งแต่กระป๋องตักน้ำยันอุปกรณ์ไฟฟ้า

“อยู่ที่นี่ มันอาจจะเหงาก็ตอนไม่มีทหารใหม่ส่งมา คิดว่าคงพอชดเชยกันได้…เอาละเดี๋ยวเอาเสื้อผ้าสัภาระไปเก็บเสียจะได้ให้จ่ากองเขาอธิบายบัญชีเบิก-จ่ายวัสดุต่างๆให้รู้ไว้ เผื่อมีหนังสือยื้มมาจะได้เบิกลงบัญชีถูกต้อง” ผู้กองสรุป

“ครับ” เรา ๔ ทหารขานรับเกือบพร้อมกัน

นับแต่นั้นผมก็มีเพื่อนทหาร ๓ นาย ชื่อสิทธ์, ดอน และเกียรติ เป็นเพื่อนที่มีหน้าที่รับผิดชอบคลังวัสดุร้อยบริการร่วมกัน ส่วนทหารเก่า ๔ นายรอปลดประจำการเดิม บัดนี้พวกวางมือภาระที่รับมาเกือบ ๒ ปี ไปเตร่ชมการจัดงานเลี้ยงส่งบริเวณสนามกว้างหน้าศูนย์กำลังพลคืนนี้เสีย ๓ นาย เหลือ ๑ นาย ขลุกทำงานด้านหนังสือให้ผู้กอง ชื่ออุดม รู้สึกว่าเป็นที่ถูกใจผมมากเพราะในฐานะรุ่นพี่เขาได้แนะนำบางสิ่งบางอย่างให้ผมได้เรียนรู้ซ้ำยังบอกเป็นนัยขณะแนะนำตู้ไว้เก็บสัมภาระให้

“๒ ปีกับชีวิตทหารในค่ายนี้ ผมเจอเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นแก่ตัวเองเสมอโดยเฉพาะกับครูฝึกบางคน แต่จำทนเอาภาระที่ต้องเลี้ยงดูพ่อ, แม่, ลูก, เมีย มาสกัดใจดังนั้น การเป็นทหารคาถาที่ขลัง ท่องและยึดคำว่า “อดทน” เท่านั้น ไปรอด เฉพาะผู้กองอิทธิพลนี่ผมยอมรับว่าเป็นเจ้านายที่ดีและน่าสงสาร คุณอยู่ไปจะรู้เอง”

ถึงช่วงเย็นได้เวลาเลิกงาน อุดมก็ถือบัญชีคอยรับวัสดุจากทหารตามหน่วยต่างๆ คืนท่ามกลางความชุลมุน เพราะทุกสายงานประดังกันนำวัสดุมาคืนในเวลาเดียว จึงโดดลงไปช่วยเขาตรวจรับเป็นการลองงานไปในตัว จนเสียงแตรเชิญธงชาติลงจากยอดเสากังวานไปทั้งหุบเขา ภาระทั้งสิ้นค่อยเสร็จ สีสันราตรีมาเยือนแล้วขณะกำลังล้างมืออยู่ที่ก๊อกน้ำข้างบันไดทางขึ้นกองร้อย ๓ สหาย อันมีสิทธิ์, ดอน และเกียรติมาชักชวนไปงานเลี้ยง เล่นเอาอึ้งด้วยคิดว่าจะไม่ไปร่วมงาน กระนั้นยังสู้เลี่ยงตอบ

“ต้องไปนะ” สิทธิ์ย้ำ

“ไปแน่” ผมยืนยัน

เพื่อนจากไปแล้ว ผมเดินไปนั่งยังเก้าอี้ว่างใต้ถุนกองร้อยอาบแสงนีออนโดดเดี่ยวเหงาใจ ยลฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีพักใหญ่ ปรากฏเสียงย่ำคอมแบตลงบันไดกึงๆ จึงหันไปมองพบรุ่นพี่หรืออุดมกวักมือเรียกจึงวิ่งเหยาะๆไปหา

“ไม่ได้ไปงานเลี้ยงส่งกับเขาหรือ” เขาถามขึ้นก่อน นัยน์ตากลมโตจ้องมองผมไม่วางตา

“กะไปตอนสองทุ่มครับ”

“คุณมีนิกเนมหรือเปล่า”

“มีครับ เพื่อนๆเรียกว่าเปี๊ยก”

“หยั่งงั้นเรียกผมว่าดมนะ ส่วนผมจะเรียกคุณว่าเปี๊ยก”

“ยินดีครับ”

“ไปบ้านผู้กองกันไหมล่ะ ซ้อนจักรยานไปผมขี่เอง ผู้กองท่านหิวข้าว แต่งานยังไม่เสร็จ ท่านจึงใช้ให้ผมไปบอกทางบ้าน เอาอาหารใส่ปิ่นโตมาให้ท่าน…ไปไหมล่ะ”

คำบอกสั้นๆ แต่ละเอียดชัดเจนทำให้ไม่อาจปฏิเสธ “ไปครับ” และแล้วจักรยานสองล้อของผู้กองนั่นแหละที่เป็นพาหนะพาผมไปชมอาณาเขตกว้างไพศาลอันเป็นที่ตั้งหน่วยงานทหารหลากหลาย กลางราตรีน่าเกรงขามสายลมเย็นปลายฝนโชยปะทะหน้าเย็นเยียบพักใหญ่ จักรยานของเราจึงหมุนวงล้อเข้าเขตบ้านพักนายทหารอันมีป้ายติดไว้เด่นชัดตามหัวมุมถนน เมื่อผ่านบ้านพักนายสิบกับจ่า และหมวด ส่วนใหญ่เป็นห้องแถวเรือนไม้สองชั้น ลึกเข้าไปอีกครู่จึงปรากฏคำบอกจากนักปั่น

“บ้านผู้กองของเราอยู่ถัดจากหลังนี้ไปอีก ๔ หลัง” พลางชี้ไปที่บ้านพักชั้นเดียวยกพื้นสูงคล้ายบังกะโล ปลูกทิ้งระยะห่างกันเป็นช่องๆ กั้นเขตด้วยการปลูกไม้ประดับไว้ และเสริม สังเกตได้ไม่ยากเพราะทางเข้าหน้าบ้านตรงกับเสาไฟฟ้าพอดี…นั่นยังไงเห็นซุ้มเฟื้อง
ฟ้านั่นไหม”

“เห็นครับ”

“หลังนั้นแหละ”

จบคำเขาตีรถเข้าเทียบ ผมดีดตัวเองลงจากอานเหล็ก รุ่นพี่พิงรถที่ไม่มีขาตั้งไว้กับเสาไฟเดินนำลอดซุ้มเฟื่องฟ้าเข้าตัวบ้าน ที่ใต้ถุนเปิดไฟสว่างจ้าก็พบกับ ๔ เยาวชน ชาย ๒ หญิง ๒ หน้าตาน่าชังวัยตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๒ ขวบ กำลังหม่ำข้าวอยู่พอดี จึงพลาดการสำรวจโดยถ้วนถี่ว่ามีบุคคลอาวุโสเป็นหญิงวัย ๔๐ ปี แต่งกายอยู่กับบ้านปกติยืนอยู่ตรงเชิงบันได กระทั่งอุดมบอกเสียงดัง

“ผู้กองให้ผมมาบอกว่าท่านอาจเสร็จงานดึกหน่อย ให้จัดอาหารใส่ปิ่นโตไปให้ครับ”

“ขอบใจมากนะดม เดี๋ยวน้าจะจัดการให้”

คุณนายของผู้กองบอกด้วยทีท่ากระตือรือร้น เลยถือโอกาสกระทำคารวะทั้งแนะนำตัว

“ผมชื่อเล่นว่า ‘เปี๊ยก’ เป็นทหารใหม่เพิ่งมาอยู่กับผู้กองวันนี้ หากมีอะไรให้ผมพอรับใช้ได้ กรุณาอย่าเกรงใจนะครับ”

“ขอบใจจ๊ะเปี๊ยก คอยเดี๋ยวนะ…ป่านนี้คุณคงหิวแย่” ย้ำอีกครั้งก็ขยับตัวเข้าครัว

อุดมเดินไปพูดคุยกับหนูๆ ทั้ง ๔ อย่างสนิทสนม ผมผ่านสายตาสำรวจสภาพใต้ถุนอันแขวนหม้อนึ่งขนาดต่างๆ ไว้เป็นแถวกับเตาขนาดต่างๆ พร้อมใบตองสดที่กองอยู่บนม้าราว ๔-๕ มัด ครู่หนึ่งก็ขยับไปทำความรู้จักกับลูกๆ ของเจ้านาย สร้างความคุ้นเคยจนอาหารปิ่นโตเรียบร้อย จึงล่ำลาจาก ขาล่องครั้งนี้ผมเป็นคนถือปิ่นโต นักบิดปั่นจักรยานลงเนินด้วยความชำนาญเส้นทาง ซึ่งเป็นถนนลูกรังทุ่นพลังขาจนถึงที่ราบ เขาบอกเสียงดังกลางม่านมืด

“ผมปลดไปครั้งนี้ ถ้าเปี๊ยกไม่รับงานแทนผมครอบครัวของผู้กองคงแย่”

“เรื่องอะไร” ผมสนใจ

“คุณน้ามาลีเคยทำข้าวต้มมัดให้ผมขายทุกวัน ไปขายแถวๆโรงเก็บเครื่องบินตอนจังหวะพักการฝึก ถ้าเปี๊ยกไปฝึกอยู่แถวๆนั้นคงนึกหน้าผมออก และที่ผมไปตะลอนขี่รถขายข้างต้มมัดก็ไม่ได้หวังเปอร์เซ็นต์จากกำไรหรือเงินตอบแทนผมไม่ได้รับแม้แต่บาทเดียว ถึงอย่าง

นั้นท่านผู้กองก็อำนวยความสะดวกให้ในเรื่องเวรยามกับเรื่องลากลับบ้านมาจนถึงวันนี้ และเมื่อผมไปแล้วใครจะมาทำแทนส่วนใหญ่กลัวอาย กลัวเสียฟอร์ม…เปี๊ยกล่ะ พอรับไหวไหม”

“ขอคิดดูก่อนครับ”

“ดี พ่อค้าควรอยู่ที่ใจสมัคร…เออเดี๋ยวเราโฉบรถผ่านไปที่ศูนย์กำลังพลดูงานเขาสักครู่นะ สัก ๕ นาที”

“ผู้กองไม่หิวแย่หรือ”

“๕ นาทีเท่านั้นเอง”

โดยไม่รอฟังความเห็น อุดมหักแฮนด์รถพุ่งเข้าถนนซอยไปเข้าถนนที่ตัดเข้างานเลี้ยงส่งที่กำลังระเบ็งเสียงแจ้วๆออกทางเครื่องขยายอันคลาคล่ำทหารทุกชั้นยศ ขณะนี้บริเวณสนามกว้างสถานที่จัดงานเลี้ยงประดับไฟไว้พราวใต้แสงดาวหยุดเสียงลงกะทันหัน อุดมชะลอความเร็วเมื่อผ่านเข้าไปในเขตงาน

ทันใดเสียงปรบมือดังกราวใหญ่ ดมหยุดรถผมโดดลงให้เขาจูงรถไปโฆษกของงานประกาศชื่อนักร้องก้องทั่วงาน เมื่อมีไอ้เณรสำแดงทีเด็ดขึ้นไปขอนักดนตรีครวญเพลงฝากเพื่อนทหารหาญ ดังนั้นหลังเสียงปรบมือซาไป ดนตรีขึ้นอินโทรเพลง นักร้องจขับขานวลีที่ประพันธกรบรรจงร้อยอักษรคลอดนตรี

“…ลาก่อน สำหรับวันนี้ ขอลาทีทั้งที่อาลัย จนกว่จะพบกันใหม่ ถึงจากไปฝากใจมา…”

ขอจงเดินทางโดยสวัสดิภาพเถิดเพื่อนทหารที่รัก เราคงได้พบกันเมื่อชาติต้องการ

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ