2329.หลวงตาบรรลุพระอนาคามี

#หลวงตาบรรลุพระอนาคามี
#จากหนังสือ
#พ่อแม่ครูอาจารย์บัว_ญาณสัมปันโน

เวลาออกทางปัญญานี่ ! ไม่มีในตำรา เป็นการตามต้อนกิเลส กิเลสประเภทไหนเป็นอย่างไร สติปัญญานี้เหนือกว่า ตามต้อนกันทัน เผากันไปเรื่อยๆ มันเป็นเอง นั่นละ ! ที่มันเพลิน มันไม่ได้หลับไม่ได้นอน มันเพลินฆ่ากิเลส เพราะเห็นภัยอย่างสุดหัวใจแล้ว

ถึงขนาดที่ว่า“ยังไง กิเลสไม่ตาย เราต้องตาย” เรื่องแพ้ไม่ต้องพูดถึง จะให้ยกมือยอมแพ้นั้นไม่มี ไม่สนใจกับเรื่องตากแดด ตากฝน ไม่มี
เวล่ำเวลามายุ่ง ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักเหนื่อย เดินจงกรมจนเท้าร้อน เหมือนไฟลน แต่ไม่ถึงกับฝ่าเท้าแตก

#การพิจารณาอสุภะ มันคล่องแคล่วแกล้วกล้า มองดูคนไม่ว่าหญิงชาย จะเป็นหนุ่มสาวสวยขนาดไหน มันทะลุเป็นเนื้อ เป็นหนังหุ้มกระดูก แดงโร่ไปหมด สามารถเดินบุกเข้าท่ามกลางสาวสวยๆ ไปได้ โดยไม่มีราคะตัณหาอันใดแสดงออกมา เพราะอำนาจอสุภะมันแรง

เพื่อทดสอบว่าราคะได้หมดสิ้นไปแล้วจริงๆ หรือไม่ จึงเปลี่ยนอุบายบังคับให้หนังหุ้มกระดูกสวยงามขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาแนบอยู่กับตัวอยู่เป็นอย่างนั้น มันก็คอยแต่จะหยั่งลงหนังห่อกระดูก ต้องบังคับให้อยู่แค่ผิวหนัง
พอคืนที่ ๔ น้ำตาร่วงออกมา มันบอกว่า “ยอมแล้ว” แต่ยังไม่รู้ว่าสิ้น

#จึงกำหนดพิจารณาสุภะอย่างเดียวเท่านั้น

๔ วันเต็มๆ คืนที่ ๔ มีลักษณะยุบยับชอบกล เหมือนจะกำหนัดในรูปสวยๆ งามๆ ที่กำหนดแนบตัวอยู่เป็นประจำในระยะนั้น มีสติรู้ทัน ก็กำหนดเสริมขึ้นเรื่อยๆ นั่น ! มันมีลักษณะยุบยับเห็นไหม จับตัวโจรที่หลบซ่อนได้แล้ว นั่น ! เห็นไหมมันสิ้นอย่างไร ? ถ้าสิ้นทำไม ? จึงเป็นอย่างนี้

ก็กำหนดขึ้นๆ คือคำว่า “ยุบยับนั้น เป็นแต่เพียงอาการของจิต” ไม่มีอาการทางอวัยวะ ต้องปฏิบัติด้วยอุบายใหม่ โดยกำหนดสุภะ และอสุภะสับเปลี่ยนกัน พอกำหนดมันก็ดับพึบเดียวๆ จึงนั่งกำหนดอสุภะไว้ข้างหน้า ไม่ให้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตเพ่งดู ด้วยความมีสติจดจ่อ พอกำหนดเข้าไปๆ อสุภะที่ตั้งอยู่ข้างหน้า มันถูกจิตกลืนเข้ามาๆ อมเข้ามาหาจิต สุดท้ายก็รู้เห็นว่า “เป็นจิตเสียเองเป็นตัวอสุภะ และเป็นสุภะ หลอกตนเอง” จิตก็ปล่อยผลัวะทันที

#ปล่อยอสุภะภายนอก เข้าใจแล้วทีนี้
เพราะมันขาดจากกัน นี่ ! มันเป็นเรื่องของ
จิตต่างหาก ไปวาดภาพหลอกตนเอง คือเงาตัวเอง จิตหลอกจิต อันนั้นไม่ใช่ราคะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่โมหะ ตัวจิตนี้ต่างหากเป็นตัวราคะ โทสะ โมหะ พอรู้เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว จิต
ก็ถอนตัวจากนั้น มาสู่ภายใน

มันก็ทราบชัดอีกว่า ภาพภายในนี้ก็เกิดจากจิต มันดับก็ดับที่นี่ มันไม่ได้ดับที่ไหน พอกำหนดขึ้นมันก็ดับไป พอกำหนดไม่นานก็ดับไป ต่อไปก็เหมือนไฟแลบนั้นเอง พอกำหนดขึ้นมาเป็นภาพ ก็ดับไปพร้อมๆ กันเลย จะขยายเป็นสุภะ อสุภะ อะไรไม่ได้.. ต่อจากนั้น..!

#นิมิตภายในก็หมดไป_จิตก็กลายเป็นจิตว่าง

ว่างหมด.. กำหนดดูอะไร ? ก็ว่างไปหมด มองดูต้นไม้ภูเขาตึกรามบ้านช่องเห็นเป็นเงาๆ รางๆ จิตมันทะลุไปหมด ว่างไปหมด ดูร่างกายของตนก็เป็นเงาๆ ส่วนจิตแท้มันทะลุไปหมด มันว่างไปหมด มันปล่อยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหมด เหลือแต่ความ
รู้เดียว มันดูดดื่มกับความรู้นี้อย่างเดียว จิตดวงนี้จึงเด่น ความเด่นนี้ทำให้สว่างไปหมด จนน่าอัศจรรย์

#เมื่อเล่าถวายท่าน_พระอาจารย์มั่น

ท่านได้เมตตาพูดขึ้นว่า “เอ้อ ! ถูกต้องแล้ว เหมาะแล้ว ได้พยานแล้ว ได้หลักได้เกณฑ์แล้ว อย่างนี้ละ.!..”
#ท่านพระอาจารย์มั่นเองก็ได้ธรรมเช่นนี้
คือการบรรลุพระอนาคามี ที่ถ้ำสาริกา
จังหวัดนครนายก

[วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓]​ เป็นวันที่

#หลวงตามหาบัวบรรลุธรรมขั้นสูงสุด

ตรงกับวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เวลา ๕ ทุ่มตรง ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร

#พระธรรมเทศนาโดย_หลวงตามหาบัว
ท่านเล่าถึงวินาทีที่ท่านบรรลุธรรมครับ

#บทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร
ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น

แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะมาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้นมันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะพอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่นเหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์

มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ #พระพุทธเจ้า_พระธรรม_พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น

จากนั้นมาเรื่องภพเรื่องชาติขาดสะบั้นไปพร้อมๆ กันหมดไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย เป็นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น

แต่ก่อนพอระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะมาพร้อมกันๆ แต่ในขณะใหญ่นี้ผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นอันเดียวกันแล้วธรรมทั้งแท่ง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้าเลย นี่ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์

เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่สลักปักลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปทีไรต้องจ้องอยู่นั่นละ แต่ทุกวันนี้มันขึ้นข้างบนไม่ได้ ก็ไปอยู่ที่ศาลาข้างล่าง แต่ก่อนไปปั๊บขึ้นเลย ไปชมอะไรพูดไม่ถูกละ ชมธรรมอัศจรรย์ของเราที่เป็นในที่เช่นไร มันจะวิ่งเข้าถึงนั้นเลย แต่เวลานี้ขึ้นไม่ได้ มีแต่มองไปด้วยจิตเท่านั้นละ เห็นบุญเห็นคุณวัดดอยธรรมเจดีย์ของเรา

เราได้ปฏิบัติมาก็อย่างนี้ละกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายเวลาออกปฏิบัติทีแรกจิตมันดีดมันดิ้น มันฟัดมันเหวี่ยงกับเรานี้ โอ๊ยหัวคว่ำหัวหงายไปเลย ครั้นเอาไปเอามาก็มีกำลังฟัดกันๆต่อไปกิเลสก็หงายเลย พอกิเลสหงายฟ้ากระจ่างขึ้นมาเลยเรียกว่าฟ้าดินถล่มในสถานที่นั่นวัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓

นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรมเรื่องความเกิดความตายความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเราเองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้นอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย

คืนวันนั้นไม่นอนเลยพอนั่งแล้วก็คำนึงถึงความอัศจรรย์ของธรรมพระพุทธเจ้าก็มาอยู่อันเดียวกันเสีย พระธรรมก็เป็นอันเดียวกันเสียพระสงฆ์ก็เป็นอันเดียวกันเสียเลยไม่ปรากฏว่าเป็นสองเป็นสามเหมือนที่เราเคยคิดมาแต่ดั้งเดิมพอมาถึงจุดนั้นแล้วผางทีเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆจากนั้นมาแล้วพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆพระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ

โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วนะนั่น มันเป็นแล้วอัศจรรย์ตั้งแต่บัดนั้นมา ขาดสะบั้นเรื่องภพเรื่องชาติตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้คิดได้คาดว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนเกิดแล้วจะไปตายที่ไหน จะขึ้นจะลงที่ไหน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวงพอแล้วอยู่กับคำว่าธรรมธาตุ พอแล้วอยู่กับคำว่านิพพานเที่ยงรวมอยู่นั้นหมด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหนองค์ไหนก็แบบเดียวกันๆ ถามหาพระพุทธเจ้าองค์ไหนองค์นั้นชื่อว่าอย่างไรองค์นี้ชื่อว่าอย่างไร พระนามของท่านชื่อว่าอย่างไรไม่ถาม

#ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เป็นอันเดียวกันเหมือนกันกับน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั่นละ เมฆก้อนไหนก็ตามลงมาสู่น้ำมหาสมุทรแล้ว เป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลยไม่ได้แยกแยะว่าเมฆก้อนหนึ่งเป็นฝนมาจากเกาะไหนดอนใดไม่มีลงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้พอผางขึ้นมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นอันเดียวกันหมด ถามที่ไหนเมฆก้อนไหนตกลงมาก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เมฆหมายถึงธรรมก้อนไหนตกเข้ามาในหัวใจเราจากความเพียรของเราก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานไปตามๆ กันหมด หายสงสัยตั้งแต่บัดนั้นมาหายสงสัยแล้ว

การเกิดการตายเราจึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเกิดการตายของเรา เราพูดจริงๆ เปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสีย หมดเรื่องภพเรื่องชาติล้างป่าช้าในชาตินี้ล้างหมดเรียบร้อยไม่มีเหลือ ก็จะมีตั้งแต่เวลาเราตายนี้เขาจะเอาศพของเราไปให้ไฟเผาเท่านั้นเอง ข้อแม้อันหนึ่งนั้นคือว่าพินัยกรรมของเราได้ประกาศไว้แล้วตั้งแต่เรายังไม่ตายนี่เวลาเราตายบรรดาญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาทางใกล้ทางไกลที่นับถือพุทธศาสนา เวลาเราตายนี้ ต่างคนก็ต่างจะเอาสมบัติเงินทองเข้ามาอนุโมทนา มันทนไม่ไหวแล้วจะต้องตายก็ต้องยอมรับ ปัจจัยทั้งหลายก็มาทุ่มให้เราๆ ศพเมรุเน่าๆ นั้นแหละ

พอเขาถวายหมดแล้วเราก็มีพินัยกรรมของเราอีก นี่เวลาเราตายนี้แล้วท่านผู้ใดที่มีศรัทธาความเคารพเลื่อมใสต่อเรา เห็นว่าสุดวิสัยแล้วต่างก็เอาจตุปัจจัยไทยทานมาบริจาค ทีนี้จตุปัจจัยไทยทานที่มาบริจาคเรามีพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว เวลาเราตายพินัยกรรมของเราบอกว่า สมบัติเงินทองข้าวของที่พี่น้องทั้งหลายมาบริจาคทานเพื่อเผาศพของเรานี้ สมบัติเหล่านี้เราตั้งกรรมการรับผิดชอบไว้หมดเลย พอเสร็จเรียบร้อยแล้วจะยกเงินทองทั้งหมดนี้เอาไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง

ตัวเราเองจะเผาด้วยไฟเท่านั้น หายห่วงไปเลย ลบป่าช้าความเกิดแก่เจ็บตายไปหมด นรกสวรรค์ชั้นไหน พรหมโลกอยู่ชั้นไหนลบหมดไม่มีอะไรเหลือ หากประจักษ์ในหัวใจนี้เอง เหลือตั้งแต่ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ เหลือเท่านั้นละ คำว่านิพฺพานํ คือธรรมธาตุ จิตเป็นธรรมธาตุ จิตเป็นธาตุ ธาตุเป็นจิต เรียกว่าเป็นธรรมธาตุแล้ว หาอะไรอีก หมดโดยสิ้นเชิง นี่ละการปฏิบัติมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายแทบเป็นแทบตายก็มาเป็นในคืนวันนั้นละ เป็นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นี่ละกิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจ

ตั้งแต่บัดนั้นมา เราจึงไม่เคยลืมบุญลืมคุณของวัดดอยธรรมเจดีย์นะ คุณอันนี้ฝังลึกมากทีเดียว เราระลึกย้อนหลังไปหาพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ในต้นโพธิ์ใหญ่ ได้ถือต้นโพธิ์เป็นคู่เคียงของพุทธศาสนา เพราะพระองค์ทรงเห็นบุญเห็นคุณของต้นโพธิ์ใหญ่นั้น นี่ก็เห็นบุญเห็นคุณของธรรมกองใหญ่ ธรรมธาตุขึ้นในที่นั่น จึงไม่มีวันลืมเลย ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ

ทุกคนให้จำเอาไว้ นี่ละการปฏิบัติศีลธรรม ปฏิบัติไม่หยุดไม่ถอยได้ไม่สงสัย คำว่าตรัสรู้บรรลุธรรมอย่างนี้ก็ไม่เคยได้คิดได้อ่าน แต่ก่อนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร องค์นั้นเป็นอย่างไร องค์นี้เป็นอย่างไร มันไขว่มันคว้าไปหมด พอธรรมธาตุได้ผางขึ้นมาในหัวใจแล้วพระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไรไม่ถามธรรมะแท้เป็นอย่างไรไม่ถาม พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นธรรมอันเดียวกันทีนี้ก็ไม่ต้องถามใคร เป็นอันเดียวกันหมด ให้พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้..”

#พระธรรมเทศนานาทีบรรลุธรรมขององค์พระหลวงตามหาบัว
*******************************************
กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญ​ ท่าน
เจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้​ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมใน
การเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ทุกๆท่าน.
*******************************************
ขออนุญาตนำมาเผยแผ่เป็นธรรมทาน
แก่ผู้ที่มีความศรัทธา..

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ