3735. อาถรรพ์วิญญาณนักโทษวัดบางแพรกใต้ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

อาถรรพ์วิญญาณนักโทษวัดบางแพรกใต้ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

คำว่านักโทษชายเป็นตราบาปที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งต้องถูกตราหนาว่าเป็น “คนที่สังคมไม่ปรารถนา” ออกจากคุกมาแล้วก็ยังคล้ายกับโบราณที่ใช้คำว่า “สักหน้าประจาน” ไม่มีใครต้องการรับเข้าทำงาน คำว่า “ไอ้ขี้คุก” ทำลายชีวิตคนๆหนึ่งที่ชดใช้กรรมที่หลงผิด และต้องการจะใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปเพื่อกลับตัวกลับใจเป็นคนดี แต่หมดโอกาส

หลายคนออกจากคุกมาพบว่า เมียหนีไปอยู่กับชายอื่นขนสมบัติที่ตัวเองหาไว้ให้ก่อนติดคุกเอาไปด้วย บางคนออกจากคุกก็พบว่า ญาติพี่น้องช่วยกันโกงทรัพย์สินเอาไปเป็นของตัวเอง ที่ปลงตกก็ยุติการตามล่าเมียทรยศไม่คิดแก้แค้นเอากับญาติพี่น้องพยายามหางานทำแต่ไม่มีใครรับเพราะเขากลัวว่าคนขี้คุกขี้ตารางจะมาก่อเรื่องเดือดร้อนให้เขาอย่างน้อยก็อาจจะลักเล็กขโมยน้อยหรือเป็นสายเอาคนเข้ามาปล้น

เมื่อพ้นจากกำแพงเรือนจำวันแรก ไพฑูรย์เล่าว่า ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ถนนหนทางยวดยานพาหนะ เพราะโลกภายนอกเรือนจำบางขวางเปลี่ยนไปมากภาพที่เห็นนั้นผิดไปจากครั้งเมื่อเสือไพฑูรย์กระโดดหนีลงมาจากกำแพงเรือนจำบางขวาง ถนนหนทางกว้างขึ้น ไร่สวนที่เคยเห็นเขียวขจีก็หายไป มีอาคารร้านค้าปลูกขึ้นมาใหม่ ท่าน้ำนนทบุรีแปลกตาไป ศาลากลางเหมือนเดิม แต่มีการตกแต่งมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ไม่มีใครมารับเพราะมิได้ติดต่อไปทางจังหวัดตากบ้านเกิดสงสารญาติพี่น้องที่จะต้องเดินทางมารับด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ตัดสินใจว่าจะบวชเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต จำได้ว่าวัดบางแพรกใต้นั้น หลวงปู่วัดบางแพรกใต้ท่านเคยมาเทศนาโปรดนักโทษประหาร และไพฑูรย์รับหน้าที่ในการถวายการอุปัฏฐากจนคุ้นเคยได้นมัสการหลวงปู่ไปว่า “หลวงปู่ครับหากผมพ้นโทษจะขอบวชสักหนึ่งพรรษา ขอหลวงปู่ได้เมตตาอุปถัมภ์ด้วย”

“เจริญพรไม่มีปัญหาอันใดเลยไตรจีวรที่ญาติโยมเขาถวายให้เป็นทานกับพระที่ตั้งใจจะบวชแต่ขัดสนด้วยเงินทองปัจจัยในการบวชมูลนิธิของวัดก็มีดอกมีผลไว้สำหรับการนี้ ขอเพียงโยมไพฑูรย์ตั้งใจบวชเรียน และประพฤติในพระธรรมวินัยเท่านั้นเป็นพอ”

ไพฑูรย์หิ้วกระเป๋าเดินทางไปยังวัดบางแพรกใต้ กะว่าจะไปนมัสการหลวงปู่ แต่พบว่าหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว มีเจ้าอาวาสรูปใหม่มาแทน เคราะห์ดีที่ท่านพระครูเคยติดตามหลวงปู่ไปในการเทศนาโปรดนักโทษประหารและจำไพฑูรย์ได้

“โยมไพฑูรย์ใช่มั้ยนั่น หลวงพ่อเคยปรารถก่อนมรณภาพเสมอว่า หลวงปู่ไม่อาจจะเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับโยมไพฑูรย์ได้ ได้สั่งเสียอาตมาไว้ว่าวันใดที่โยมไพฑูรย์มาขออุปสมบทให้จัดการแทนหลวงปู่ด้วย วันนี้โยมมาก็ดีแล้ว หากโยมพร้อมอาตมาก็จะจัดที่ให้พักท่องขานนาคและจะหาวันฤกษ์ดีนิมนต์พระอุปัชฌาย์จากวัดบางขวางมาอุปสมบทให้โยมไพฑูรย์”

ไพฑูรย์ได้ไปพักอยู่กับสัปเหร่อประยูรที่เรือนพักสัปเหร่อ สัปเหร่อประยูร หรือที่ไพฑูรย์เรียกลุงยูรอย่างสนิทปาก อยู่ตัวคนเดียว แกไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้องก็ตายจากไปหมดแล้ว จึงยึดอาชีพเป็นสัปเหร่อวัดบางแพรกใต้ ที่มีประตูผีออกที่นำศพนักโทษประหารออกมาใส่ไว้ในโกดัง เพื่อรอญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศล ถ้ารายใดไม่มีญาติ ทางวัดก็จะจัดพิธีให้เรียบร้อยแล้วนำอังคารไปลอยแม่น้ำ

สัปเหร่อยูรรับหน้าที่ในการสะกดวิญญาณนักโทษประหารที่เฮี้ยนมาหลายต่อหลายราย เมื่อแกอารมณ์ดีจวกเหล้าขาวเข้าไปเต็มที่แล้ว ก็จะเล่าเรื่องผีนักโทษประหารให้ไพฑูรย์ฟังอย่างสนุกสนาน ซึ่งไพฑูรย์ก็นำมาเล่าต่อ

ชาวบ้านที่อยู่รอบวัดบางแพรกใต้เมื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าวการประหารนักโทษ ก็เริ่มภาวนาว่าขอให้ศพนักโทษประหารอย่าเก็บที่วัดนานๆ ให้มีญาตินักโทษประหารมารับไปเร็วๆ เพราะกลัวผีนักโทษประหารที่ไม่มีญาติมารับ แล้วรออยู่ที่โกดังจนกว่าจะครบกำหนดที่ทางเรือนจำกำหนดให้รับศพไปบำเพ็ญกุศล เมื่อพ้นกำหนดแล้วเรือนจำจะให้เจ้าหน้าที่นำปัจจัยมามอบให้กับทางวัด และมาดูแลการฌาปนกิจศพของนักโทษประหารจนเสร็จ ให้เก็บไว้รอญาติอีกเจ็ดวัน จึงให้ทางวัดไปลอยอังคารในแม่น้ำเจ้าพระยา

ลุงยูรเล่าว่าพอศพออกจากประตูผีมาถึงวัด เจ้าหน้าที่เรือนจำจะตามออกมาเปิดฝาโลงดูอีกครั้งว่าตายจริง ทุกศพมีรูกระสุนที่อกพรุน เลือดทะลักจนชุ่มชุดนักโทษนองลงไปก้นโลงส่งกลิ่นคาวหึ่ง ลุงยูรมีหน้าที่ที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าศพจากชุดนักโทษมาเป็นชุดธรรมดาโดยทางเรือนจำมีเสื้อผ้าเบอร์ใหญ่มาให้เพื่อให้แต่งให้ศพ การแต่งตัวให้ศพต้องเอาด้ายตราสังออกเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

ลุงยูรแกเล่าว่า มีนักโทษประหารรายหนึ่งเป็นพลเรือนจำชื่อไม่ได้ ทำหน้าที่ขับรถรวมอยู่ในขบถ ณ เณร เป็นคนต่างจังหวัดได้สู้คดีจนถึงที่สุดแต่ไม่รอด ลุงยูรดึงดอกไม้กำออกจากมือที่พนม ใช้มีดหมอตัดสายสิญจน์ที่ตราสังออก มือที่รวบไว้ก็กางออก ตาที่เขาปิดไว้กลับลืมโพลงขึ้นทันที หากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่สัปเหร่อก็คงจะขวัญหนีดีฝ่อ แต่ลุงยูรเล่าว่า

“ข้าก็ทำตามที่หลวงปู่ได้สอนไว้ ให้จ้องไปที่ตาแล้วให้บังสุกุลแบบเดียวกับพระว่า “อนิจจังวะตะสังขารา…วูปะสะโมสุโข” ได้ผลจริงๆตาของศพปิดลงเองเหมือนตุ๊กตาเด็กเล่นที่เขามีตากลให้หลับตาได้เมื่อวางนอนราบกับพื้นนี่เป็นศพแรกที่ข้าได้ทดลองวิชาของหลวงปู่”

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลุงยูรได้มัดตราสังใหม่อีกรอบ พอมาถึงมือก็กลับหุบเข้ามาพนมที่หว่างอกไม่ได้ มันแข็งโป๊ก ลุงยูรได้ออกแรงหักข้อศอกของศพ แต่เหมือนมีแรงต้าน มีดหมอเป็นวิธีสุดท้าย ใช้ปลายมีดหมอจิ้มลงไปที่ข้อศอกศพข้างขวาก่อน แล้วภาวนาว่า “จิ เจ รุ นิ อิติปิโสภะคะวา” เสียงกระตุกข้อศอกขวาดังลั่นกร็อบ ต่อมาก็ข้างซ้ายทำแบบเดียวกันจึงเอามือมาพนมได้สำเร็จ จากนั้นเอาสายสิญจน์มัดตราสังใส่ดอกไม้ยัดเข้าไปในซองปูนเพื่อรอญาติ ปิดผนึกแผ่นปูนหน้าซองเขียนหมายเลขเพื่อนำไปใส่หลังชื่อของนักโทษประหาร

นับแต่นั้นมาชาวบ้านวัดบางแพรกใต้ ก็ตกอยู่ในความหวาดกลัว เพราะพอพระอาทิตย์ตกดิน เสียงสุนัขหอนดังจากในวัดออกนอกเขตวัด เสียงสุนัขของชาวบ้านหอนรับเกรียววนไปรอบหมู่บ้าน แล้วหอนตามไปจนเข้าเขตวัดแล้วก็หายไป ลำพังเสียงหมาหอนยังพอทำเนา แต่ที่ชาวบ้านรับไม่ได้ก็คือ ผีหลอก

หลายคนทำงานเป็นกะกลับดึก พอเข้ามาในเขตหมู่บ้านก็เห็นคนซุ่มอยู่ในเงามืดข้างเสาไฟฟ้าสมัยก่อนนั้นไฟ 110 โวลต์แรงดันต่ำ หลอดไฟมีโป๊ะทำด้วยสังกะสีเคลือบสี หลอดไฟวัตต์ต่ำๆ แสงก็เลยซีดๆ พอเดินเข้าไปใกล้ร่างของคนที่ยืนซุ่มอยู่ก็โผล่ออกยืนหันข้างให้แล้วก็พูดว่า

“ขอยาตัว ขอยาตัว”

คนที่เห็นไม่ได้สนใจก็เดินผ่านไป พอคล้อยหลังก็รู้สึกเย็นวาบ หันกลับไปดูก็เห็นร่างที่ขอยาตัวมีเลือดทะลักออกมาจากหน้าอก พอเห็นเต็มตาก็ละลายไปกับแสงไฟฟ้าซีดสลัว ไม่ต้องรีรอวิ่งพรวดเดียวถึงบันไดบ้านแล้วล้มลงตรงนั้น ญาติต้องนำไปให้หลวงปู่วัดบางแพรกรดน้ำมนต์เล่าลือปากต่อปากว่าเป็นผีนักโทษประหารออกอาละวาด

ต่อมาก็ไม่ดักหลอกคนตามเสาไฟฟ้า เพราะคนที่กลับดึกต่างพากันหาที่พักตามบ้านของญาติพี่น้อง คนที่ไม่จำเป็นพอค่ำลงก็เข้าบ้าน ทำให้บ้านบางแพรกใต้แทบจะเป็นหมู่บ้านร้าง ค่ำลงก็ไม่มีคนเดิน ผีนักโทษประหารเปลี่ยนการหลอกใหม่ เลียนเสียงญาติของคนในบ้านไปร้องเรียกพอเปิดหน้าต่างมาดูก็เจอผีเลือดเต็มหน้าอกยืนกวักมือเรียก

ทางวัดจะทำการฌาปนกิจก็ไม่ได้เพราะยังไม่ครบกำหนดที่ทางเรือนจำเก็บศพไว้รอญาติที่สุดก็ร้อนถึงหลวงปู่วัดบางแพรกต้องออกโรงเอง เพราะทนเสียงที่ชาวบ้านมาขอร้องไม่ได้ หลวงปู่จึงเรียกลุงยูรกับเด็กวัดไปที่เก็บศพของนักโทษประหาร หลวงปู่ให้กะเทาะปูนที่ปิดปากซองออกให้นำโลงศพของนักโทษประหารออกมาวางกับพื้น

หลวงปู่เอาเหล็กจารมาจารหัวโลงทางด้านศีรษะของศพแล้วร่ายคาถาสะกด จากนั้นจึงเอาผ้ายันต์สีแดงที่หลวงปู่ลงยันต์ตรีนิสิงเหไว้ปิดลงไปบนฝาโลงลุงยูรเอาตะปูตัวเล็กๆตอกตรึงยันต์กับฝาโลง นำโลงกลับเข้าไปในซองแล้วปิดปากซองเอาปูนยาหลวงปู่เอาดินสอดำเขียนยันต์ที่แผ่นปูนอีกครั้ง แล้วเป่าลมลงไปสามคาบ

“เอาละแน่นหนาพอแล้วอย่าว่าฉันทำร้ายเลย ฉันแค่ขังโยมเท่านั้น เพราะโยมไปก่อความเดือดร้อนให้ผู้คนเขา ฉันจะให้เขาเอาอาหารมาเซ่นโยมทุกวันเพื่อให้โยมได้อิ่ม เป็นอาหารที่เขาใส่บาตรมา ฉันแบ่งมาให้แล้วจะอุทิศกุศลให้โยมทุกวัน วันใดที่จะฌาปนกิจศพโยม ฉันก็จะปล่อยโยมออกมา”

นับแต่นั้นมาผีนักโทษประหารที่เคยหลอกชาวบ้านก็หายไปเหมือนปลิดทิ้ง ลุงยูรเล่ามาถึงตอนนี้ก็คอพลับหลับไปด้วยฤทธิ์สุราขาวค่ำวันรุ่งขึ้นลุงยูรเมาแอ๋มาตามเคย ทำท่าจะโม้เรื่องอื่นต่อ ไพฑูรย์เลยบอกว่า เมื่อคืนเล่าเรื่องของผีนักโทษยังไม่จบ ลุงยูรเลยเล่าต่อ

ครบกำหนดที่ทางเรือนจำกำหนดให้ญาติมารับศพนักโทษทางเรือนจำได้นำปัจจัยมามอบให้กับพระเลขาของหลวงปู่ ให้กราบเรียนให้หลวงปู่ทราบว่าครบกำหนดรอญาติแล้ว ขอให้ดำเนินการฌาปนกิจศพด้วยเงินปัจจัยที่ทางเรือนจำได้มอบให้

ลุงยูรกับเด็กวัดไปเปิดซองปูนเอาโลงศพออกมา ปรากฏว่าภายในมีตุ๊กแกอยู่ตัวหนึ่งไม่รู้ว่าเข้าไปอยู่ได้อย่างไร พอเปิดซองปูนมันก็อ้าปากแดง คล้ายจะพุ่งเข้ากัดมือคนที่ยื่นเข้าไป ลุงยูรบอกว่านึกสงสัยจึงบอกกล่าวว่า

“อย่าเป็นห่วงเป็นใยเลยจะเอาไปเผาให้สิ้นเรื่องไป เจ้าจะไปไหนก็ไปเถิด มาห่วงสังขารอยู่ทำไม”

เท่านั้นแหละตุ๊กแกก็กลายเป็นตุ๊กแกตายซากทันที เอาโลงออกมาแล้ว ลุงยูรก็ถอนตะปูที่ตอกผ้ายันต์ตรีนิสิงเหติดกับโลงออก ดึงผ้ายันต์ออก จากนั้นก็แบกไปที่เมรุ ที่นั่นหลวงปู่วัดบางแพรกใต้ยืนรออยู่แล้วเอาสายสิญจน์ให้ลุงยูรไปพันกับโลงศพจูงวนรอบเมรุสามรอบแล้วนำเข้าเตาเผา นำอัฐิไปลอยน้ำ เรื่องผีนักโทษประหารก็เหลือแต่ความทรงจำ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

%d bloggers like this: