2600.อิทธิฤทธิ์เหล่าศิษย์หลวงปู่ศุข

ถึงแม้ว่าหลวงพ่อศุขท่านจะมรภาพไปแล้วเป็นเวลานานหลายๆปี วิชาอาคมที่ท่านได้ประสิทธิ์ประสาทมอบให้ลูกศิษย์ของท่าน คนที่ได้วิชามายาศาสตร์ทุกอย่างได้ครบถ้วนมากที่สุดคือ เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ

ลูกศิษย์คนอื่นๆได้พอคุ้มตัวเท่านั้น แต่เสด็จในกรมมีผู้กล่าวกันว่าทำการปลุกเสกเวทย์มนต์มีความขลังศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระอาจารย์ จะผูกหุ่นพยนต์ล่องหนหายตัวกำบังกายลงไปเดินในท้องทะเลก็ได้

ยังมีผู้เล่าลือต่อมาแม่แต่หนังสือพิมพ์บางกกอกไทม์ยังเคยลงข่าวเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ว่าเสด็จในกรมหลวงชุมพรได้ ไปเที่ยวตากอากาศทางเรือชายทะเลไปถึงสัตหีบ เอาเรือเทียบเข้าจอดเรือลงไปเที่ยวยิงสัตว์ป่าในเกาะบริเวณนั้นมีทหารเรือบริวารของเสด็จในกรมติดตามไปด้วย


กรมหลวงชุมพรฯ

เสด็จในกรมฯ ทรงมีพระนิสัยชอบล่าสัตว์ถือว่าเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เสด็จในกรมฯ ทดพระเนตรเห็นนกกระยางฝูงหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้บนเกาะนั้น เสด็จในกรมทรงหยิบปืน ร.ศ. ขึ้นประทับบ่าเหนี่ยวไกยิงนกกระสุนไม่ระเบิดทรงยิงอยู่หลายครั้งยิงไม่ออก เสด็จในดรมฯ ทรงประหลาดพระทัยรำพึงว่าชรอยจะต้องมีผู้มีวิชาอาคมอาศัยอยู่ ณ เกาะแห่งนี้ พระองค์ทรงเดินไประยะหนึ่งทรงทอดพระเนตรเห็นกระต๊อบหลังหนึ่งมุงด้วยจากหลังเล็ก

และมีชายคนหนึ่งวัยย่างสู่วัยชราแล้วนอนเอกเขนกอยู่ในกระต๊อบ เมื่อเห็นเสด็จในกรมฯเดินมา ก็ลุกขึ้นนั่งพูดขึ้นว่า “นี่พวกนี้จะมาล่าสัตว์ในป่านี้ไม่ได้นะ” เสด็จในกรมฯทรงพระสรวลตรัสว่า “นี่…สัตว์ป่านี้แกมาเลี้ยงไว้เมื่อไร? แกชื่ออะไร มาจากไหน ทำไมมาอยู่ในป่านี้คนเดียว ไม่กลัวเสือกินหรือ?”

ชายผู้นั้นตอบว่า”ข้าชื่อว่ากัน ไม่อยากอยู่ใกล้มนุษย์มันเหม็นสาบมาอยู่ที่นี่นานแล้ว ตกเบ็ดหาปลาเก็บผักหญ้าหากินเลี้ยงตัวอยู่คนเดียว สบายใจดี นี่แกเป็นใครบังอาจยิงสัตว์ในป่า ..ที่ข้ารักษาอยู่ ในถิ่นแถวสัตหีบนี้ไม่มีใครกล้ามารังแกสัตว์ในเกาะนี้หรอกนะจะบอกให้”


ตากัน-สัตหีบ

เสด็จในกรมทรงกริ้วตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงอันดังขึ้นว่า “แกนี่กำแหงมากนะ แกถือดียังไงมาพูดก้าวร้าวสามหาวอวดดีข้าจะจับตัวเอ็งถ่วงลงในอ่าวนี้ให้ขาดใจตายก็ยังได้”

ตากันได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะอย่างขบขันเป็นเชิงท้าทายพูดว่า “ฮะฮ้า–อย่าว่าแต่อ่าวแค่นี้เลยในท้องทะเลข้ายังเคยลงไปเดินเล่นนั่งเล่นหลายๆ วันเลย ถ้าพวกเอ็งเก่งจริงจับข้ายัดใส่กระสอบมัดเอาเรือถ่วงลงในอ่าวสักวันหนึ่งก็ยังได้”

ตากันพูดแล้วหัวเราะอย่างร่าเริง ทำให้เสด็จในกรมฯ ปวดเศียรเวียนเกล้าทรงพระพิโรธยิ่งนัก อยากจะลองดีตาคนนี้ให้สาแก่ใจ จึงสั่งให้ทหารเรือติดตามนั้นจับตากันมัดใส่กระสอบ ถ่วงลงในอ่าวเอาเชือกโยงผูกติดกับเรือรบที่ทอดสมออยู่นั้นรับสั่งให้ถ่วงนานถึง ๒๔ ชั่วโมง

ถ้าตายก็เอาไปฝังเสียบนเกาะนี้ให้มันเป็นผีเฝ้าเกาอยู่เสียเลย ตากันถูกจับมัดถ่วงลงในน้ำนาน ๒๔ ชั่วโมงแล้วเสด็จในกรมฯ จึงสั่งให้ทหารชักเชือกลากขึ้นไปบนเรือรบแล้วให้แก้เชือกเอาตากันออกจากกระสอบทันที

ทหารเรือทุกคนยืนอยู่พร้อมทั้งเสด็จในกรมฯ เห็นตากันนั่งขัดสมาธิหัวเราะร่า เชือกที่มัดมือเท้าหลุดหมดเสื้อผ้าไม่เปียกเลยแม้แต่น้อยพากันแปลกใจเป็นอันมาก เสด็จในกรมฯ จึงตรัสถามว่า “ตากันแกมีวิชาอะไร?”

ตากันทราบได้ทันทีว่าเป็นเสด็จในกรมฯ พระโอรสพระเจ้าแผ่นดินจึงยกมือขึ้นไหว้ขอประทานโทษพูดว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่ามีวิชาอาคมติดตัวบ้าง หลวงพ่อท่านเคยประสิทธิ์ประสาทให้ ข้าพระพุทธเจ้าทูลเป็นความจริงว่าจะเดินในท้องมหาสมุทรก็ได้”

เสด็จในกรมฯ ได้ทรงฟังแล้วทรงมีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งทรงตรัสว่า “เออ!– แกก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันกับฉันนะซิ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อ่าวนี้ฉันจะตั้งให้เป็นชื่อของแกว่า “อ่าวตากัน” อ่าวนี้เป็นของแกก็ว่าได้แกจะจับสัตว์น้ำหากินตามสบาย ”

ตากันก้มลงกราบอำลาขึ้นไปบนเกาะทำมาหากินตามเคยหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ลงข่าวเวลานั้นตากันอายุได้ ๙๕ ปีแล้วบัดนี้แกได้สิ้นอายุด้วยโรควันชราแล้ว อ่าวนี้ยังเรียก “อ่าวตากัน” สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ตากันเมื่อแกยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังมีลูกศิษย์ลูกหามาก หลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบก็เป็นศิษย์ถึงปีแกจะทำการไหว้ครูทุกๆ ปี ยังมีคนเลื่อมใสขอของป้องกันตัว ขอยารักษาโรคจากตากันเป็นจำนวนมาก

มีผู้เล่าว่าเสือไทย ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่า เคยมาอาศัยอยู่กับตากัน เพื่อลี้ภัยทางกฏหมายอยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้เล่าว่าเสือไทยเป็นสุภาพบุรุษศีลธรรม ไม่เคยปล้นสดมภ์ลักขโมย

ตอนที่เสือไทยกลายเป็นเสือจำเป็นนั้น เขามีเรื่องจำเป็นที่จะต้องฆ่าคน เพราะความเจ็บใจเรื่องส่วนตัวบางอย่าง จึงไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมเพื่อสู้กรรมทางกฏหมายได้ เขาจึงหนีเอาตัวรอดเรื่อยมา แต่ยังมีพวกโจรเสือปลาลักขโมยปล้นทั้งหลายไปทำโจรกรรมที่ไหนก็อ้างชื่อเสือไทยทุกครั้ง เสือไทยจึงมีชื่อไม่ดีเรื่อยมา

มีผู้เล่าว่าเสือไทยหายตัวได้ ครั้งหนึ่งเสือไทยถูกตำรวจล้อมจับ เสือไทยจวนตัวก็ทิ้งผ้าที่ถือติดตัวไปด้วยทิ้งไว้แล้วหนีจากวงล้อมผ้าที่ทิ้งนั้นกลายเป็นรูปเสือไทย เจ้าหน้าที่ยิงกระหน่ำจนหมดกระสุน เสือไทยไปพ้นแล้วจึงได้กลายเป็นผ้าเช็ดหน้าหล่นอยู่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแปลกใจไปตามๆ กัน

ทุกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่ตามติดๆเข้าใกล้เสือไทยมักจะทิ้งของที่ติดตัวไว้เป็นจำลองรูปพลางตาตำรวจเสมอ วิชาอาคมต่างๆที่เสือไทยใช้เอาตัวรอด คือของหลวงพ่อศุขวัดมะขามเฒ่าทั้งสิ้น

ฉะนั้นเสือไทยจึงได้รอดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจตราบเท่าทุกวันนี้ นับว่าเป็นประวัติการครั้งแรกของเมืองไทย ซึ่งเสือไทยรอดชีวิตไปได้อย่างน่าพิศวง จนมีผู้เอานามกระเดื่องของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขายบัตรให้ผู้เข้าชมเอาเงินมายาไส้ ร่ำรวยไปตามๆกัน

ขอบคุณที่มา ร่มโพธิ์ใส

แอพเกจิ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ