1410.วิชามหาภูติ อาถรรพ์เจตภูติ

เจตภูติคือกายทิพย์ของตัวเราหรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่าขวัญ เจตภูติมักจะไปปรากฎหรือแสดงให้ผู้ที่เรารู้จักได้พบเห็นเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติกับตัวเรา เช่น เกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์วิกฤตกับเราอย่างใดอย่างหนึ่ง บางครั้งผู้ที่พบเจอเจตภูติอาจพูดคุยหรือสื่อสารกันได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป แต่เป็นไปในลักษณะชั่วพริบตาเท่านั้น บางครั้งพบเห็นเดินอยู่แล้วเราหันไปมองทางอื่น ก็ไม่เห็นเขาอีกเลย เจตภูติหรือขวัญนั้นถ้าไม่อยู่กับตัวก็อาจทำให้ผู้เป็นเจ้าของร่างฟั่นเฟือน หรือเลอะเลือนไปเลย

คนสมัยก่อนเชื่อกันว่า ในร่างกายมนุษย์เรามีวิญญาณประจำตัวมาตั้งแต่แรกเกิด เมื่อสิ้นอายุขัยวิญญาณก็ออกจากร่างไปแสวงหาที่อยู่ใหม่ หรือไม่ก็ดับสูญไปเช่นเดียวกับร่างกายที่เน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติ

วิญญาณที่ประจำตัวมนุษย์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เจตภูต”

เมื่อคนนอนหลับ เจตภูตมักล่องลอยออกจากร่าง ไปพบเห็นสิ่งต่างๆ ทั้งดีและร้าย เรียกว่าเกิดความฝัน ครั้นใกล้จะตื่นก็เป็นเวลาเดียวกับที่เจตภูตกลับเข้าสู่ร่างตามเดิม และจดจำสิ่งที่เห็นในฝันนั้นได้

หากว่าใครโดนปลุกกะทันหัน หรือมีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ที่ทำให้ตกใจตื่น เจตภูตจะรีบกลับเข้าร่างทันที เป็นสาเหตุให้ใจเต้นแรง หวาดสะดุ้งและเหน็ดเหนื่อยผิดกว่าการตื่นโดยปกติ

ถ้าเจตภูตเข้าร่างไม่ทันก็ย่อมถึงแก่ความตายแน่นอน!

คนที่แก่ชรา หรือเจ็บป่วยร้ายแรง เจตภูตย่อมเตรียมตัวจะออกจากร่าง ดุจเดียวกับคนที่ย้ายจากบ้านเก่าแก่ทรุดโทรม กลายเป็นวิญญาณที่ล่องลอยไปหาที่อยู่ใหม่โดยสงบ หรือแตกดับไปเองเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นแต่จะมีจิตผูกพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง วิญญาณจึงจะสิงสู่อยู่กับสิ่งนั้นต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่ตายเพราะแก่ชราหรือเจ็บไข้ได้ป่วย มักจะไม่ค่อยปรากฏว่ามีภูตผีมาหลอกหลอน ยกเว้นแต่คนที่ตายผิดธรรมชาติ เช่นโดนฆ่าตาย ถูกรถชนตาย ซึ่งเป็นความตายที่เกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่รู้ตัว

เจตภูตต้องออกจากร่างโดยด่วน ไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวมาก่อน จึงต้องล่องลอยหาที่อยู่ใหม่ เรียกว่าสัมภเวสีหรือผีไม่มีศาล เป็นวิญญาณร่อนเร่ มักปรากฏให้คนเห็นเนืองๆ หรือผีหลอก

ตามหลักของศาตร์โบราณหรือไสยศาตร์ จะเรียกอะไรก็ตามที คนโบราณมักเรียกเจตภูติ ก่อนที่จะทำอะไรเอามากลึงไว้ไม่ให้ไปไหนให้อยู่กับตัว อะไรทำนองนี้
เจตภูติทั้ง4 ของผู้ชายก็เรียกชื่อ ว่า ไอ้การะยัก ไอ้การะทัน ไอ้การะพัน ไอ้การะสูตร
เจตภูติทั้ง4 ของผู้หญิงก็เรียกชื่อ ว่า อีเอื้อยอารี อีอี่อาราม อีงามกาหลง อีจงคะวดี
มันเป็นหลักการเท่านั้น แต่ถ้าถูกเรียกไปถูกชักนำไปเมื่อเจตภูติออกจากร่างก็จะทำให้อ่อนเพลียมากครับ ยิ่งถูกเขาเรียกไปมัดใช้อวิชารวมกับใช้ภูติผีปีศาจที่เขาบวงสรวงบังคับมากระทำการด้วยแล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ โดยเฉพาะคนดวงตก หรือชะตาขาดครับจะอ่อนเพลียหิวโหย เหมือนคนหิวข้าว กินอะไรๆทั้งๆที่ท้องมันเต็มอิ่มแล้วแต่ความรู้สึกมันหิวโหยไม่อิ่ม ครับ เพลียเหมือนคนเดินทางไกล หรือทำงานหนักมากจนต้องพัก สำหรับคนที่ดวงยังดีอยู่ มันจะมีพลังต่อต้านรักษาตัวเองได้ครับ หรือเรียกว่าบุญเป็นแสงสว่างขจัดความมืดไปได้ฉันนั้น พวกนี้จึงทำได้ยาก แต่การทำให้ผู้อื่นมาลุ่มหลงด้วยการทำเสน่ห์ ใส่ผู้อื่น ทำให้สติไม่สมบูรณ์มันเป็นบาปครับ ..ไม่ควรทำคนโบราณว่าตายไปจะเป็นหมาบ้า หรือคนบ้า500 ชาติ เพราะกรรมที่ทำให้เขาขาดสติ บังคับใจของผู้อื่นครับ สู้เจริญเมตตาในตัวเราเองดีที่สุดครับ. อย่าไปบังคับใครฝืนใจใครเลย.ดีที่สุด.

เจตภูติทั้ง4หากไม่ได้อยู่นร่างเราก็ตายแหละครับ การที่ใช้วิชาเรียกเจตภูติทั้ง4นั้นจริงๆแล้วเวลาเรียกจริงๆ ไม่สามารถเรียกได้ถึง4ตนหรอกครับ จะเรียกได้แค่1-2ตนเท่านั้น คือเรียกมาแล้วก็ใช้วิชาผูกไว้เพื่อทำห้ฝ่ายผู้ถูกกระทำมารักมาหลง เรียกว่าโดนทำเสน่ห์ และการที่เจตภูติถูกเรียกไปก็จะทำให้ผู้ถูกกระทำอ่อนเพลีย ภาวะจิตจะอ่อนแอลง เพราะเจตภูติเป็นกายทิพย์ประเภทหนึ่งของมนุษย์ ทำให้ผู้ถูกกระทำเกิดความรักชอบและคิดถึงบุคคลที่ทำเสน่ห์หรือผู้ว่าจ้างอยู่เสมอ จนอยู่ไม่ได้ต้องไปหาบุคคลที่ทำเสน่ห์หรือผู้ว่าจ้าง ยิ่งถ้าใช้ผีด้วยแล้วยิ่งได้ผลเร็วมาก เนื่องจากวิญญาณเหล่านี้จะบังคับจิตใจผู้ถูกกระทำให้ทำในสิ่งที่ผู้ทำเสน่ห์ต้องการ และเมื่อวิญญาณเข้าบังคับคนก็จะเข้าแฝงในร่างกาย พร้อมทั้งกินอาหารร่วมกับบุคคลนั้นๆและก็ดื่มกินเลือดของบุคคลนั้นๆด้วย ผู้ถูกวิญญาณแฝงจึงมีลักษณะอ่อนเพลียง่ายไม่มีแรง เหนื่อยง่าย ความคิดอ่านไม่สมบูรณ์ หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย ทะเลาะกับคนอื่นได้ง่ายๆ ไม่ค่อยเหมือนคนเดิม ทั้งหิวง่ายอยากกินโน่นกินนี่ตลอด ส่วนวิชาที่คนโบราณเรียกเจตภูติทั้ง4ให้มาอยู่ในตัวไม่ให้ไปไหนก็เพื่อทำให้ตัวเองมีกำลังมาก มีพลังจิตเข้มแข็ง ใช้ก่อนการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลัง ทั้งไม่ให้คนเรียกเจตภูติเราไปทำร้ายได้ง่ายๆเพราะถ้าหากเจตภูติถูกทำร้ายเราก็จะเจ็บป่วยครับ วิชาสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นั้นมีวิชามหาภูติอยู่ เป็นวิชาที่ใช้เรียกมหาภูติทั้ง4(เจตภูติ)ให้มาอยู่ในตัวและสามารถใช้ทำงานให้กับตัวเองได้โดยที่ตัวจริงไม่ต้องไปทำเอง ส่วนที่ว่าจิตและเจตภูติเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น จิตเป็นกายทิพย์ส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในกายเนื้อมากกว่าเจตภูติครับ เจตภูตินั้นก็ถือเป็นจิตเหมือนกันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเราทุกอย่างแต่ไม่ใช่ดวงจิตจริงๆของคนเราครับ ส่วนการทำเสน่ห์นั้นเป็นการทำให้จิตของคนที่ปกตินั้นไม่เป็นปกติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นบาป แต่การทำสน่ห์โดยการเรียกเจตภูตินั้นไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ต้องมีพื้นฐานของสมาธิ พื้นฐานกสิณ ต้องกำหนดสร้างรูป เดินอารมณ์ จับนิมิต เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้ครับ ยิ่งการบังคับวิญญาณยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าไม่มีพลังมากพอผีมันจะไม่กลัวเราเลยทำไปก็ไม่ได้ผลหรอกครับ ถึงต้องพึ่งพาแรงครูไงล่ะครับ แต่จะทำได้ต้องย้อนกลับไปที่สมาธิกับกสิณก่อนอีกนั่นแหละ ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เกิดผลดีจริงๆก็คือ เมตตา ยังไงล่ะครับไม่ต้องไปทำเสน่ห์หรอกครับ กระแสเมตตานั้นเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าสุดยอด ทั้งเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดจนถึงอมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายยังไงล่ะครับ ดังคำที่ว่า เมตตาเป็นธรรมเครื่องค้ำจุนโลก

Cr.I’mTiM / พลังจิต
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ