1383.นางตะเคียนวัดบางนมโค ที่หลวงพ่อปานไม่สามารถจะทำอันตราย แม้แต่รานกิ่งก็ทำไม่ได้

นางตะเคียนวัดบางนมโค
โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
ที่วัดบางนมโคมีต้นตะเคียงใหญ่อยู่ 2 ต้น ความจริงน่ะต้นตะเคียนมีอยู่หลายต้น ทีนี้สำหรับต้นตะเคียนที่ใหญ่จริง ๆ ที่หลวงพ่อปานไม่สามารถจะทำอันตราย แม้แต่รานกิ่งก็ทำไม่ได้มีอยู่ ๒ ต้น เขาไม่ยอม ไปถามหลวงพ่อว่าแล้วต้นตะเคียนนี่ขอรับกิ่งก้านสาขาใหญ่ หลวงพ่อจะรานจะโค่นได้ไหม บอกไม่ได้ เขาไม่ให้ ตามธรรมดาของท่านนี่จะเล่าให้ฟัง ท่านจะโค่นต้นไม้สักต้นท่านต้องบวงสรวงก่อน ขอเขา ๆ ให้โค่นไหม ถ้าเขาไม่ให้โค่นท่านก็ไม่โค่น
บางต้นเขาอนุญาตให้โค่น แต่ว่าต้องปลูกศาลให้เขาอยู่ ถ้าไม่ปลูกศาลให้เขาอยู่ ไม่ได้ เขาไม่ยอม นี่พระที่ท่านรู้จริง ๆ ท่านทำยังงี้นะ ท่านไม่เดาสุ่มหรอก เพราะตามธรรมดาต้นไม้น่ะ ต้นไม่ที่มีแก่นทุกต้น พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ตั้งแต่ยาวหนึ่งฟุตขึ้นไป ย่อมมีรุกขเทวดาอาศัย
ทีนี้รุกขเทวดานี่มีความลำบาก เพราะวิมานนี่จะต้องพะอยู่กับยอดไม้ ไม่ใช่ว่าเทวดาพวกนั้นท่านอยู่ตามกิ่งไม้ ไม่ใช่อย่างนั้น คือรุกขเทวดานี่เป็นเทวดาที่มีบุญน้อย วิมานยังไม่ลอยในอากาศ แต่ก็สูงกว่าภุมเทวดาหน่อย
ภุมเทวดานี่หมายความว่า ที่เขาเรียกกันว่าพระภูมิเจ้าที่พวกนี้ท่านมีวิมานอยู่กับภาคพื้นดิน ถึงเรียกว่าภูมิเทวดา หรือภุมเทวดา ภูมิ น่ะเขาแปลว่า แผ่นดิน คือเทวดาที่อยู่แผ่นดิน แต่ก็มีเครื่องทิพย์บริโภคเหมือนกัน
ทีนี้รุกขเทวดานี่มีบุญสูงกว่าภุมเทวดานิดหนึ่ง มีวิมานสูงขึ้นไป แต่ว่าวิมานนี่ลอยอยู่ในอากาศไม่ได้ เพราะยังมีบุญบารมีน้อย ต้องพะอยู่ตามยอดไม้ ไม่ใช่อยู่ที่ต้นไม้เหมือนจิ้งจกตุ๊กแก
อันนี้สำหรับต้นตะเคียนต้นนั้นก็มีรุกขเทวดา ที่เราเรียกกันว่านางตะเคียน หลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันจะโค่นหลายครั้งเขาไม่ยอมให้โค่น แม้แต่ว่าจะรานกิ่งเขาก็ไม่ยอมให้รานของเขา ทำของเขาไม่ได้เลย แต่มีสัญญากันอยู่ว่า ถ้ากิ่งหักลงมาถูกกระเบื้องแตกแผ่นเดียว ท่านจะโค่นทันที เขาก็ยอม

อานุภาพ
ทีนี้สำหรับต้นตะเคียงทั้ง ๒ ต้นนี้ มีอานุภาพแปลก ถ้ากิ่งแห้ง ๆ หักออกมา รู้สึกว่าห้อยโตงเตง ๆ เราก็คิดว่าไม่ช้าก็หล่นทับกระเบื้องถูกกระเบื้องแตก เพราะอยู่ใกล้กุฏิ
แต่เปล่า เวลาที่กิ่งอันนั้นจะหล่นจริง ปรากฎว่าเป็นลมเหมือนลมบ้าหมู หอบเอากิ่งไม้ไปทิ้งโน่นหลังกุฏิ ห่างไปตั้งหลายวา ยังงี้ทุกกิ่ง นี่พูดถึงปฏิปทาของนางตะเคียนนะ
ทีนี้ฉันจะเล่าเรื่องอานุภาพของนางตะเคียน ตอนนี้เอาพูดกันตอนหลวงพ่อปานยังอยู่นะ เมื่อตอนท่านยังอยู่นะ ตอนแรก ๆ ท่านไม่ได้เป็นสมภาร เพราะท่านไม่ชอบแม้แต่ตำแหน่งสมภาร แต่งานการในวัดทุกอย่างท่านรับภาระหมด
พระเจ้าท่านก็เลี้ยงอบรมก็เลี้ยง แต่ว่าตำแหน่งสมภารท่านไม่เป็น ท่านให้คนอื่นเป็นเพราะท่านขี้เกียจ ไอ้ตำแหน่งสมภารมันต้องมีไอ้บัญชงบัญชีทำอะไรต่ออะไรกัน ท่านไม่มีเวลาจะทำ ก็ตั้งพระลูกวัดบางองค์ ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน จะได้รับภาระอันนั้นไป

สมภารเย็น
ทีนี้สมภารองค์นั้นชื่อเย็น พวกเราเรียกกันว่าสมภารเย็น สมภารเย็น ท่านเป็นคนเสียงดัง ท่านเป็นคนโอภาปราศัย ที่ชาวบ้านเขาเรียกคนเจ้าชู้ แต่ก็ไม่ได้เจ้าชู้ไปรักใครหรอก ลองไปคุยกับท่านเข้าละก็ไม่อยากจะกลับ องค์นี้คุยเก่ง คุยได้ตลอดคืนตลอดวัน
วันหนึ่งมีสาว ๆ พวกสาว ๆ ลูกสาวพวกคนไข้น่ะ เขามารักษาตัว ไปคุยกับท่าน ๔ คน แต่ว่าท่านเห็น ๕ คน แปลก ๔ คนนั่นก็คุยจ้อกับท่าน แต่ก็ไม่ได้คุยตามลำพัง มีพระมีอะไรต่ออะไรอยู่ด้วย คนที่ ๕ ไม่ยอมคุย
ท่านก็ถาม อ้าวนี่คนนี้ทำไมไม่พูดล่ะ ๔ คนก็เหลียวหน้าเหลียวหลังลอกแลก ๆ ไม่เห็น แต่ว่าท่านเห็น แล้วพระที่นั่งอยู่กับท่านทุกคนก็เห็น เห็นว่าไป ๕ คน แต่พวกที่ไปยืนยันว่าไป ๔ คน อันนี้แปลก
คนนั้นก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พูดยังไงก็ยิ้ม ๆ ท่านก็ยั่ว ๆ ไปเขาก็ยิ้ม อีก ๔ คนก็หันไปดูข้างหลังท่านพูดกับใคร ฉันมา ๔ คน ท่านก็เลยนึกว่า ๔ คนนี่แกล้งล้อท่าน
แต่คนที่ ๕ นี่รู้สึกว่าสวยมาก ท่าทางสะสวยละมุนละไมสะโอดสะอง จะผอมก็ไม่ผอม จะอ้วนก็ไม่อ้วน ท่าทางดี สวยมาก แต่งตัวก็เรียบร้อยสุภาพ
พอทั้ง ๔ คนเขาลากลับ คนที่ ๕ ก็ลากลับไปด้วย พอกลับไปแล้วสมภารเย็นเข้านอน คนที่ ๕ ย่องเข้าไปในกุฏิ
กุฏิของท่านเวลาลงกลอนแล้วเข้าไม่ได้ กุฏิใหม่ แล้วพระก็นอนด้านหน้าหลายองค์ ถ้าจะเข้าไปต้องเข้าประตูแล้วผ่านพระด้านหน้าเข้าไป แล้วในกุฏิของท่านก็ไม่ดับตะเกียง จุดตะเกียงไว้ เพราะเป็นกุฏิใหญ่
พระอยู่กันหลายองค์ ท่านกลัวจะเหยียบกันเข้าเวลาตื่นขึ้น ไม่รู้ย่องเข้าไปในห้องได้ยังไง ท่านก็ตกใจ ตื่นขึ้นมาดูประตูก็ไม่ได้เปิด ประตูก็ไม่ได้ถอดกลอน

แสดงตัว
ถามว่าเข้ามายังไง บอกเข้ามาเยี่ยม ถามว่ามาเยี่ยมทำไม บอกว่าสวยไหม ฉันสวยไหม ท่านก็เลยบอกว่าสวยแต่เข้ามาไม่ได้ในห้องพระ
บอกเข้าได้ ถามว่าเธอเข้ามาได้ยังไงฉันใส่กลอน บอกใส่กลอนก็มาได้ เอ๊ะ ! ท่านชักแปลกใจ
บอกว่านี่คนหรือผี ท่านบอกว่าไม่ใช่คนไม่ใช่ผี แล้วท่านก็ถามว่าเป็นอะไร บอกว่าเป็นนางตะเคียน
ถามเจ้าแม่มายังไง ท่านก็เลยเปลี่ยนศัพท์เป็นเจ้าแม่
บอกไม่ต้องมาเรียกเจ้าแม่ ตอนหัวค่ำเห็นเกี้ยว ตอนนี้จะมาเรียกเจ้าแม่ยังไง ถ้ารู้ว่าเป็นเจ้าแม่ก็ไม่ต้องเกี้ยวกัน
ท่านบอกไม่ได้เกี้ยว พูดล้อเล่น
บอกพูดล้อเล่นมันก็เกี้ยว ท่านเลยสั่งไว้ว่า จงจำไว้ให้ดีนะ ต่อแต่นี้ไปจงอย่าสนใจกับสตรีเป็นอันขาด
เป็นพระเป็นเจ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว อะไรนี่ยังจะมาคุยกับผู้หญิงเวลากลางค่ำกลางคืน นี่มันใช้ไม่ได้นะ
นี่ฉันมาเตือนนะ จำไว้ให้ดีว่าฉันมาเตือน ถ้าต่อไปทำอย่างนี้อีกฉันจะลงโทษ แล้วจะหาว่าฉันไม่บอกไม่ได้นะ

หลวงพ่อปานตักเตือน
พอรุ่งขึ้นเช้าหลวงพ่อปานฉันข้าว ท่านก็ยิ้ม หลวงพ่อปานยิ้มเป็นมีเรื่อง บอกว่ายังไงสมภารเย็น เมื่อคืนนี้ถูกนางตะเคียนเล่นงานเอารึ ท่าก็บอกครับ เขาเข้าไปดุ
บอกอย่าทำอย่างนั้นสินะ เราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เด็กมันจะเอาอย่าง ทำอย่างนั้นไม่สมควร เอาผู้หญิงยิงเรือเข้าไปคุยอะไรในกุฏิวิหารกลางคืน ใช้ไม่ได้
สำหรับเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า หลวงพ่อท่านทรงทิพจักขุญาณเป็นปกติ ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นในที่ลับระหว่างผีกับคนท่านก็รู้
ในเมื่อพูดถึงนางตะเคียงต้นนี้แล้ว ฉันก็อยากจะเล่าต่อไปสักนิด หลังจากที่หลวงพ่อปานตายแล้ว ตามปกติของฉันนางตะเคียนทั้งสองต้น หรือสองคนนี้ ท่านมาเยี่ยมเป็นปกติทุกคืน

ไม่บูชาพระก่อนนอน
คราวหนึ่งพวกจังหวัดสุพรรณบุรีไปหาฉัน ๔ คน ที่กุฏิหลังนั้นถ้าใครนอนไม่บูชาพระล่ะนอนไม่ได้ ฉันก็เลยบอกว่า ก่อนจะนอนบูชาพระบูชาเจ้าเสียก่อนนะ จะได้นอนหลับสบาย
ในจำนวนนั้นมีเจ้าเด็กหนุ่มคนหนึ่ง มันเป็นคนชอบเดินป่า ก่อนจะนอนมันกลัว เป็นคนกลัว คนเดินป่านี่ต้องเป็นคนชอบบูชาพระ เพราะเชื่อผีเชื่อเจ้า ก็บูชาพระ เมื่อบูชาพระเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นอน ก็นอนหลับสบาย
ส่วนอีตาแก่ ๓ คนเป็นคนอวดดี ไม่ยอมบูชาพระเวลานอน ฉันก็พยายามจุดตะเกียงเอาไว้ให้ กันความกลัวหรือว่ากันความหลงผิด ก็ปรากฎว่าประมาณหกทุ่มเศษ ๆ แกบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสวย เดินมาทางปลายเท้า เห็นอีตา ๓ คนนอนเท้าไม่เสมอกันก็ดึงเท้าให้เสมอกัน
ไอ้คนมันสูงต่ำไม่เท่ากัน มันจะเสมอกันได้ยังไง ในเมื่อหัวมันนอนเสมอกัน เท้ามันก็ต้องไม่เสมอกัน แกก็ดึงให้เสมอกันซะ สำหรับเจ้าเด็กหนุ่มนั้นไม่กวน พอเท้าเสมอกันแล้วก็เดินมาทางหัวนอน เห็นหัวไม่เสมอกันก็ดึงหัวให้เสมอกัน
พอตีสองฉันตื่นออกมา เห็น ๓ คนนั่นไม่นอน นั่งคุยกันจุ๊งจิ๊ง ๆ ถามว่า อ้าวทำไมไม่นอนล่ะ แกก็เลยบอกว่าจะนอนได้ยังไงล่ะครับ เล่นมาจัดระเบียบกันอยู่ยังงี้ ถามทำไม มีผู้หญิงคนหนึ่งห่มผ้าสีทอง นุ่งผ้าสีทอง มาคอยดึงขาดึงหัวอยู่ยังงี้ จะนอนหลับยังไง
พอแกพูดเท่านั้นฉันก็รู้ทันทีว่านางตะเคียนเล่นงานเข้าแล้ว จึงได้ถามคน ๓ คนนั่นว่า ก่อนแกจะนอนแกไม่บูชาพระใช่ไหม เขาถามว่าทำไมถึงรู้ บอกว่าทำไมจะไม่รู้ ที่นี่ใครนอนไม่บูชาพระละเป็นเสร็จทุกราย ไม่มีนอนหลับ นี่เป็นยังงี้
จะว่าเทวดาไม่สนใจกับความดีความชั่วของคนก็ไม่ได้ นี่เขาเป็นเทวดาเขาอยู่ที่ต้นตะเคียน เขายังสงเคราะห์ อนุเคราห์
แต่รู้สึกว่านางตะเคียน ๒ คน หรือเทวดา ๒ องค์นี้สงเคราะห์ฉันมาก ฉันจะไปไหนก็ตามที แกมักจะติดตามไปให้ฉันเห็นอยู่เสมอ และก็ใช้คำว่าแม่
นี่ฉันคิดในใจว่าแกคงเคยจะเกิดเป็นแม่ฉันหลาย ๆ ชาติแล้วก็ได้ อาจจะไม่ใช่ชาติเดียว ชาตินี้ทั้ง ๆ ที่แกเป็นเทวดา แกก็ตามสงเคราะห์ฉันอยู่เสมอ
สมัยก่อนโน้นฉันจะไปหาเงินหาทองที่ไหนก็ตาม มาสร้างวัดสร้างวา เมื่อไปนอนอยู่ที่ไหนมักจะเห็นแกอยู่เสมอ.

ที่มา: จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ ๑๓
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ
%d bloggers like this: