2193.นรกอย่างนี้ที่ท่านว่าหลุมที่มหันตทุกข์

“อย่างนรกอย่างนี้ที่ท่านว่าหลุมที่มหันตทุกข์ ชั่วฟ้าแมบ (ฟ้าแลบ)นี้ไม่มีว่าเป็นความสุข เรียกว่ามหันตทุกข์ อนันตริยทุกข์ ทุกข์ไม่มีระหว่างเลย จะปล่อยช่องว่างไว้เพียงชั่วฟ้าแมบอย่างนี้

ว่าชั่วระยะนี้เป็นความสุขแก่สัตว์ประเภทที่มีกรรมหนาที่สุดนั้นไม่มี ท่านแสดงไว้ในธรรม พระพุทธเจ้าเป็นผู้แสดงเอง พระพุทธเจ้าเป็นผู้เห็นเองรู้เอง นำมาบอกพวกเราที่เป็นสัตว์ทั้งหลายตาบอดนี้ให้รู้ให้เห็นให้ฟัง แล้วก็รองลำดับขึ้นมาจากนรกขั้นนี้ นรกขั้นนี้มหันตทุกข์แล้ว ยังตกนรกอีกเป็นกัปเป็นกัลป์นะ

สัตว์แต่ละตัว ๆ ฟังซิ กัปหนึ่งนี้ท่านเทียบไว้นานเท่าไร นี้ก็มีในตำราบอกไว้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงบอกเองด้วย กัปหนึ่งนั้นท่านเทียบไว้ เรียกว่าเราคาดไม่ถึงเลย คือร้อยปีทิพย์ ร้อยปีเราธรรมดาเป็นหนึ่งปีของปีทิพย์ เพียงชั้นต่ำอย่างพวกไปอยู่บนสวรรค์ ร้อยวันของเราเท่ากับสวรรค์ชั่วยามชั่วครู่เท่านั้น หรืออย่างมากก็วันหนึ่ง

แต่เป็นชั้น ๆ นะ สวรรค์ชั้นสูงเท่าไรยิ่งยืดยาว ร้อยปีของเราไม่ได้ชั่วระยะหนึ่งของสวรรค์เลย ความยืดยาวต่างกัน เพราะ นั้นสบาย จึงไม่ได้คำนึงถึงเวล่ำเวลา พวกเรามีแต่ความทุกข์ความทรมานแหงนดูแต่ตะวัน เมื่อไรจะค่ำจะได้พักผ่อน หัวใจไม่ได้ผ่อนถูกเผาอยู่ตลอดเวลา

ทีนี้คำว่ากัปหนึ่งนั้นร้อยปีทิพย์ ไม่ใช่ร้อยปีธรรมดาเรานะ ร้อยปีทิพย์ ร้อยปีเรานี้จะเป็นปีทิพย์อยู่ในภูมิทิพย์ ทีนี้ร้อยปีทิพย์นั้นมีนางเทพธิดา ท่านยกข้อเปรียบเทียบนะ ไม่ใช่มีเทพธิดามาทำอย่างนั้นจริง ๆ ท่านยกข้อเปรียบเทียบให้เราฟังถึงความยืดยาวนานของแต่ละกัป

กัปหนึ่งนั้นร้อยปีทิพย์ มีนางเทพธิดาเอาผ้าขาวมากวาดภูเขาทั้งลูกนั้น ภูเขาลูกนั้นสูง ร้อยปีทิพย์นางเทพธิดาเอาผ้าขาวที่สะอาดมา กวาดภูเขาทั้งลูกนั้นสักหนหนึ่ง ร้อยปีทิพย์มากวาดเสียหนหนึ่ง จนกว่าภูเขาทั้งลูกนี้จะราบเป็นหน้ากลองเมื่อไรแล้ว นั้นเรียกว่าหนึ่งกัป

ฟังซินานไหม แล้วสัตว์ตกนรกนี้กี่กัป นานเท่าไรพิจารณาซิ ไม่ใช่กัปเดียวนะ นี่ละเรียกว่ามหันตทุกข์ ทุกข์ก็ทุกข์มากที่สุด ไม่ยอมให้ตาย

เพราะจิตไม่เคยตาย ไม่เคยตายมาแต่กาลไหน ๆ มีแต่เกิดตายตามร่างต่าง ๆ ที่จิตเข้าไปอาศัยเท่านั้น ส่วนจิตเองนี้ไม่มีตาย พอบริสุทธ์แล้วก็ถึงพระนิพพาน เป็นธรรมชาติที่ว่าเที่ยงแล้ว ไม่เคยตาย จิตที่เกิดตายของสัตว์นี้เป็นต้นทางเรื่อย

ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องตัดทอน คือความดีทั้งหลายที่เราสร้างนี้ เรียกว่าเป็นสิ่งตัดทอนความทุกข์ลง เป็นสิ่งตัดทอนวัฏวนของเราที่จะเกิดไปอย่างยืดยาวนั้นให้หดย่นเข้ามา นี่คือความดี”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑(เช้า)

ที่มา​ วัดป่ากกสะทอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ