1634.หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ภาคพิเศษว่าด้วย อภินิหารและปฏิทา

หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ภาคพิเศษว่าด้วย อภินิหารและปฏิทา
ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๓๓๔
วันที่ ๒๕ ม.ค. � ๕ ก.พ.๒๕๓๖
หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ภาคพิเศษว่าด้วย อภินิหารและปฏิทา
นบ เจียมพลับ
ครั้งก่อนผมได้เขียนเอาไว้ว่า ศิษย์หลวงพ่อคนหนึ่งเป็นคนโบราณ ชื่อนายนบ บ้านล่องใหญ่ โดนยิงด้วยปืน ๓ กระบอกไม่ออกเลยแม้แต่นัดเดียว เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่นึกจะเขียนก็เขียนส่งเดช เพราะยิงไม่ออกนี่ไม่ใช่มีเกิดขึ้นบ่อย พระเกจิอาจารย์ที่ปลุกเสกของแล้วลูกศิษย์นำไปใช้แล้วยิงไม่ออก ไม่ใช่ธรรมดาแน่ ผมเองบ้านอยู่ห่างวัดราว ๔๐ กม. ถนนมาวัดเป็นถนนลูกรัง ต้องขี่รถอ้อมเข้าน้อยเขาใหญ่ ผ่านดงเสือ ดงนักเลงชนิดที่เรียกว่าถ้าขี่รถมอเตอร์ไซค์กลางคืนละก็มีสิทธิ์เดินตัวเปล่า เขาบอกว่าบ้านล่องใหญ่ ผมก็ล่องใหญ่ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนไกลแค่ไหน เพิ่งรู้ว่าบ้านล่องใหญ่ ผมก็ขี่รถผ่าน ผมเลยแวะไปคุยกับแกครั้งก่อนที่เขียนว่าแกมีพระหลวงพ่อคล้องเต็มคอแล้วยิงไม่ออก ผมให้ข้อมูลผิด ขอโทษอย่างสูง ผมฟังเขาเล่ามาอย่างนั้นจะขอเล่าถึงศิษย์หลวงพ่อชื่อนายนบ เจียมพลับ ไว้ดังนี้
ลุงนบ บ้านเดิมแกอยู่ห้วยกรด อ.สรรคบุรี ดินแดนคนจริง เมื่อแกมาได้ภรรยาอยู่ใกล้วัดหลวงพ่อกวย แกนับถือหลวงพ่อกวยมากความยากจนอย่างหนึ่ง ความที่แกเป็นคนไม่ทันโลกทันเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ซื่อมากอย่างหนึ่ง ทำให้แกทำมาหากินไม่รอดตัวหลวงพ่อเอ็นดูแกพอสมควร เพราะแกรักหลวงพ่อมาก พูดถึงหลวงพ่อทุกคำยกมือไหว้น้ำตาซึมทุกครั้ง ปัจจุบันแกอายุ ๖๗ ปี รูปร่างใหญ่โต อ้วนดำ พุงเขียวอื๋อเลย แกเป็นคนมีน้ำใจ วันหนึ่งหลวงพ่อได้พูดว่า�ไอ้นบ วันหลังกูจะไปเที่ยวบ้านมึง�นายนบเห็นว่าหลวงพ่อจะมาเที่ยวบ้านแกดีใจมาก ได้ซื้อชาอย่างดีเตรียมไว้จะชงให้หลวงพ่อฉันแต่หลวงพ่อก็ไม่ว่างไป นายนบได้มากราบหลวงพ่ออีกครั้ง ได้พูดว่า�หลวงพ่อครับ ไหนหลวงพ่อว่าจะไปบ้านผมไงล่ะ ผมอุตส่าห์ซื้อชาอย่างดี เตรียมไว้จะเอาไว้ชงถวายหลวงพ่อ�หลวงพ่อคงจะเห็นว่านายนบเป็นคนมีน้ำใจต่อท่าน ท่านได้เข้าไปในกุฏิแล้วหยิบรูปถ่ายขนาด ๑๒ นิ้ว ใส่กรอบไว้แล้ว ได้แกะกรอบออกมาลงยันต์คาถาให้ และเขียนเป็นภาษาไทยว่า�ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข�ปัจจุบันรูปนี้ยังอยู่ที่นายนบแกรักของแกมาก มีคนมาให้ราคาแกหลายครั้งแกไม่ให้ แม้แกจะยากจนมากก็ตาม ภายหลังหลวงพ่อได้ให้มีดหมอมา ๑ เล่ม ตะกรุดชนิดที่ทำด้วยตะกั่ว ๑ ดอก ปลัดขิกรุ่นคอหยัก หรือรุ่นนิยม ๑ ตัว
วันที่เกิดเหตุแกมีปัญหาเรื่องที่ดินจับจอง บุกรุกที่สาธารณะ ที่นั้นคือที่ดงพญายาง นายนบจับจองอยู่มาก่อนภายหลังคนใหญ่คนโตไม่เคยอยู่แต่มีหนังสือการจับจอง เรียกว่าต้องขับคนเล็ก ๆ ออกจากที่ดินว่างั้นเถอะ ตรงกับปัญหาพอดีคือ�แย่งข้าวกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันสังวาส แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่�นายนบแกถูกบีบก็ไม่ไป วันเกิดเหตุจริงวันนั้นแกคาดตะกรุดโทนหลวงพ่อกวย ๑ ดอก ปลัดรุ่นคอหยัก ๑ ตัว เนื้อตะกั่วปรอท และมีดหมอ ๑ เล่ม ผู้ใหญ่บ้านวัดหอระฆังได้มากับลูกน้อง ๒ คน ปืน ๓ กระบอก ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกนายนบมาพูดให้ออกไปจากที่ นายนบแกถือว่าแกอยู่มาก่อนแกเลยไม่ยอม ผู้ใหญ่บ้านได้ชักปืนออกมายิงเป็นปืนเห่าไฟ ลูกน้องก็ชักปืนออกมายิงเช่นกัน ปืน ๓ กระบอกยิงนายนบไม่ออกแม้แต่นัดเดียว เมื่อเห็นว่ายิงไม่ออก คน ๓ คนได้รุมทุบตี มีอยู่คนหนึ่งได้เอาดินปลวกก้อนใหญ่ทุ่มหัวนายนบ นายนบถึงกับหน้ามืดเลือดออกปากเลย แกเห็นว่าถ้าขืนสู้อย่างนี้ตายลูกเดียว แกเลยชักมีดหมอหลวงพ่อกวยออกมา กะแทงสั่งสอนไม่เอาถึงตาย คน ๓ คน ก็ใช้ด้ามปืนตีแกตบแก แกเลยเอามีดหลวงพ่อแทงผู้ใหญ่บ้านแทงทั้งหมด ๙ แผล แต่แทงเพื่อแย่งปืน ไม่คิดแทงให้ตาย แกแย่งปืนผู้ใหญ่บ้านมาได้ ๑ กระบอก อีกกระบอกหนึ่งเป็นปืนดาวกระจาย เป็นของลูกน้องผู้ใหญ่บ้าน เมื่อแกได้ปืนมา แกจะยิงเขาแกยิงไม่เป็นต่างคนต่างเจ็บเลยเลิกราต่อกัน
แกได้นำปืน ๒ กระบอกเอาไปให้หลวงพ่อกวยดู และเล่าเรื่องให้ฟัง หลวงพ่อได้เป่ากระหัวให้และให้ไปมอบตัวแกได้เข้ามอบตัวต่อกำนัน วัดค้างคาว ทางตำรวจได้นำตัวแกไปสอบสวน มีผู้หมวด และจ่าคนหัวเด่น สภ.อ.สรรคบุรี ได้มาสอบสวนและได้ปล่อยตัวนายนบออกมา เพราะเป็นการต่อสู้ป้องกันตัว หลวงพ่อกวยท่านก็ไม่ได้ตำหนิอะไรที่เอามีดหมอท่านเข้าต่อสู้ ท่านรู้ว่าเหตุสุดวิสัย ท่านได้แต่พูดว่า �ไอ้นบมึงไม่น่าเอามีดหมอไปแทงผู้ใหญ่มันเลย แล้วหมอที่ไหนมันจะรักษาแผลได้เล่าคราวนี้� อยู่ต่อมาผู้ใหญ่รักษาแผลหาย ดูภายนอกก็หายดี แต่คนทั่วไปรู้ว่าใครก็ตามถ้าโดนมีดหมอหลวงพ่อกวยแทงในลักษณะนี้ละก็ตายทุกคน ผู้ใหญ่แกก็ตายจริง ๆ หลังจากโดนแทงไม่ถึงเดือน
อยู่ต่อมามีมือปืนรับจ้างมาแอบยิงนายนบอีกหลายครั้ง ไม่ออกแม้แต่ครั้งเดียว มือปืนคนนี้เป็นคนหนองตาแก้ว ปัจจุบันบวชอยู่ในพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสด้วย จึงไม่ขอเอ่ยชื่อ ได้ไปขอของหลวงพ่อกวยหลายครั้ง หลวงพ่อกวยท่านรู้ท่านไม่เคยให้ไปสักครั้ง เรื่องที่มีคนมาแอบยิงนายนบไม่ออก ถ้าไม่เชื่อผมให้ไปถามนายสงวน สุ่มงาม คนหัวเด่นได้ ถามนายกรอย คนหนองอีดุกได้ ถามนายแช่ม ลูกตาเทิ้ม-ยายเวียน วัดใหม่สามัคคีธรรมดูได้
ปัจจุบันนายนบ บ้านแกอยู่ข้างวัดใหม่สามัคคีธรรม หรือวัดไฟไหม้ที่กุฏิพระทุกหลังไหม้หมด ยกเว้นกุฏิที่มีตะกรุดของหลวงพ่อกวยแขวนอยู่เพียงดอกเดียว
เรื่องตะกรุดนี่ยังมีอีกคดีหนึ่งแต่คดีจบสิ้นไปแล้ว คือนายแนะได้มายิงตาคลายในกรณีเรื่องที่ดินเช่นกันปรากฎว่ายิงไม่ออก ตาคลายมีตะกรุดโทนเนื้อฝาบาตรหลวงพ่อกวยเพียงดอกเดียว
วันนั้นก่อนจะจากกับลุงนบ แกยังคุยว่าปลัดขิกของแกยิงไม่ออกเช่นกัน เพราะเคยโดนยิงขณะไม่มีตะกรุด แกบอกแกเคยตัดรุ้งกินน้ำขาด ๒ ท่อนเลย เรื่องรุ้งกินน้ำนี่นายเหลี่ยง คนปากน้ำ แกเคยบอกกับผมว่า แหวนแขนหลวงพ่อกวยก็ตัดขาด
ผมเห็นว่าลุงแกอายุมากแล้ว จนก็จนมาก ความจนกับของรักนี่อยู่ด้วยกันไม่ค่อยได้ เมื่อผมขอดูมีดแกน้ำตาไหลซึมทีเดียว แกบอกว่าให้เขาไปแล้ว เขาเอาข้าวสารมาให้ ๒ ลูกเงินอีก ๕๐๐ บาท ผมเลยควักสตางค์ให้แกไปเล็กน้อย เห็นว่าศิษย์หลวงพ่อเดียวกัน แกน้ำตาซึมให้ศีลให้พรยังดึงผมไปใกล้ ๆ บอกคาถาเสกข้าวกินทุกวันหนังจะเหนียว คาถาว่าดังนี้ ผมขอให้ไว้เป็นทาน

�พุทธ ชักหนัง ชักบังหุ้มตัว พระพุทธเจ้าอยู่หัว นะโมพุทธายะ� ให้ระลึกถึงหลวงพ่อแล้วกินลงไปแล้วว่าคาถาทับอีกที ดังนี้ �พุทธตันโต นะโมตันติ�
เรื่องคาถานี้โดยมากคนโบราณถือขึ้นใช้ได้ดีได้ผล เขารู้น้อยไม่ลังเล คนรุ่นใหม่คาถานี้หากรู้มาก เรื่องเลยมาก ถืออะไรจึงไม่ค่อยขลัง คอยจะลังเล เขาว่าความโอ้เอ้ลังเลใจเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่แน่นอน เป็นบ่อเกิดแห่งความหัวแบะ

ปัจจุบันลุงนบมีปลัดคอหยักเหลือเพียงตัวเดียวติดตัว จึงขอร้องว่าถ้าแวะคุยกับแกละก็แวะได้ แต่ขอร้องว่าอย่าไปบุกปลัดแกเลย แกมีของหลวงพ่อติดตัวเพียงอย่างเดียว เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ก็ขอจบเรื่องของลุงนบ เรื่องของลุงนบนี้เป็นตำนานเล่าขานกันยาวนาน เพราะเป็นเรื่องที่ดังมากในสมัยนั้น ดังขนาดเรื่องถึงกองปราบปรามสามยอดเลยทีเดียว

ไม่รู้ไม่ผิด

หลวงพ่อกวยท่านเป็นพระที่สมถะ มักน้อย สันโดษ ชอบเก็บตัวไม่โอ้อวด ไม่ถามไม่พูด ไม่คุยไม่แสดงตัว ไม่ยอมให้หนังสือพระเครื่องนำประวัติอภินิหารมาลง การที่หลวงพ่อไม่โอ้อวด ไม่แสดงตัวนั้นก็เป็นการถูกต้องตามวิสัยของสมณะที่ดี แต่ข้อเสียก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน คือคนไม่รู้จัก เมื่อไม่รู้จักมาก่อนก็ไม่ศรัทธา แทบทุกครั้งที่หลวงพ่อไปกิจนิมนต์พุทธาภิเษก หลวงพ่อจะนั่งพับเพียบเรียบร้อยสงบเสงี่ยม คล้ายพระหลวงตาธรรมดา หลวงพ่อ หลวงปู่องค์อื่นที่ไปงานพุทธาภิเษกเขานั่งรถเก๋งไป มีศิษย์ติดตาม เมื่อไปถึงก็มีศิษย์ที่รู้จักเข้าไปกราบเข้าไปบีบ เข้าไปนวด บ้างก็ขอชานหมาก บ้างก็ขอเหรียญให้ชุลมุนวุ่นวายไปหมด แต่กับหลวงพ่อกวยแล้ว ไม่มีใครเข้าไปขอเหรียญ ขอชานหมาก ไม่มีใครตะบันหมากถวาย ปัจจัยก็ไม่มีใครเขาถวาย ดู ๆ แล้วก็นึกสะเทือนใจ แต่หลวงพ่อก็คือหลวงพ่อ ท่านก็วางเฉย ไม่สนใจใยดี

จะขอเล่าเรื่องที่คนเขาไม่รู้จักหลวงพ่อเอาไว้สักเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าของหมอเฉลียว เดชมา คือ หมอเฉลียวเขามีมอเตอร์ไซค์ สมัยก่อนใครมีรถมอเตอร์ไซค์ ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะแถวหัวเด่นและบ้านแค สมัยก่อนยังนิยมเดินเท้า และขี่จักรยานอยู่ เวลาหลวงพ่อจะไปธุระก็อาศัยรถมอเตอร์ไซค์ของหมอเฉลียวนี่แหละ วันนั้นหลวงพ่อไปธุระที่จังหวัดสิงห์บุรีกับหมอเฉลียว ขณะที่หลวงพ่อเดินซื้อของอยู่ที่ตลาดพอดีไปเจอกับเถ้าแก่ฮะ ซึ่งเป็นศิษย์อยู่อำเภอสรรคบุรี เมื่อเถ้าแก่ฮะเห็นหลวงพ่อก็ยกมือไหว้แล้วนิมนต์หลวงพ่อนั่งพักที่ร้านยานวัฒนา สิงห์บุรี และได้แนะนำให้เจ้าของร้านได้รู้จักหลวงพ่อ เจ้าของร้านก็คุยกับหลวงพ่อสักครึ่งชั่วโมงได้ หลวงพ่อก็ลากลับ พอหลวงพ่อจะกลับเจ้าของร้านได้พูดกับหลวงพ่อว่า �แล้ววันหน้าดิฉันจะไปเที่ยวที่วัด ตอนนี้ฉันยังไม่ทำบุญกับหลวงพ่อหรอก เพราะฉันเคยทำบุญพระอื่น ๆ มามากแล้วไม่ได้บุญ พอทำบุญไปพอมืดได้ข่าวว่าพระไปนั่งเล่นไพ่ อยู่บนโรงแรม นั่นแน่ ฉันจะขอไปดูที่วัดก่อน� หลวงพ่อพอได้ยินเจ้าของร้านพูดอย่างนั้นก็หน้าเสีย เลยพูดกับหมอเฉลียวว่า �ทำไมเขาจึงพูดอย่างนี้กับเรา เราก็ไม่ได้มาบอกบุญ หรือเรี่ยไร� แล้วท่านก็พูดว่า สงสัยร้านนี้คงจะเคยถูกพระหลอกมาบ้างแล้ว พระสมัยนี้หากินก็เยอะเหมือนกัน แต่เราก็ไม่ถือสาเขาหรอก เพราะเขาไม่รู้จักเรา เขาไม่รู้ถือว่าไม่ผิด แต่ก็คงไม่กี่วันยายคนนี้คงจะไปที่วัดจริง ๆ

อยู่ต่อมาไม่นานเจ้าของร้านยานวัฒนาก็มาที่วัดของหลวงพ่อจริง ๆ เมื่อมาถึงก็มาเดินรอบ ๆ วัด ซึ่งหลวงพ่อกำลังก่อสร้างอุโบสถอยู่ เจ้าของร้านได้เล่าเรื่องให้หลวงพ่อฟังว่า ตอนนี้ได้มาเห็นวัดแล้วรู้สึกศรัทธาอยากจะทำบุญ แต่ติดขัดตรงที่ตอนนี้ที่บ้านกำลังเดือดร้อน รถบัสไม่ได้วิ่ง เขาหาว่าไปชนเขา คนขับรถกับกระเป๋ารถก็ติดคุกอยู่ที่อำเภอตาคลี จ.นครสวรรค์ เรื่องก็ยังไม่เสร็จ ๒ ปีแล้ว หมดเงินไปหลายหมื่นเต็มทน ทนายก็มาขอเงินเรื่อย คนขับรถกับกระเป๋าก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้ทุกเดือนสงสารลูกเมียเขา หลวงพ่อได้ถามว่าทำไมต้องจ่ายเงินเดือนด้วย เจ้าของร้านก็ตอบว่า สงสารลูกเมียเขา และพูดว่าคนขับรถของเขานั้นไม่ผิดเป็นคนดี วันเกิดเหตุมีรถของคนอื่นชนกันอยู่ก่อน ใหม่ ๆ พอดีมีรถบัสของดิฉันมาพอดี ก็จะแซงเพื่อขึ้นหน้าไป เกิดแซงไม่พ้น รถเกิดตกถนนเลยไปไม่ได้ ตำรวจมาพอดีเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าคนขับรถของดิฉันขับรถชนท้ายรถคันข้างหน้า ทำให้รถชนกัน จะพูดอย่างไรเจ้าหน้าที่ก็ไม่ฟัง เลยต้องขึ้นศาลตอนนี้เป็นความกันอยู่ ๒ ปีแล้ว หลวงพ่อพอจะมีทางช่วยเหลืออะไรได้บ้างหรือเปล่า

หลวงพ่อได้แนะนำว่าให้ไปขอประกันตัวคนขับรถกับกระเป๋ามาได้หรือไม่ ให้มาที่วัดนี่สักหน่อย เจ้าของร้านยานวัฒนาจึงกลับไปขอประกันตัวคนขับรถกับกระเป๋ารถ ๒ คน มากราบหลวงพ่อ ให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ เล่ากันว่าน้ำมนต์ของหลวงพ่อกวยนั้น ถ้าใครได้รดหากมีเรื่องเดือดร้อนถึงตายจะไม่ตาย ถ้าเป็นความอยู่ แม้ใครได้ระลึกถึงได้มากราบ ได้รดน้ำมนต์จากท่านละก็จะสำเร็จตามที่ขอจากท่านทุกคน เพราะน้ำมนต์ของหลวงพ่อ หลวงพ่อได้อ้างถึงบารมี ๑๐ ของพระพุทธเจ้า จากพระแม่ธรณี แม้ในใบพระคาถาของหลวงพ่อที่ผมผู้เขียนได้เก็บรักษาไว้ หลวงพ่อเขียนไว้ว่า พระมนต์นี้ใช้เรียกนางแม่ธรณี ถ้าไม่มาอกแตกตาย โอกาสหน้าผู้เขียนจะเขียนพระมนต์นี้ให้เรียนไว้ทั่วกัน

เมื่อคนขับรถและกระเป๋ารถ เจ้าของร้านยานวัฒนากลับไปแล้ว อยู่ต่อมาอีกไม่กี่วันเจ้าของร้านยานวัฒนาก็พาพี่น้อง พ่อแม่ มากันเยอะเลย พร้อมทั้งเอาเงินมาทำบุญสร้างแท่นพระประธานในอุโบสถ เป็นจำนวนเงิน ๑๔,๐๐๐.-บาท (หนึ่งหมื่นสี่พันบาท) เงินเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันก็ตกแสนกว่าบาท นับว่าใจถึงมากจริง ๆ และบอกกับหลวงพ่อว่า ลูกน้อง ๒ คนตัดสินยกฟ้องแล้ว และกราบขอโทษหลวงพ่อด้วยที่ไปที่ร้านแล้วไม่รู้จักหลวงพ่อ ในวันนั้นเจ้าของร้านได้เช่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อเอาไปทุกอย่าง เรียกว่ามีอะไรเช่าทุกแบบ เช่าไปทั้งหมดหมื่นกว่าบาท และได้นำเทียนจำพรรษามาถวายวัดหลวงพ่อทุกปี แม้ว่าหลวงพ่อจะมรณภาพไปแล้ว เขาก็ยังเคารพอยู่ ยังนำเทียนจำพรรษามาถวายให้วัดทุกปีเช่นกัน นับว่ามีความกตัญญูต่อหลวงพ่ออย่างสูง

กระผมชื่อพระกวย

หลวงพ่อเป็นพระโบราณ ท่านมักจะพูดจาแบบคำไทยแท้ ๆ แต่คำไทยแท้ ๆ เขาว่าไม่สุภาพ เช่น มึง กู อี ไอ้ ตีน ฯลฯ ต้องพูดว่า คุณ กระผม ถึงจะสุภาพ แต่หลวงพ่อสามารถพูดได้ทั้ง ๒ แบบ แต่น้อยครั้งที่จะมีคนกรุงเทพฯ หรือคนรวยไปกราบท่าน ท่านถึงจะพูดสุภาพ โดยมากท่านจะพูดสุภาพกับคนแก่ ผู้หญิง พระภิกษุ เท่าที่จำได้ท่านสุภาพ คำว่า กระผม ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ท่านไปรับตราตั้งพัดยศจากสมเด็จพระสังฆราชปุ่น วัดโพธิ์ท่าเตียน อีกครั้งหนึ่งท่านพูดกับหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี แม้การไปพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ท่านก็ไม่เข้าไปหาหลวงพ่อองค์ไหน ในสมัยนั้นท่านเป็นพระครูชั้นประทวน แต่ท่านมีศิษย์เป็นเจ้าคณะอำเภอ ๑ องค์คือ พระครูพิมพ์ วัดสนามชัย และมีศิษย์เป็นเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท อีก ๑ องค์คือ พระครูร้อย เดชมา วัดท่ากฤษณา อ.หันคา จ.ชัยนาท

จะขอกล่าวถึง หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สักเล็กน้อย หลวงพ่อมุ่ยมีพรรษาแก่กว่าหลวงพ่อประมาณ ๑๐ ปี เป็นศิษย์ที่เรียนวิปัสสนากับหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อ.เดิมบาง เป็นศิษย์น้องของหลวงพ่อแขก วัดหัวเขา แต่หลวงพ่อมุ่ยเก่งกว่า ดังกว่า ภายหลังหลวงพ่อมาเรียนวิธีทำผงจินดามณีจากหลวงพ่ออิ่ม แต่ไม่พบหลวงพ่อมุ่ย คือหลวงพ่อมุ่ยมาอยู่วัดดอนไร่แล้ว หลวงพ่อเคยพบหลวงพ่อมุ่ยในงานพุทธาภิเษก ๓-๔ ครั้ง แต่ไม่ได้เข้าไปหาเพียงแต่รู้จักกันในนาม หรือน้ำมนต์ละลายความก็ทำได้ ปั้นก้อนข้าวเอาไปให้หมากิน เป็นความกันเลิกแล้วต่อกันได้ ปัจจุบันมีศิษย์สืบทอดอยู่ ๑ องค์ รดน้ำมนต์ได้เด็ดขาด ชื่อหลวงพ่อพยุง วักบัลลังก์ อ.สามชุก รับแขกจนพูดไม่มีเสียง

ก่อนที่หลวงพ่อมุ่ยจะมรณภาพไม่นาน ทางวัดท่าเตียน พระครูละม้ายเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ อยู่อำเภอเดิมบางนางบวช พระครูละม้ายได้สร้างวัตถุมงคลในนามของหลวงพ่อ มีพระสมเด็จ แหนบ แหวนนิ้ว และอื่น ๆ ทางวัดได้นิมนต์พระมาหลายองค์ ทำการปลุกเสกที่ศาลา แต่ต้อนรับพระที่มาปลุกเสกบนกุฏิ พระครูละม้ายพอจวนจะได้เวลาปลุกเสกพระเกจิอาจารย์องค์อื่นก็ทยอยกันลงไปที่ศาลาจนหมดเหลือแต่หลวงพ่อมุ่ยเพียงองค์เดียว วันนั้นหลวงพ่อมุ่ยเป็นประธานจุดเทียนชัย ยังไม่ลงไป พอดีมีรถสองแถวกลางเก่ากลางพังวิ่งเข้ามาหน้ากุฏิพอดี พระครูละม้ายได้พูดว่า หลวงพ่อกวยมา หลวงพ่อมุ่ยพอได้ยินว่าหลวงพ่อกวยมา เหมือนหนึ่งท่านกำลังคอยอยู่ ท่านได้พูดกับพระครูละม้ายว่าให้นิมนต์หลวงพ่อกวยมาบนนี้ก่อน เมื่อหลวงพ่อกวยขึ้นมาบนกุฏิ หลวงพ่อมุ่ยได้พูดว่าอาจารย์กวยนิมนต์ทางนี้ก่อน หลวงพ่อกวยพอเห็นหลวงพ่อมุ่ยมีอาวุโสกว่าก็เข้าไปกราบ ขณะกราบมือทั้งสองยังไม่ถึงพื้น หลวงพ่อมุ่ยได้เอามือมารับเอาไว้ แล้วพูดว่า �ท่านนี้หรือชื่อหลวงพ่อกวย�หลวงพ่อได้ตอบว่า �กระผมชื่อพระกวยครับ�หลวงพ่อมุ่ยได้พูดว่า �เคยได้ยินกิตติศัพท์มานาน เขาว่าเก่งนักหนา เพิ่งจะได้เห็นตัวจริงใกล้ ๆ วันนี้�

ขณะที่พูดกันอยู่ปรากฎว่าลมพายุได้พัดอื้ออึง พัดแรงขนาดสังกะสีกุฏิยวบยาบๆ หลวงพ่อมุ่ยได้พูดว่า ทำอย่างไรดีล่ะท่านกวย ทำอย่างไรจึงจะจุดเทียนชัยได้ หลวงพ่อได้ตอบว่า �กระผมจะปล่อยให้หลวงพี่จุดเทียนชัยไม่ได้ ได้อย่างไร นิมนต์เถิด จวนจะได้ฤกษ์แล้ว� หลวงพ่อกวยเดินนำหน้า ส่วนหลวงพ่อมุ่ยลูกศิษย์ได้อุ้มประคองลงไป พอหลวงพ่อกวยขึ้นไปบนศาลา ได้กราบพระประธาน ขณะนั้นลมยังพัดอื้ออึงอยู่ แล้วหลวงพ่อก็เข้าที่ปลุกเสกทำสมาธิทันที ลมพายุที่พัดอื้ออึงได้หยุดพัดลงทันที หลวงพ่อมุ่ยจุดเทียนชัยได้ฤกษ์พอดี โฆษกในพิธียกไมค์มาประกาศ โฆษณาทันทีว่า ลมพายุพัดอื้ออึง เพียงแค่หลวงพ่อมุ่ย เดินมาจุดเทียนชัย ลมพายุหยุดพัดทันที เกิดอัศจรรย์ขึ้นแล้ว แสดงว่า วัตถุมงคลชุดนี้จะต้องดีแน่นอน ดังแน่นอน

จนกระทั่งดับเทียนชัย หลวงพ่อมุ่ยได้ให้ศิษย์อุ้มท่านมาหาหลวงพ่อกวย ท่านได้ยื่นมือมาจับมือหลวงพ่อกวยแล้วพูดว่า �เก่ง เก่งจริง ๆ ท่านกวย เก่งสมคำร่ำลือ� แล้วหลวงพ่อมุ่ยก็ล้วงย่ามหยิบรูปหล่อเล็ก ส่งให้หลวงพ่อกวย ๑ องค์ วันนั้นแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า เกิดอะไรขึ้น นอกจากศิษย์โข่งของหลวงพ่อ กับศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อมุ่ย ๒-๓ คน พระครูละม้าย วันนั้นหลวงพ่อได้ยกมือไหว้ลาหลวงพ่อมุ่ย หลวงพ่อมุ่ยก็ยกมือไหว้ลาแล้วพูดสั่งลาเป็นครั้งสุดท้ายว่า �ท่านกวยเราคงจะไม่ได้พบกันอีกแล้วนะ�

เรื่องคาถาห้ามลมห้ามฝน ปัดลม ปัดฝนนี้ หลวงพ่อเคยให้ไว้ เด็ดขาด และแน่นอน คาถาว่าดังนี้ �นะ หัน ตะวา แต สัง อุปัด ตะเว� ให้ระลึกถึงหลวงพ่อใช้ผ้ายันต์พัดโบกประกอบ
ปล.ศิษย์โข่ง ที่ได้รูปหล่อหลวงพ่อมุ่ยเอาไว้ คือ หมอเฉลียว เดชมา
ขอบคุณที่มา
http://sitluangporguay.com/forum/index.php…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ