2205.พญาครุฑช่วยหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี

พญาครุฑช่วยหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี

หายใจใต้น้ำลึกถึง ๒ ชั่วโมงอย่างอัศจรรย์..เมื่อ “หลวงปู่คำคะนิง”ดำลงไปชมบารมีพระพุทธรูปทองคำ..จนพญาครุฑลงไปช่วยได้ทัน ก่อนจะเกิดอันตราย.

พบพระพุทธรูปทองคำใต้แม่น้ำ โดยหลวงปู่คำคะนิง

คราวนั้น…หลวงปู่คำคะนิงยังธุดงค์อยู่ใน เขตราชอาณาจักรลาวด้วยพอใจในความสงบวิเวกเหมาะที่จะบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะลาวอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านอยู่ห่างไกลกัน ไม่พลุกพล่านเป็นชุมชนใหญ่ๆ เช่นฝั่งไทย

หลวงปู่ธุดงค์มาถึงเมืองบูรพาก็ได้ยินชาวบ้านโจษขานกันว่า ที่แม่น้ำสายหนึ่งซึ่งเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่และลึกมาก ตรงบริเวณน้ำลึกที่สุดนั้นมีพระพุทธรูปทองคำองค์มหึมาจมอยู่ก้นแม่น้ำ วันดีคืนดีจะมีแสงสว่างพวยพุ่งจากพื้นน้ำ แสงนั้นเจิดจรัสเป็นฉัพพรรณรังสีสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณโดยรอบ หลวงปู่คำคะนิงรับฟังเช่นนั้นก็เกิดความสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จึงตกลงใจจะไปพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

หลวงปู่คำคะนิงได้เดินทางมาถึงบริเวณใกล้แม่น้ำ ซึ่งเชื่อว่าตรงกลางแม่น้ำแห่งนี้มีพระพุทธรูปทองคำจมน้ำอยู่ หลวงปู่จึงตกลงใจจะจำพรรษาที่นี่เพื่อต้องการดำน้ำลงไปดูพระพุทธรูปทองคำให้ได้

ในพรรษาแรกนั้น หลวงปู่ได้เตรียมตัวรักษาสุขภาพจนแข็งแรงพอสมควร เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้วท่านก็ทำพิธีตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เทพยดา พญานาค พญาครุฑ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา ขอได้โปรดคุ้มครองรักษาให้พ้นภัยทั้งหลายเพราะเจตนาที่จะดำน้ำลงไปดูพระพุทธรูปทองคำครั้งนี้มิได้มีเจตนาโลภหลงอยากได้มาเป็นสมบัติของตนแม้แต่น้อย หากต้องการลงไปเห็นพระพุทธรูปทองคำด้วยตาตนเองเท่านั้น ครั้นอธิษฐานจิตจบสิ้นแล้วหลวงปู่คำคะนิงได้นำเหล็กแหลมสั้นๆ (เหล็กตอกขึงสายกลด) ติดตัวไปด้วย คิดว่าถ้าจำเป็นต้องขุดต้องแงะจะได้ใช้เหล็กแหลมนี้ทำประโยชน์

เมื่อหลวงปู่คำคะนิงดำน้ำลงไปปรากฏว่าน้ำลึกมากจนรู้สึกปวดแก้วหูจนทนไม่ไหว จึงต้องขึ้นสู่ผิวน้ำและยังต้องรักษาตัวนานนับเดือนอาการเจ็บปวดในหูถึงได้หายไป กระนั้นหลวงปู่ก็ยังไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจ

เข้าพรรษาที่สอง หลวงปู่คำคะนิงเห็นว่าร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว ท่านจึงดำน้ำลงไปอีก แต่ยังไม่ถึงก้นแม่น้ำ ก็ต้องกลับขึ้นมาอีกเพราะเจ็บปวดแก้วหูจนทนไม่ไหว และต้องรักษาตัวเป็นเดือนเช่นเดียวกับครั้งแรก แต่หลวงปู่ไม่ยอมท้อแท้ คิดมานะพยายามจะดำลงไปดูให้ได้

พรรษาที่สาม หลวงปู่คำคะนิงก็ดำน้ำลงไปอีก แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นเดิม เนื่องจากแรงกดดันของน้ำ ทำให้ท่านปวดแก้วหูจนสุดจะทน หากเป็นคนอื่นที่คงยอมเลิกราพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่สำหรับหลวงปู่ไม่ยอมสิ้นมานะ ท่านอธิษฐานจิตว่าต้องลงไปดูให้รู้แจ้งเห็นจริงว่ามีพระพุทธรูปทองคำอยู่ก้นแม่น้ำจริงตามคำเล่าลือ

พรรษาที่สี่ หลวงปู่คำคะนิงทำพิธีตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคุ้มครองเช่นทุกครั้ง แล้วท่านก็ดำดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ คราวนี้อาการปวดเจ็บแก้วหูไม่ปรากฏ ท่านจึงดำลงไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงก้นแม่น้ำ เท้าก็เหยียบลงบนสิ่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูแล้วปรากฏว่าท่านกำลังยืนอยู่บนพระอังสะของพระพุทธรูปองค์หนึ่งโดยไม่รู้ตัว

พระพุทธรูปองค์นี้เป็นทองคำเหลืองอร่ามใหญ่โตมหึมาอย่างที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนขณะที่ท่านยืนเหยียบอยู่บนพระอังสะ เอื้อมมือขึ้นไปจนสุดเหยียดแล้ว แตะมือได้ที่ปลายพระกรรณของพระพุทธรูปเท่านั้น หลวงปู่คำคะนิงประมาณว่าพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ ต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า ๒๐ – ๓๐ เมตรแน่ ส่วนความใหญ่โตของพระพุทธรูปองค์นั้นมหึมายากจะประมาณได้

หลวงปู่อยู่ใต้น้ำก็จริง แต่มองเห็นรอบด้านได้ชัดเจนพอสมควร ทั้งนี้เป็นเพราะบริเวณรายรอบองค์พระพุทธรูปทองคำมีแสงสีทองส่องสว่างเป็นปริมณฑล เวลานี้ผืนน้ำกระเพื่อมไหว และมีรัศมีสีทองส่องกระทบ มองคล้ายสายฟ้าแปลบปลาบตลอดเวลา

ด้านหลังองค์พระพุทธรูปทองคำต่ำลงไปที่ก้นแม่น้ำมีปากอุโมงค์คล้ายกับปากถ้ำขนาดใหญ่ และตรงปากอุโมงค์นั้นมีปลาตัวมหึมาหลายตัวว่ายวนเวียนไปมาประหนึ่งคอยพิทักษ์รักษาปากอุโมงค์เอาไว้ ปลาที่หลวงปู่คำคะนิงเห็นอยู่นั้นใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าปลายักษ์ ปากที่อ้ากว้างของมันสามารถฮุบกันตัวคนทั้งตัวในลักษณะขว้างได้อย่างสบายๆ

จากรัศมีแสงสีทอง ซึ่งส่องไปถึงภายในอุโมงค์กว้างใหญ่ ทำให้มองเห็นสิ่งอัศจรรย์ซึ่งหลวงปู่คำคะนิงไม่คาดคิดว่าจะได้พบเห็น นั่นคือมีคนอยู่ในอุโมงค์ ลำตัวท่อนบนเหมือนคนทั่วไปแต่ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงมาเป็นปลา! หลวงปู่แปลกใจ และสงสัยว่าใต้น้ำเช่นน้ำมีมนุษย์อาศัยอยู่ได้อย่างไร ท่านจึงตัดสินใจว่ายน้ำไปยังปากอุโมงค์เพื่อขอดูให้ถนัดตา ว่าครึ่งคนครึ่งปลาซึ่งเรียกว่านางเงือกนั้นเป็นอย่างไร เพราะที่เห็นตอนแรกๆ นั้นนางเงือกหันด้านข้างให้

เมื่อเข้าไปใกล้ปากอุโมงค์พวกปลายักษ์ได้แสดงอาการไม่ยินยอมให้หลวงปู่คำคะนิงเข้าไป โดยพวกมันรี่ว่ายน้ำมาปิดกั้นปากอุโมงค์ไว้

ในฉับพลันทันทีนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์อันไม่คาดคิด นั่นคือแสงสว่างสีทองเบื้องบนเกิดหายไปดื้อๆ หลวงปู่แหงนหน้าขึ้นไปดูเห็นสัตว์ชนิดหนึ่งตัวใหญ่มหึมาคล้ายกับปลากระเบน หรือนกยักษ์กำลังลอยอยู่เหนือศีรษะท่าน ความมืดใต้น้ำที่ท่านกำลังเผชิญอยู่นี้เป็นเฉพาะลำตัวของสัตว์ประหลาดกางกั้นแสงสว่างเอาไว้ และสัตว์นั้นได้ทิ้งตัวดิ่งลงมาทับร่างของหลวงปู่คำคะนิงอย่างรวดเร็ว ขณะนั้นหลวงปู่อยู่ก้นแม่น้ำ ท่านพยายามจะคลานหนี แต่สัตว์ประหลาดกลับกดน้ำหนักตัวลงมาทับอีก ประหนึ่งจะให้ร่างท่านบี้แบนอยู่ตรงนั้น

หลวงปู่คำคะนิงไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เอามือยันเอาไว้ กระทั่งควานมือไปถูกส่วนหนึ่งของตัวมัน มีลักษณะเต้นตุบๆ คล้ายกับหัวใจเต้นพร้อมกันนั้นท่านก็รู้ว่าสัตว์ประหลาดนั้นเป็นนกยักษ์แน่ๆ เนื่องจากตัวมันห่อหุ้มไปด้วยขนลักษณะขนนก ขณะที่กำลังตกอยู่ในห่วงของความเป็นความตายทกให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด หลวงปู่จึงใช้เหล็กแหลมสั้นที่ถือติดมือมาแทงสวนขึ้นไปโดยไม่มีเจตนาฆ่ามันให้ตาย กะว่าจะให้เจ็บจะได้ถอยห่างออกไป ทันใดนั้นนกยักษ์ก็ทะยานพรวดขึ้นไปคล้ายกระพือปีก การที่นกยักษ์พุ่งขั้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็วทำให้เกิดแรงดึงดูดร่างของหลวงปู่คำคะนิงพุ่งขึ้นตามไปด้วย

ก่อนที่หลวงปู่จะโผล่พ้นผิวน้ำ มีชาวบ้านกำลังพายเรือหาปลาอยู่ใกล้ชายฝั่ง ชาวบ้านพวกนั้นต่างตกใจสุดขีดเมื่อจู่ๆ ก็เกิดเสียงตูมสนั่นหวั่นไหวขึ้นกลางแม่น้ำ ประหนึ่งมีระเบิดตกลงมา แล้วปรากฏคลื่นใหญ่กระจายม้วนเข้ากระแทกฟากฝั่งทั้งสองด้าน และที่กลางแม่น้ำนั้น ชาวบ้านเห็นหลวงปู่คำคะนิงลอยคออยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นซึ่งแผ่วลงช้าๆ พวกนั้นจึงรีบพายเรือไปช่วยหลวงปู่ เมื่อช่วยหลวงปู่ขึ้นมาบนเรือแล้ว และกลับถึงฝั่งชาวบ้านถามว่าเหตุใดท่านจึงโผล่มาจากกลางแม่น้ำ หลวงปู่คำคะนิงได้ตอบเลี่ยงไปไม่บอกตามความจริง และท่านถามว่าเห็นอะไรผุดขึ้นมาบ้างไหม ชาวบ้านบอกว่าไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายระเบิดตกแล้วเกิดคลื่นใหญ่สาดซัดเข้ากระแทกฝั่งเท่านั้น

เมื่อหลวงปู่คำคะนิงกลับมาถึงกลด เปลี่ยนผ้าอาบน้ำมาห่มครองจีวรเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เข้าที่เจริญสมาธิเพื่อตรวจดูว่านกยักษ์ตัวนั้นเป็นอะไรเหตุใดจึงลงไปในน้ำลึกเช่นนั้น ต่อมาท่านได้ทราบว่าเป็นพญาครุฑ หรือพระอุปคุตจำแลงแปลงร่าง ลงไปช่วยท่านตามที่ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาเอาไว้แล้ว ก่อนจะดำลงสู่ก้นแม่น้ำ

เหตุที่พญาครุฑหรือพระอุปคุตจำแลงลงไปช่วยหลวงปู่คำคะนิงน่าเชื่อว่าอันตรายกำลังจะบังเกิดแก่หลวงปู่หาก หลวงปู่ยังดึงดันจะเข้าไปในอุโมงค์เพื่อดูนางเงือก ปลายักษ์เหล่านั้นคงไม่ไว้ชีวิตท่านแน่

เหตุนี้ หลวงปู่คำคะนิงจึงนับถือ พระอุปคุตอย่างที่สุด เมื่อถึงคราวคับขันหรือเจอกันเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ จะต้องอาราธนาขอให้ท่านช่วยทุกครั้ง สำหรับการลงไปดูพระพุทธรูปทองคำก้นแม่น้ำ ไปพบปลายักษ์ และนางเงือกอยู่ในอุโมงค์ใหญ่ กระทั่งพระอุปคุตหรือพญาครุฑจำแลงมาช่วยชีวิตเอาไว้ หลวงปู่คำคะนิงสรุปความอัศจรรย์อีกข้อหนึ่งในตอนท้ายว่า

“อยู่ใต้น้ำถึงสองชั่วโมง ไม่รู้ว่าหายใจใต้น้ำเป็นเวลานานๆ อย่างนี้ได้อย่างไร…”

จากหนังสือ พญานาคมีจริง ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ในวิถีธรรมของพระอริยสงฆ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ