2398. หลวงพ่อปาน พบพระอภิญญาในป่าลึก

หลวงพ่อปาน พบพระอภิญญาในป่าลึก

ในระหว่างที่รอนแรมกันไปกลางป่า มีสิ่งที่น่าประหลาดอย่างหนึ่งก็คือ เสียงดนตรี ไม่ทราบว่ามีมาจากไหน มันเป็นเสียงเพลงไทยธรรมดานี่เอง มีให้ฟังทุกวัน ฟังชัดมากเหมือนกับเรานั่งอยู่ติดวงดนตรี คณะธุดงค์ทุกท่านได้ยินเหมือนกันหมด

บางวันแอบมีกลองยาว เสียงโห่ เสียงยั่ว บางขณะก็เป็นเครื่องสายมโหรีปี่พาทย์ใหญ่วงใหญ่ เสียงร้องส่งเป็นเสียงผู้หญิง
หลวงพ่อปานท่านบอกว่า ท่านตรวจแล้วพบว่าเป็นเครื่องดนตรีคณะเดิมของท่านเองที่ท่านสร้างสมบารมีไว้เดิม คณะดนตรียังเป็นนางฟ้าเทวดากันอยู่ เขาเห็นเจ้านายเก่าเข้าอยู่ในป่าเกรงว่าจะเหงาเลยเอามาบรรเลงให้ฟัง


เรื่องเสียงดนตรีนี้ หลวงพ่อท่านเตือนว่า ฟังแล้วอย่าติดเสียง จงจำเสียงที่เกิดขึ้นและขาดไปให้ทราบว่ามันเป็นอนิจจัง เขาตีมันดัง พอหยุดตี มันไม่ดัง เมื่อหยุดตีแล้วไปคลำหาเสียงคิดว่ามันหล่นอยู่ตรงไหนก็หาไม่พบ ท่านว่าตรงนี้มันเป็นอนัตตา
หลวงพ่อปานวัดบางนมโคนี่ ปกติท่านมีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เวลาบำเพ็ญกุศลแต่ละครั้งท่านประกาศท่ามกลางประชาชนว่า ขอผลบุญนี้ที่ข้าพเจ้าทำแล้วจงสำเร็จแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลเถิด

ไปธุดงค์คราวนั้นคณะธุดงค์ออกเดินทางกันตั้งแต่ข้างแรมเดือนอ้าย แล้วกลับวัดเอาใกล้จะเข้าพรรษาเดือน 8 ไปดงกันจริง ๆ กินข้าวชาวบ้านไม่กี่วัน นอกนั้นกินข้าวในป่า
เมื่อเข้าถึงเขตเชียงตุง ไปตามถ้ำต่าง ๆ จึงพบพระ เพื่อนของหลวงพ่อปานที่ได้อภิญญา เรื่องก็มีมาว่าเข้าไปพบพระองค์หนึ่ง พอเข้าไปถึงเขาลูกหนึ่ง แล้วก็มีพระองค์หนึ่งแก่ ๆ ผอม ๆ ผมยาวใกล้ถึงเอว เสื้อผ้าที่ท่านใส่เป็นสีที่บอกไม่ถูก พอเข้าไปแล้วพอเห็นกันเข้า

หลวงพ่อปานท่านถาม
“เออ นี่พระหรือคน”

พระองค์นั้นหันมาทำตาขวาง ๆ แล้วพูดว่า “ไอ้พระมันอยู่ที่ไหน ท่านพูดแบบนี้นะว่า เฮ้ย พระมันอยู่ที่ไหนวะ”

หลวงพ่อปานท่านว่า ”เอ้า เห็นผมยาว ผ้าอีหรุปุปะ สีเหลืองไม่มี จะรู้หรือว่าพระหรือคน”

ท่านก็ถามว่า “พระมันอยู่ที่ผมหรือวะ”
หลวงพ่อป่านท่านบอก “ไม่ใช่”

ท่านถามต่อไปว่า “พระมันอยู่ที่ผ้านุ่งหรือวะ”
หลวงพ่อปานท่านบอกว่า “ไม่ใช่”

ท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่า “พระอยู่ที่ไหน”
หลวงพ่อปานบอกว่า “พระน่ะอยู่ที่ใจสะอาด”

แล้วท่านก็เลยหันมาบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นละก็เสือกมาถามทำไมว่าพระหรือคน”
หลวงพ่อปานบอกว่า “เห็นผมยาว เห็นผ้ารุงรัง”
“ก็ในเมื่อพระไม่ได้อยู่ที่ผม พระไม่ได้อยู่ที่ผ้า แล้วเสือกมาถามทำไม ทำไมไม่ดูใจคน”

ตอนนี้ท่านทำท่าโมโหจัดแล้วบอกว่า “ไอ้พระบ้าน พระเมือง พระกินข้าวชาวบ้านแบบนี้อวดดี มันจะต้องเห็นดีกัน”

หันไปคว้าไม้แบบหวายยาวประมาณวาหนึ่ง ขว้างตกไปข้างหน้าหลวงพ่อปาน ไม้นั้นกลายเป็นงูใหญ่ ยาวหลายวา ใหญ่มาก เลื้อยเข้ามาทำท่าจะกัด บรรดาศิษย์ธุดงค์ทั้งหลายหลบไปอยู่หลังหลวงพ่อปานกันหมด ต่างแปลกใจเห็นไม้เป็นงู


หลวงพ่อปานเห็นงูเผ่นเข้ามา ท่านก็เลยบอก เฉย ๆ เสีย แล้วก็หยิบใบไม้ขว้างลงไป ใบไม้กลายเป็นนก เฉี่ยวเอางูติดเล็บขึ้นไปบนยอดไม้ แล้วก็เล่นกันอยู่อย่างนั้นล่ะ ทำเป็นเสือเป็นสางเป็นอะไรต่ออะไรของท่าน ไม่เห็นท่านเสก หรือว่าคาถาอะไร คว้าอะไรได้ก็ขว้างลงไป มันก็เป็นขึ้นมา อีกองค์ก็คว้าขึ้นมาได้ ก็ขว้างลงไป เป็นตัวอะไรมาได้ แล้วก็รบกัน

เมื่อกันเหนื่อยแล้วต่างคนต่างนั่งหัวเราะกัน แล้วก็คุยให้ฟังว่า นี่ข้าเพื่อนกัน หลวงพ่อปานพยักหน้า ศิษย์คณะธุดงค์ก็เลยเข้าไปกราบท่าน ท่านเอามือมาลูบหัว หลวงพ่อปานก็บอก
“พระพวกนี้เขาอยากเห็นของจริง แล้วเขาเป็นคนเอาจริง นี่พวก 3-4 องค์นี่เขาเอาจริง ก็เลยอยากจะพามาให้พบ อยากจะให้สอน 2 องค์นี่ในด้านอภิญญา”

ท่านชี้ไปที่พระเพื่อนหลวงพ่อฤาษีฯ 2 องค์ ส่วนหลวงพ่อฤๅษี หลวงพ่อปานท่านไม่ได้ชี้ แล้วท่านก็บอก
“องค์นี้ไม่ได้ เล่นอภิญญาไม่ได้ คือว่าต้องอยู่บ้านอยู่เมือง เป็นหนี้เขาอยู่มาก ต้องใช้หนี้เขา ลูกหลานมาก บริวารมาก บริษัทมาก ให้เล่นอภิญญาไม่ได้ ถ้าขืนเล่นอภิญญาเดือดร้อน ดีไม่ดีพระเขาจะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม แล้วพากันจับสึกเข้า อะไรเข้า จะพากันลงนรก

พระพวกได้อภิญญานี่ดีไม่ดี ถ้าเป็นอภิญญาโลกียวิสัย ถ้าละกิเลสไม่ได้หมด ก็จะล่อพระหรือชาวบ้านที่มาว่า มากลั่นแกล้ง อานไปตาม ๆ กัน ดีไม่ดีก็ชี้ให้ง่อยไปเสียบ้าง ขาเป๋ไปบ้าง ตาบอดไปบ้าง เดี๋ยวก็เอาปากทำตูด เอาตูดทำปาก ให้ขี้ออกทางปาก กินทางตูด อะไรอย่างนี้ อย่างนี้เรียนไม่ได้ เรียนอภิญญาไม่ได้ สอนไม่ได้ องค์นี้ให้มันได้วิชชา 3 ช่วยให้มันทรงมโนมยิทธิเท่านั้นพอแล้ว”

พอหลวงพ่อปานบอกเท่านั้น ไม่เห็นว่าท่านตั้งท่าอะไร ท่านหันมายิ้มฟันขาว บอกว่า
“เฮอะ จะสอนอะไร ไอ้พวกนี้มันได้หมดแล้ว ไอ้นี่ มโนมยิทธิมันก็ได้แล้ว ไอ้เจ้าเขียนนี่มันก็ได้แล้ว”

แล้วหันไปพูดกับพระเขียนว่า
“เออ เขียนเอ๊ย เอ็งน่ะมันรีบตายนะ ตั้งใจวิปัสสนาญาณนะโว้ย มุ่งเอาพระนิพพานเป็นที่ไป อย่าไปยุ่งกับใครนะ เอานิพพานอย่างเดียวนะเอ็งนะ กลับไปนี่ตายแน่ เอาเข้านั่น มันตายดีวะ ตายดีกว่าอยู่ อยู่นานเท่าไรลำบากเท่านั้น ตายเร็วเท่าไรสบายเท่านั้น “

แล้วก็หันมาพูดกับพระเพื่อนหลวงพ่อฤๅษีฯ ทั้งสององค์ว่า
“เออ เอ็งได้แล้วนี่หว่าอภิญญา เอ็งจะมาเอาอะไรกับข้า เอาละ ถ้ามันมีอะไรสงสัยถามข้าได้ แต่ข้าไม่มีอะไรบอกวะ อาจารย์แกเขาเก่งอยู่แล้ว ข้าน่ะไม่ได้เก่งกว่าเขาหรอก ไอ้เขาน่ะทำถ่อมตัวเพราะเขาอยู่ในบ้านในเมือง นี่เขาหายใจไม่ออก เรียกว่าเขาอดกลั้นไม่ไหว เขาก็ออกมาหาข้าเสียที นี่เขาทำแบบนี้มานานแล้ว เออ ข้ามันเป็นชาวดงชาวป่า จะเอาได้แต่วิชาป่าอย่างเดียว ต่อไปนี้ 2 องค์ เราไม่มีหนี้กับเขา เออ ไอ้เจ้านี่…

แล้วท่านก็หันมาหาหลวงพ่อฤๅษีฯ
“เอ็งนี่ลูกมากหลานมาก เป็นหนี้เขามากนะลูกนะ เอามันแค่วิชชา 3 ก็พอฮิ ลูกฮิ เอ็งจะเข้าป่าเข้าดงกับเขาได้ ก็เข้าได้ไม่นานหรอก ต้องไปใช้หนี้เขา ไอ้เด็ก ๆ เล็ก ๆ มันยังไม่เกิดก็มีอีกมาก สงเคราะห์เขาไปนะ เรามันพวกพ้องมากนี่ เรามีพวกมีพ้องมาก มีอะไรก็แบ่งปันเขาไปช่วยสงเคราะห์เขาไป เป็นการช่วยสงเคราะห์ตัวเองนั่นแหละ”
ท่านว่าอย่างนั้น ว่าเสร็จก็คุยกัน หลวงพ่อปานกับคณะพักอยู่กับท่านประมาณครึ่งเดือน

หลวงพ่อฤาษีฯ เล่าถึงท่านไว้ว่า
“ท่านสอนวิปัสสนาญาณสวยงามมาก ว่าถึงลีลาที่ท่านสอนไพเราะเหลือเกินบรรดาผู้ฟัง แต่ลูกหลานที่รัก เวลาพูดจริง ๆ นี่นะ เวลาท่านสอนพระกรรมฐาน วิปัสสนาญาณ เห็นชัดพูดแจ่มใส พูดช้า ๆ และพูดสั้น ๆ การพูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง พูดชั่วโมงเอาเรื่องไม่ได้ ท่านพูดไม่กี่คำ ประโยคสั้น ๆ เข้าใจง่ายเห็นชัด นี่ท่านเป็นพระอรหันต์เสียเยอะแยะ”

องค์หนึ่งแล้ว ต่อไปองค์ที่ 2
องค์ที่ 2 นี้ท่านเอาไม้มาถากทำเป็นรูปปืนไว้มากมาย พิง ๆ ไว้ในถ้ำ เมื่อคณะธุดงค์ไปถึง ก็เห็นท่าน ซึ่งแต่งตัวแบบฆราวาส
หลวงพ่อปานถามว่า “ทำปืนทำไม”
บอกว่า “ต่อไปประเทศชาติเกิดสงครามก็เอาไม้นี่แหละแบกไปที่ตักศิลา ไปชุบ ๆ เข้าแล้วมันจะเป็นเหล็กแล้วเอามายิงข้าศึก”
หลวงพ่อปานถามว่า “ไม่บาปรึ”

บอกว่า “ไม่เกี่ยว บาป ไม่บาปไม่เกี่ยว พระชาวบ้านไม่เกี่ยวนี่ มันเรื่องของพระป่า”
หลวงพ่อปานบอกว่า “พระป่านี่ขี้โกหก มันจะมีแบบมีแผนอะไร เอาไม้มาถากเป็นปืนแล้วมาชุบเป็นเหล็ก แล้วเอายิงชาวบ้านได้ แบบแผนประเภทนี้มันไม่มี มันหาตัวอย่างไม่ได้ หาแบบฉบับที่ไหนไม่ได้ โกหกพกลม พระในป่าหาสัจจะความจริงอะไรไม่ได้”

เป็นอันว่าทะเลาะกัน หลวงพ่อปานก็เลยบอก
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน มาแสดงกันให้ปรากฏ เอากันให้เห็นชัด เอากันให้ชัดเถอะ จะว่าปืนกระบอกไหนให้เป็นเหล็ก ไหนทำให้ดูซิ แล้วมันจะยิงได้อย่างไร ไอ้กระบอกก็ไม่มีรู”
ท่านเลยบอก “เอา มาไปด้วยกัน ไปเมืองตักศิลา ที่นั่นมีบ่อน้ำทิพย์สำหรับชุบเป็นเหล็ก ได้เป็นเหล็กกล้า ถ้าต้องการเป็นเหล็กกล้าไปชุบที่นั่นชุบได้ถ้าเหล็กไม่ดีนะ”

ท่านก็แบกปืน ท่านแบกไปกระบอกหนึ่งไม่ยักเอาไปหมด
หลวงพ่อปานบอก “ทำไมไม่เอาไปให้หมด”
ท่านบอกว่า “ไม่ได้ เวลาเกิดสงครามเอาไว้ใช้”
ท่านบอกว่า “มา เดินตามข้ามา ไปเมืองตักศิลา”
แล้วท่านก็ออกเดิน คณะพระธุดงค์ก็เดินตาม เดินประเดี๋ยวเดียวไม่ถึง 15 นาที ถึงแล้ว และเห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ก็เอาปืนชุบลงไป มันกลายเป็นเหล็กออกมา ยิงไปก็ดัง ปัง ปัง แต่ไม่มีลูกกระสุนออกมา


ถามว่า “ไหนเมืองตักศิลา”
ท่านบอกว่า “นี่แหละ”
หลวงพ่อฤๅษีฯ เล่าว่า “มองไปมองมาเอ๊ะ มันแดนเมืองกำแพงเพชร”
ท่านบอกว่า “นี่แหละเมืองตักศิลาสมัยพระพุทธเจ้า มันคือกำแพงเพชรนี่แหละ”
หลวงพ่อฤๅษีฯ เล่าว่า “ความจริงประเทศไทยก็มีความเกี่ยวข้องกับสมัยพระพุทธเจ้าเหมือนกัน สมัยโบราณโน้นนะ ที่เขาไปเรียนศิลปศาสตร์เมืองตักศิลา ท่านบอกว่าเมืองกำแพงเพชรนี่แหละ”

เป็นอันว่าสิ่งที่ท่านทำก็เป็นเรื่องของอภิญญา ทำให้ดู ไม่ใช่จะไปรบกับใคร แล้วเวลาที่คณะพระธุดงค์พักอยู่กับท่าน ๆ ก็สอนกรรมฐานให้ดี

ต่อมาพบกับอีกองค์ ๆ นี้หลวงพ่อปานเรียก พระทั้งขี้ค้างคาว ท่านนั่งกรรมฐาน นั่งสมาธิจนกระทั่งขี้ค้างคาวท่วมขึ้นมาถึงเอว ขี้ค้างคาวมันท่วมเต็มถ้ำตลอดถ้ำ ไม่ใช่ท่วมนิดท่วมหน่อย มันท่วมตลอดถ้ำขึ้นมาถึงเอวเลย มันท่วมเอวขึ้นมาเลย แต่ว่าพระองค์นั้นท่านไม่ลืมตาเลย เนื้อเหลืองอ้วน อยู่ในถ้ำ ต้องคลานเข้าไป เหม็นขี้ค้างคาวเกือบแย่ เข้าไปหลวงพ่อปานไปสะกิด ๆ เรียกท่าน ๆ ลืมตาขึ้นมาดูที แล้วก็หลับตาไปอีก เป็นอันว่าไม่ยอมพูดด้วยเลย นี่เป็นอันว่าองค์นี้ใช้ไม่ได้เลย อาศัยไม่ได้ ได้แต่หลับตาอย่างเดียว

หลวงพ่อปานบอก “มาหลายหนแล้ว นี่ตั้งแต่ฉันธุดงค์มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ มาเห็นทีไรก็นั่งหลับตาแบบนี้”
ถามหลวงพ่อปานว่า “แบบนี้ไม่ตายหรือครับ”
หลวงพ่อปานท่านบอกว่า “ท่านอยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติ”
“เรื่องของพระอริยเจ้านี่เป็นเรื่องลำบากนะลูกนะ ว่าอย่างนั้น เรื่องของพระอริยเจ้าเป็นสิ่งเกินวิสัยที่เราจะเข้าใจได้ พวกเธอจงอย่าเอาจิตใจเข้าไปวัดกับพระอริยเจ้า สิ่งใดที่ยังสงสัยยังไม่รู้อย่าคัดค้านเข้านะมันจะเป็นบาปเพราะเราเองไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นสัพพญูวิสัย สามารถจะรู้อะไรได้หมด พวกเธอจงจำไว้นะ”

หลังจากนั้นคณะพระธุดงค์ก็พากันกลับวัด แล้วบรรดาลิงป่าทั้งหลาย 30 ตัวที่ตามมา ก็มาแยกกันที่สระบุรี กลับวัดคราวนั้นก็ปรากฏเข้ามาถึงวัดวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ออกจากวัดตั้งแต่แรม เดือนอ้าย กลับถึงวัดขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 หัวไม่ได้โกน ผมขึ้นยาวเหลือเกิน พอเข้าวัดเท่านั้น หมาที่เคยให้ข้าวกินมันจำไม่ได้ มันวิ่งไล่โฮกฮากทีเดียว แต่หมามันจำกลิ่นเก่ง พอใกล้มันได้กลิ่นมันกระดิกหางเข้าหาหลวงพ่อปาน

ท่านก็เลยบอกว่า “เราไปธุดงค์กันแค่หมาแปลกใช้ได้นะ ไอ้การธุดงค์นี่ต้องไปกันให้หมาแปลก ถ้าหมายังไม่แปลกก็ไม่ควรจะกลับวัด”
ที่มา​ ศิษย์มีครู

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ