3945.โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 13 (อวสาน) (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

โก๋ หลังวัง “วัยรุ่นประลัยกัลป์” ตอนที่ 13 (อวสาน) (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

ระวีอ่อนแสงเมื่อเมฆหนาจัดและครื้มสนิทเมื่อวสันต์พรมหยาดน้ำแห่งความชุ่มชื่นจนร่างของอดีตวัยรุ่นจากรั้วชมพู-ฟ้า ซุ่มไปทั้งตัวทว่าเขาไม่ได้นำพากับธรรมชาติ มุ่งเจตนาแน่วแน่เพื่อไปหาแม่…แม่ของลูกที่เคยชั่วร้าย ฝนยังกระหน่ำหนักขณะร่างของเขาเดินหลีกหลบยานพาหนะบนถนนเพื่อตรงไปยังท่าเรือ ท่าเรือข้ามฝากระหว่างปากคลองตลาดวัดกัลยาณ์ฯ ยุคนั้นยังไม่มีหลังคานอนจากภายในเขตโต๊ะเก็บเงินค่าโดยสารของผู้เป็นเจ้าของท่า

เขาประคองร่างโซชัดโซเซเข้าไปยืนตากฝน ห่างจากโต๊ะเก้าอี้ของแม่ไม่เกินห้าเมตร พวกคนงานต่างหยุดกิจกรรมหันมายังเขาเป็นจุดเดียวแม่เองก็เห็นเขา ฟ้าคงรั่วดุจพิรุณพิโรธ เวลาที่ฝนจะหยุดคงยาก เพราะเวิ้งฟ้ายังเป็นสีเทาเข้ม สายฟ้าฟาดหัวหางคำรามกึกก้องในขณะที่ฉีกประกายให้เห็นสิ่งอันน่าพรั่นของลำแสง

เวลาผ่านไปสักกี่มากน้อย ร่างเปียกโชกน้ำฝนคงยืนตระหง่าน สายตาเฝ้ามองผู้เป็นมารดาอย่างสำนึกผิด ฝนซาเมื่อใกล้ราตรีเยือน แม่ขยับแว่นตา ครั้งนี้มองมาที่ร่างของลูกชายนิ่งและนาน เรือรับ-ส่งผู้โดยสารเทียบท่า แม่หันไปสาละวนกับการเก็บและทอนเงิน น้ำอดนำทนของอดีตวัยรุ่นอื้อฉาวที่ยังแกร่งกร้าวเท่านั้นที่ยังประคองให้ เอ๊ดหลังวัง ยืนโต้ความหนาวเย็นจนฟ้าใกล้ค่ำสืบไป

อีกครู่หนึ่ง เมื่อผู้โดยสารลงเรือและเรือเบนหัวออกจากท่า หัวใจของแม่ค่อยๆ เป็นปกติขึ้นความมึนชาต่อการมาของลูกชายสิ้นสุดขีดกำหนด แม่มองดูเขาอย่างพิจารณาอย่างเต็มตาอีกครั้งนางแอบถอนหายใจลึกๆ สำนึกของหญิงชราปรารถนาบอกลูกชายอย่างเงียบๆ ขอให้จอมประลัยกัลป์อย่าได้เชือกเฉือดดวงใจของนางอย่างปวดร้าวดุจร่างผอมโกโรโกโสที่ยืนอยู่ไม่ไกลตานั่นเลย

ไม่นานนัก ใจอันมั่นคงดุจศิลายิ่งยงต่อไปไม่ไหว เมื่อสังขารไม่อำนวย ร่างผอมโกรกของอดีตดาวดังวังบูรพาเริ่มมีอาการซวนเซสั่นเทา ความระทึกของผู้เป็นแม่เริ่มปั่นป่วน สายตาให้ความอ่อนโยน เขาตัดใจก้าวเดินข้ามหาท่าน นางจ้องไม่วางตา

“เอ็งกลับมาทำไม?”

“ผมอยากกราบเท้าแม่” ลูกชายตอบเสียงเครือ

“แม่ไม่เคยมีลูกเลว ถึงมีขณะหลับ แต่ฝันร้ายว่ามันตายไปแล้ว…” นางคล้ายคร่ำครวญอย่างปวดร้าวในน้ำเสียง

“กี่วัน, กี่เดือน และกี่ปีที่แม่คอยเอ็ง คอยวันที่ลูกจะกลับมาอย่างครบสภาพของมนุษย์, แม่เลี้ยงลูก ถนอมลูก ไม่ต้องการให้ทำร้ายใคร หรือถูกใครทำร้าย นอกจากบาปเวรแล้ววันนี้เอ็งคิดว่าผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งควรมีลูกชายอยู่อีกหรือ?”

ความหม่นหมางในดวงตาของ เอ๊ด หลังวัง ดั่งเศร้าซึมลงไปอีก และรันทดหดหู่จนดูน่าเวทนา ม่านมืดค่อยๆ โรยตัวลงครอบคลุมลำน้ำเจ้าพระยา ผู้คนที่อาศัยโดยสารเรือข้ามฟากหนาแน่นยิ่งขึ้นทุกขณะ การบรรทุกของเรือนที่รับคนจึงดูน่าอันตราย จอมประลัยกัลป์ผู้ร่วงจากถนนนักเลงดังเพราะเฮโรอินเริ่มมีอาการสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง เขากัดฟันยกมือขึ้นไหว้ลาแม่ และยังไม่ทันเอ่ยคำร่างนั้นถลาล้มคว่ำอย่างกะทันหัน แม่ผลุดลุกจากเก้าอี้ ร้องได้คำเดียว

“ลูกเอ๊ด!!”

คำอุทานนั่น เขาชาวูบ รู้สึกไม่ต่างโนรีคืนรัง แม้รูปกายจะแหลกสลาย แต่ เอ๊ดหลังวัง สว่างวาบในดวงใจ ปากของเขาพึมพำเรียกแม่ขณะใกล้หมดสติอยู่หลายประโยค

โกลาหลกันขนาดใหญ่ เมื่อร่างของลูกชายเจ้าของท่าน้ำวัดกัลยาณ์ฯ สลบฟุบกับพื้นถนนเบื้องหน้าผู่คนที่สัญจรไปมา ทุกคนราวกับกำลังฉีกตาจับจ้องดูเรื่องราว แม่กุลีกุจอสั่งการลั่นตามอารมณ์อันพะว้าพะวัง

“ใครก็ได้มานั่งหัวโด่เก็บเงินหน่อย อ้าว…แล้วมีใครไปตามรถหรือยัง?”

ครู่หนึ่ง นางกับคนเรือสองคนก็ประคองคนเจ็บส่งคลินิกย่านพาหุรัด อันไม่ไกลเท่าใด ภายในสภาพมีต่อลมหายใจ นางและทุกคนในสถานที่นั่น ล้วนนั่งคอยคำจากนายแพทย์ไม่ต่างกับนักโทษประหาร รอคำสั่งพิพากษายกโทษ สิบห้านาทีโดยประมาณ นายแพทย์จึงให้พยาบาลออกมาตามนาง แม่เผชิญหน้าหมอ และลูกชายที่ยังนอนหายใจรวยริน เปลือกตาปิดสนิททั้งคู่ หมอพยักหน้าเชิงอนุญาตให้เยี่ยมผู้ป่วยนางผวาไปยังเตียงของลูกชาย

“ลูกเอ๊ด” เสียงซึมคล้ายกระซิบ เพราะ…ปราศจากการบังคับหลั่งจากดวงใจแม่

“รู้สึกเป็นยังไงบ้างลูก?”

ความอบอุ่นซาบซ่านเข้าสายเลือดขณะลืมตาขึ้นมองมือแม่ที่จับประสานกับมือของตนไว้นางมองลึกลงไปในแก้วตาอันเสมือนแก้วใจ จอมประลัยกัลป์แห่งเมืองฟ้าอมร ค่อยๆ ปิดเปลือกตาอีกครั้ง วาระเดียวกับน้ำตาก็ไหลซึมย้อยเป็นทาง แม่ยกมือบรรจงปาดเช็ดน้ำตาให้อย่างปรานี โดยที่เขาเองไม่อาจรู้ว่า แม่ก็มีน้ำตาแห่งความปิติปรีดา! กลางความเงียบทางลมปาก นายแพทย์เดืนเข้าไปจับชีพจรของ เอ๊ด หลังวัง อีกครั้ง จึงเอ่ยให้คำแนะนำ

“แกติดยาเสพติดผงขาวหรือเฮโรอินขนาดหนัก ควรส่งไปบำบัดรักษายังสถานที่ๆ เขาจัดไว้รักษายังจะได้ผลกว่า เช่นที่ธัญบุรีหรือถ้ำกระบอก ที่สำคัญ แกไม่ควรได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจในระยะนี้”

จากนั้นก็เขียนใบสั่งยาให้พยาบาลจัดการบรรจุ หนึ่งหญิงสองชายประคองร่างของคนเจ็บกลับขึ้นแท็กซี่มุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี ถ้ำกระบอกภายในคืนนั้นเอง คอร์สการรักษาเกี่ยวกับยาเสพติดของสำนักถ้ำกระบอกมีเวลาให้พักฟื้นน้อยวันนัก ดังนั้นหลายรายจึงยังคงอดไม่ได้เด็ดขาด เพราะในระยะเจ็ดวันถึงสิบวันนั้น เชื้อร้ายยังไม่สูญไปจากเส้นเลือด พอออกจากถ้ำกระบอกส่วนใหญ่กลับเข้าก๊วนกวนค่าของชีวิตให้สิ้นไปอย่างน่าแก้ไข เวลากับวัยรับสถานะกับชีวิตของดาวดังวังบูรพาอย่างพลิกความคาดหมายที่เขาเลิกผงมฤตยูนั่นได้ ยุทธจักรนักชนเริ่มกรายมาเยือนเมื่อท่าน้ำวัดกัลยาณ์ฯ รังรวงของ เอ๊ด หลังวัง ตืนจากฝันร้ายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

แม่เฝ้ามองพฤติการณ์ของเขาไม่ขาดตา ผิดหวังอย่างมหันต์? เขาอุทิศทุกสิ่งอันเป็นลมหายใจของตนให้กับแม่หมดสิ้นแล้ว ไม่มีมือรับจ้างกระทำอาชญากรรมต่อปวงชนไปหนึ่งจริงหรือ? หกสิบวันในระยะพักฟื้น พลกำลังสติปัญญาทยอยกันให้สติเหมือนระลอกคลื่นจนเขามองเห็นธรรมอันใสสว่างอย่างลางเลือนและค่อยๆ ชัดแจ๋วตามกาลเวลา เย็นวันหนึ่ง หลังจากนั่นคุยกับบรรดาดาวดังหลายคนที่มาเยี่ยมจนอ่อนเพลีย เขาก็กลับขึ้นบ้าน เปิดหน้าต่างรับลมยามสนธยา

อดีตเหมือนแผ่นฟิล์มที่ฉายย้อนให้เด็กดัง “รั้วชมพู-ฟ้า” คิดในขณะที่สายตานั้นก้มลงมองเจ้าพระยาที่ตนเห็นมาจนชิน ป่านนี้แล้ว ศรีมายไม่สุขก็ทุกข์ ส่วนเขาบัดนี้เหมือนดอกไม้มากเกสรภมรชั่ว จึงกลายมาใกล้ให้เขาเปื้อนทุกวันคืน และในโอกาสที่ตัวเองยังสามารถจะประกาศตนต่อชาวนักเลงได้ ทำไมเขาจึงไม่ทำ ในที่สุดก็แค่นยิ้มให้กับเข้าพระยาอันโสมมเพราะน้ำมือมนุษย์อย่างสิ้นอาลัย แล้วจึงตัดสินใจเดินไปยังห้องของแม่ เจ้าของท่าเรือข้ามฟากยืนอยู่ที่หน้าต่างเช่นกัน นางทอดสายตาออกไปข้างนอก ลมแรงกล้าโกรกกรรโชกจนบานหน้าต่างกระแทกกันตึงตัง…!

เสียงเปิดประตูทำให้เจ้าของห้องหันมา

“มีอะไรหรือลูก?”

เขายิ้มกับแม่ นางเดินตรงเข้ามาโอบบ่าของเขาเบาๆ

“ผมอยากจะจัดงานเลี้ยงอำลาพรรคพวกประกาศล้างมือกันจริงๆ เสียที ไม่เช่นนั้นผมก็ไม่ต้องทำมาหากินกัน”

“ดีที่สุดแล้วลูกเอ๋ย” นางกล่าวอย่างลนลาน

“ผมขอขอบพระคุณแม่ด้วย”

เอ๊ด หลังวัง บอกให้แม่รับรู้แล้วก็จัดการเดินเรื่องชวนเชิญบรรดาอุกกาบาตทั้งหลายเลี้ยงพบปะสังสรรค์ขึ้นในถิ่นของตน ข่าวสะพัดไปเร็วเพราะคนเป็นข่าวคืออดีตคนดัง เขาเลือกการนัดหมายเอาวันเสาร์ อันเป็นวันคล้ายวันเกิด และก็คือวันนี้เอง

บุปเฟ่ต์พื้นบ้านโดยอาศัยลานวัดจัดตั้งติดไฟสว่างไสว วงดนตรีซึ่งแต่แรกไม่ได้คิดเอามืออาชีพมาเล่น เขากลับได้รับน้ำใจจากบรรดาผู้คนบนถนนธุรกิจเถื่อนนำส่งนักร้องนักดนตรีมาช่วยมากมาย ปวงประลัยกัลป์เดินทักทายพูดคุยกันอย่างครื้นเครง ยิ่งดึกโต๊ะเก้าอี้วัดถูกขนมาเสริมเหล้าหลายยี่ห้อตั้งรายเรียงอยู่บนโต๊ะตั้งของขวัญจนดูลานตา ดนตรีขึ้นเสียง นักร้องขึ้นเพลง เอ๊ด หลังวัง เดินต้อนรับทักทายทุกคนอย่างเป็นอันดี ซาเก๊า, สุมาอี้, เก๊าตี๋, อ๊อด หมอเหล็ง, จบ ศรีจรูญ, มล แพร่ง, กับ เป็ด แพร่ง, แอ๊ด เสือเผ่น, ตลอดไปจนถึงตะไลเพลิงตัวแสบถิ่นต่างๆ อีกอื้อซ่าส์ เรียกว่าเป็นงานรวมหัวของกลุ่มอาชญากร ดังระดับประเทศทั้งสิ้น และผู้คนก็ไม่น้อยกว่างานศพจอมอาชญากร เก๊า ม้าเก็ง

ได้เวลาเจ้าของงานจะขึ้นแสดงตัว นักร้องนักดนตรีหยุดพักผ่อน เอ๊ด หลังวัง ในมาดขรึมก้าวขึ้นเวทีชวนเชิญดื่มถวายพระพรเรียบร้อย จึงถอดไมค์ออกจากก้าน กรอกน้ำเสียงห้าวกังวานอย่างชัดเจน

“นอกเหนือจากคำว่าขอขอบพระคุณต่อความมีน้ำใจของพรรคพวกและรุ่นพี่แล้ว ผมยังมีสิ่งหนึ่งที่ใคร่จะบอกให้ทุกคนทราบว่า จะไม่มีชื่อ เอ๊ด หลังวัง ตลอดไป…หนี้เวร-หนี้กรรม ทุกสิ่งผมได้ชดใช้ไปบ้างแล้ว ดังนั้น กับทุกท่านในที่นี้หากมีสิ่งใดยังคงค้างชำระกันอยู่ ขอให้ว่ากล่าวกันผมอาจแผ่กุศลไปให้โดยทั่วหน้าได้”

พอประโยคเพิ่มเติมกำลังตัดต่อทางปัญญา ปัญหาร้ายเกิดข้นกลางงานอย่างฉับพลันเมื่อมีการตบกันด้วยขวดเหล้าดังแน่นหู

จอมประลัยกัลป์พรวดเข้าถึงที่เกิดเหตุ พบร่างนักเลงซ่าส์ ริน วันชาติฯ นอนแถกเหงือ…เลือดแดงฉางเต็มหน้า ทว่าคนในงานยังสงบ เขาปรายตาไปยังทุกคนที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุพร้อมกับข่มใจตน ปรับสภาวะมวลกิเลสทั้งหมดเดินลงจากเวทีถามออกไปตรงๆ

“ใคร เล่น ไอ้รินเละอย่างนี้วะ?”

▪️อวสาร เอ๊ด หลังวัง▪️

ราวกับถูกมนตร์สะกดทัพของขุนแผนผู้คนภายในงานคล้ายรับรหัสเหตุนั่นร่างหนึ่งสมสัดส่วนลุกจากเก้าอี้ตรงเข้ามาหา เอ๊ด หลังวัง

“ไอ้เผ่น!” เขาอุทานในทรวง

“มึงดูใต้โต๊ะนั่นก่อนค่อยฉะกู” แอ๊ด เสือเผ่น ชี้มือไปยังใต้โต๊ะ

เจ้าของงานฉวัดสายตาจับเป้า คราวนี้เขาขยายม่านตาขึ้นอีกและก้มร่างลงหยิบลูกซองสั้นเบอร์ ๑๒ ขึ้นมาปลดนก พร้อมกับถอนหายใจอย่างท้อแท้ที่เพื่อนพ้องยังมุ่งหมายโรมกันอยู่ จัดการเก็บปืน นำนักเลงลูกซองพกส่งโรงพยาบาลตามยถากรรม (ยถากรรมในที่นี้คือ คนเจ็บให้การกับตำรวจเอง) แล้วก็สั่งดนตรีขึ้นเสียงขั้นความอาเพชในงานของตน

ดาวเดือนเคลื่อนคล้อย เหล่าทรชนต่างก็ทยอยกันกลับเสียเป็นส่วนใหญ่ ดนตรีสงบเสียงเพราะขออนุญาตทางการใช้เสียงได้ไม่เกินยี่สิบสี่นาฬิกา งานเลี้ยงเลิกราท่ามกลางความพอใจของทั้งสองฝ่ายประมาณตีหนึ่งเศษ แม่ลงจากบ้านสั่งเด็กๆ ช่วยขนโต๊ะเก้าอี้ส่งคืนวัด ส่วนเขาเที่ยวส่งเพื่อนชี้จนเหงื่อตก จึงสลัดอาภรณ์กระโจนลงเจ้าพระยายามรัตติกาล ขึ้นจากน้ำก็เผ่นขึ้นห้องชั้นบนทั้งๆ ที่ตัวเปียกโชก

“เฮ้ย! ลูกหมาตกน้ำขึ้นบ้านแม่” นางโวยอย่างชื่นใจที่เห็นกิริยาลูกชายเปลี่ยนไป

พอเข้าห้องเช็ดเนื้อตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมพักผ่อน แม่ก็เข้ามาคั่นจังหวะ เขายิ้มให้มารดาด้วยสีหน้าระรื่นกล่าวคล้ายอ้อน

“แม่ลำบากเพราะผมตลอดมา”

“ลูกมั่นใจว่าแม่ควรจะสุขสบายวันไหน?”

นางเลียบเคียงใจลูก พร้อมกับลอบถอนใจอย่างแผ่วเบา

“พรุ่งนี้ครับ”

แม่ยิ้มจนแก้มปริ แล้วอนุโมทนา

“ขอให้คุณพระรักษาลูกด้วยเถิด”

เช้าของวันใหม่ อดีตอาชญากรชื่อกระฉ่อนลงมือจัดการเปลี่ยนเครื่องทรงลงช่วยคนงานขูดสีเรือที่ขึ้นคานอยู่อย่างขะมักเขม้น การทำงานอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจทำให้เรือลำนั้นซึ่งขึ้นคานมาครึ่งปีแล้วเสร็จภายในเวลาครึ่งเดือน เขารับอาสาแม่นำเรือออก “ตีพวง” (รับพ่วง) เรือเร่ส่งวัสดุ สินค้า ตลอดจนของสวนทุกชนิด จนใบหน้าคล้ำดำลงไปอีก กระนั้นก็ยังเพิ่มความแข็งแกร่งในเรือนกายและจิตใจ วันแล้ววันเล่าที่ เอ๊ด หลังวัง พิสูจน์ตัวเองกับมารดา ค่ำลงขลุกอยู่กับขวดเหล้าเช้าก็เร่อยู่กับเรือแต่กลับเป็นรสชาติชีวิต ที่น่าภาคภูมิสำหรับเขาที่สุด

ตีสามล่วงไปได้ครู่ใหญ่ เขาลุกจากที่นอนกระดกขวดเหล้าที่ยังเหลือน้ำสีทองไม่เกินสองเป๊กพรวดลงคอ แปลกมากที่คืนนี้เขานอนไม่หลับทั้งๆ ที่ใกล้สว่าง เสียงคล้ายคนเดินไปมาภายในห้องของแม่ทำให้เขาอึดลมหายใจ และรูหูแสวงหาคลื่นรับสัญญาณ

“คืนนี้ลูกไม่ได้นอนเลย”

เสียงของแม่นั่นเอง นางคงรู้ได้จากอาการนอนพลิกร่างไปมาหรือไม่คงได้ยินเสียงเขาลุกเดินดุจเดียวกับแม่ หนึ่งในอดีตกลุ่มประลัยกัลป์ จึงขานรับนาง

“ครับ”

บุหรี่เหลือติดซองมวนเดียว เขาดึงมันออกมาจากซองจุดสูบ ส่วนซองเปล่านั้น อดีตวัยรุ่นตัววุ่นขยำเข้ากับอุ้งมือซ้ายจนกลม แล้วปาออกนอกหน้าต่างพอควันบุหรี่พ่นเข้าปากเดินทางไปสู่ปอด แล้วเหลือเศษควันเหลือรอดริมฝีปากกับรูจมูก นางก็ค่อยๆ ผลักประตูห้องเปิดเข้ามาหาเขา

“โถ…ลูกแม่” เพียงเห็นเขานั่งคีบบุหรี่อยู่บนเตียงนางอุทาน พร้อมกับก้าวเดินโย่งๆ ไปนั่งยังเก้าอี้ที่ลูกชายเคยนั่งทำการบ้าน หรือดูตำราเรียนเมื่อสิบกว่าปีก่อน

สำหรับเขายังคงนั่งอยู่บนเตียง แรงลมที่เปิดหน้าต่างไว้รับไอเย็นจากเจ้าพระยากระพืดปัดป่ายเส้นผมดกดำของตัวเองแลแม่ปลิวไสว

“แม่ครับ…” ลูกชายหลุดเสียงเป็นน้ำคำ

“หือ…?”

“แม่มีเรือ, มีท่าเรือและคนเรือ ซึ่งทั้งสามสิ่งนั่นดั่งครอบครัวชีวิต เป็นเรือมนุษย์ที่แล่นสัญจรไปตามดวงตามกาลเวลา ผมจึงเหมือนนักเดินเรือและกำลังพุ่งหน้าหาที่หมายคือ “ท่า” เพื่อพักชีวิตในครอบครัว แต่วันที่ผ่านมาแล้ว นาวาชีวิตลำนี้สู้กับมหาวาตภัยอย่างช่ำโชก ลอยลำอยู่ได้เพราะกุศลของแม่ มาบัดนี้ อุ้งมือที่จับพังงาหันเหทิศทางเรือได้กระชับจับมั่น โดยหวังว่าสักวันผมคงไม่ต้องเร่ “รับพวง” พ่วงชีวิตคนอื่นๆ เหมือนเช่นอดีต….”

คล้ายมนตร์มายาสะกดนางจนตรึงร่างนั่งนิ่ง สายตาเท่านั้นที่พุ่งแน่วอยู่ที่ร่างของลูกชาย ครู่เดียวนางก็ส่ายใบหน้าไปมาขณะถอนใจแล้วนิ่งอึ้งไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดใดๆ

เวลาดั่งทอดทิ้งสองแม่ลูกอยู่กลางกระแสธาร วันกำเนิดจากต้นน้ำแห่งการสำนึกไปคนละแง่มุม นางมองเขาด้วยความรู้สึกลึกเร้นกับดวงใจสีหน้าแฝงความรักและอาทร ความเคร่งขรึมที่สำแดงออกของแม่ขณะพินิจเรือนกายของลูกชายดูอ่อนละไม น้ำเสียงที่แม่กล่าวสุภาพนุ่มนวล กิริยาก็มิได้กระด้างเหมือนวันแรกที่เขาเข้ามายืนกรำสายฝนต่อหน้านาง

“ลูกเอ๊ด…มนุษย์น่ะเป็นคนช่างฝัน…และความช่างฝันของมนุษย์นั้นมหาศาลกว้างไกล ยุคที่ความวุ่นวายของบ้านเมืองพบปัญหาชาวบ้านยิ่งมองเห็นอุปสรรคของการมีลมหายใจมากมายเมื่อมีลมหายใจบนเวทีในสภาพอันขาดความยุติธรรมมนุษย์ย่อมใฝ่ฝันถึงสังคมที่ดีกว่า หาใช่คนหนึ่งกินทิ้งกินขว้าง แต่อีกคนหนึ่งต้องเก็บเศษอาหารกินตามถังขยะหลังภัตตาคาร…ลูกเอ๋ย อย่าเกลียดชาติไทย หรือคนในชาติที่ต้องแก่งแย่งกันหากินเลยเพราะชาติไทยของเราผลิตสร้างบุตรหลานวันละหลายร้อยหลายพัน ถ้า “เราไม่ก้าว” ในวันนี้ เมื่อใดข้าวจึงจะเดินทางมาถึงช้อนและเข้าปาก เช่นเดียวกัน ถ้าลูกปรารถนาหาท่าจอดเรือก็ลองดูเอาว่า “อู่” เรือที่ไหนสามารถกันฟ้าฝนให้ลูกสุขสงบสะอาดทั้งกายใจ”

นางยุติการประเทืองปัญญาและจ้ตใจแห่งกระแสสำนึกในความผิดชอบชั่วดีไว้ด้วยใบหน้าสดชื่น ดวงตาประกายสุกใสดั่งความหมายดุจได้จุดความปิติปรีดาให้โชติช่วงขึ้นในดวงจิตของลูกชายจอมประลัยกัลป์ผู้ปิดฉากตนเองด้วยมือที่เปื้อนชันยาเรือและสี เงยหน้าขึ้นสบตามารดาอีกครั้ง

“เรือเร่อย่างผมไม่มีวันที่จะแล่นขวางลำ…ผมรู้แล้วว่าอะไรคือธรรม อะไรคือโทษ การได้ศึกษาธรรมแม้จิตยังไม่สงบพอ มันก็ช่วยขจัดความร้อนอันเป็นโมหะได้โขอยู่ทีเดียวครับ แม่ปฏิบัติยึดมั่นในธรรมมาโดยตลอดย่อมรู้ดีว่าการทำทานทั้งหลาย “ทานพระธรรม” นั้นสูงสุดและชนะบรรดากุศลทานทั้งปวง ดังนี้ ผู้ที่มีพระธรรมอยู่ในตัวเองหากนำออกแจกทาน ย่อมได้รับโดยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทว่า…แม่ครับ”

ประโยคหลัง เอ๊ด หลังวัง ลุกเดินไปยืนอยู่ใกล้ๆ แม่ และมองด้วยสายตาอันภักดี อีกทั้งกัตญญู ครู่เดียวลูกชายที่แสนเลวก็เสริมต่อประโยคที่ตนปรารถนาบอกนาง

“ชีวิตผมในอดีตเหมือนคนตาบอด หรือผู้ที่ถูกกัก ถูกขังและถูกปิดจนไร้ราคาไม่ต่างหมาเน่าลอยน้ำ อดีตของผมจึงเป็น “ผู้ไม่รู้” ตลอดเวลาในโลกที่ลูกของแม่คนนี้กระโดดลงไปเพื่อแสวงหาความบอดทึบ ผมเคยหวังอยู่เสมอว่า วันหนึ่งสักวันหนึ่งผมจะต้องหมดสายป่านของความชั่วรู้จักหยุด รู้จักพอ แล้วค่อยๆ เติมความเบิกบานแจ่ใส่ มัธยัสถ์ สุภาพ อีกทั้งสงบ หมดความอยาก สิ้นการเสพย์ แสงธรรมรุ่งโรจน์ในปัญญาผมก็เลยคิดว่าพรรษานี้ควรสละเพศฆราวาสได้แน่ เพราะตถาคตั้งศาสนาขึ้นไม่ได้หวังให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดบำเพ็ญประโยชน์อย่างอื่น แค่สถิตอยู่โดยประสงค์จะให้บุคคลบำเพ็ญภาวนา เพื่อให้ระงับดับกิเลสใช่ไหมครับ? แม่…”

ผู้เป็นมารดาคล้ายตื้นตันต่อถ้อยคำของลูกชาย ประโยคท้ายที่ลงด้วยคำถาม นางจึงได้แต่กลอกตาลังเล จอมประลัยกัลป์ แม้ไม่ได้ขึ้นขั้นเข้าฌาณสมาบัติได้หรือบวชเรียนมาก่อน ทว่า การได้ศึกษาธรรมก่อนก้าวสู่ธรณีสงฆ์ จึงเป็นเหตุผลที่เขาพูดให้นางทราบเมื่อครู่ นั่นเป็นเพียงคำพูด…ใต้จิตสำนึกอดีตทรชนอย่างเขาหลั่นลึกลงไปถึงการหวังพระนิพพานโดยศึกษาถึงทาน ศีล สมาธิ และปัญญา

เป็นอันว่า แน่นอนแล้วที่เขาจะต้องอุปสมบท กระนั้นเขาก็ยังเติมพลังใจให้กับแม่ต่อด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำนุ่มนวล

“ผมจะไม่มีวันเปื้อนสีเก่าอีกแล้วในสายตาของคนทั่วไป ต่างคิดว่าผมว่าห่วนตามฐานะลูกชายเจ้าของท่าเรือ หน้าฉากคล้ายลูกผู้ดีไม่น่าเลวระยำให้แม่ชอกซ้ำ”

“นั้นเป็นเรื่องของกรรม แม่ลืมมันแล้วนับแต่คืนนี้เป็นต้นไป”

น้ำเสียงของนางยืนยันหนักแน่นขณะที่ร่างตรึงอยู่ตรงหน้าต่าง ซีกหน้าของแม่ระหว่างที่เอ๊ด หวังวัง ให้การพิจารณา เขารู้สึกชื่นใจ และเป็นสุข นางขยับร่างหันกลับ ผละเดินไปหยิบขวดเหล้าโยนออกทางหน้าต่างลงเจ้าพระยา แล้วถอยไปนั่งบนเตียงนอนของลูกชายทอดสายตาจับจ้องอยู่ที่ด้านหลังของลูก เอ่ยเสียงเรียบๆ

“ในศีลที่ลูกจะต้องถือปฏิบัติคือการไม่ดื่มเครื่องดองของเมา ขวดเหล้าที่แม่โยนทิ้งน้ำก็เพื่อให้แม่เจ้าพระยาตัดมันจากใจ-กายลูก เพราะสิ่งนี้เป็นมลทินหาลูกไปเดินต่อมันอีก เจ้าพระยาขอให้ลูกปลงให้เด็ดขาด”

ลมเย็นชายฝั่งเจ้าพระยาที่อดีตวัยรุ่นประลัยกัลป์หนีห่างไกลไปนานกรรโชกกระชั้น ท้องฟ้าสีเทาอ่อนมีเฆมขาวก้อนใหญ่ผุดขึ้นระเกะระกะบอกเวลาให้สองแม่ลูกสัมผัสรุ่งอรุณโณทัยด้วยตาของตัวเอง

“สว่างแล้วนะลูก พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะลงไปดูคนงาน” แม่บอกแล้วก็ผลุดลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

เวลาในถิ่นอันประหนึ่งถ้ำของ เอ๊ด หลังวัง เป็นสนิมกร่อนวัยผู้คน สัตว์ และวัตถุ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ของอดีตดาวดังวังบูรพาได้รับการจัดขึ้นโดยมีเขาเป็นเจ้าภาพและแขกเหรื่อไปในตัวเสร็จ ทั้งนี้เนื่องจากเขาเลี้ยงตัวเอง ที่บาร์ “สวนดอกไม้” ฝั่งธนบุรี เวลาใกล้จะสี่ทุ่ม หนุ่มหนึ่งในมาดยีนส์ไม่ทิ้งลายโก๋เดืนเข้าเลือกโต๊ะนั่งเหมาะใจได้ก็นั่ง มันเป็นมุมที่เหมาะและทำเลดีสำหรับด้านสังเกตการณ์ ไม่ได้ฉลองอะไรวิเศษไปกว่าของกินไทยๆ กับน้ำสีทอง เขารินน้ำเมาลงแก้ว ส่วนในจิตนั้นขออภัยขอขมาที่ผิดสัญญากับแม่ และเพียงลำพังในโต๊ะท่ามกลางสีแสงรวมกลุ่มคนโต๊ะอื่นๆ เต็มพรืดไปหมดนั้น ประสาทส่วนเกินของเขาบอกเหตุให้เริ่มสังเกตผู้คนทุกโต๊ะอย่างละเอียด

ปกติ…เพลงผสมดนตรีไม่น่าจะมีความกังวล ทว่า เอ๊ด หลังวัง สังหรณ์ด้วยความรู้สึกอันพิสดารเขาคล้ายแว่วเสียงเรียกของบรรดาเพื่อน “เฟืองทอง” ที่ดับไปแล้ว เหล้าเหลือติดขวดสุราชั้นดีของเมืองไทยเล็กน้อย เจตนาที่เขาหมายไว้ว่าจะท่องราตรีเป็นการอำลาเมืองฟ้าถูกเปลี่ยนกะทันหัน เมื่อเขาสั่งบ๋อยเก็บบิลในแก้วกลางโต๊ะ จ่ายเงินเรียบร้อยเขาเดินตัดตรงเข้าห้องน้ำแอบซุ่มยืนสังเกตสายตาและผู้คนที่ทำให้เขาเกิดมิติใหม่อันเร้นลับ หูอันคล้ายภาครับหันเข้าสัญญาณส่งอีกครั้ง คราวนี้กระเเสเสียงที่เขารับชัดเจนแม้ว่าจะหลายเสียงแต่เขาจำแนกออกและรู่สึกขนลุกเกรียวขึ้นในทันทีที่ได้ยินเสียงอันชัดเจนนั่น
“มึงออกจากที่นั่นโดยเร็ว!”

เชื่อหรือไม่เชื่อ จริงหรือไม่จริง เขาเอาไว้หาหลักฐานภายหลัง เด็กดังที่เป็นหนุ่มใหญ่ตัดสินใจกลับบ้าน เลิกล้มการเที่ยวโดยสิ้นเชิง พอขยับจะเดินสายตาพลันเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเก่าของเขา เก้าอี้เดียวกันเสียด้วย…ทันทีที่เห็น…เสียงปะทุของปืนระเบิดเข้าใส่ร่างกันและกัน เอ๊ด หลังวัง สะดุ้งเล็กน้อย ทว่าตัวชาวูบเมื่อกลุ่มวัยรุ่นละโต๊ะหันปากกระบอกปืนเข้าหากัน โต๊ะที่เขานั่งอยู่เก่าตั้งอยู่ระหว่างกลางเกมสนุกของวัยรุ่น ชายหนุ่มคนนั้นเข้าสวมตำแหน่งนั่งขวางทางปืน เจอคมกระสุนเหล็กหงายผลึ่งดวงดับไปท่ามกลางสายตาของอดีตทรชนชื่อกระเดื่องเฝ้ามองอย่างข้องใจ

ความพลุกพล่านเกิดขึ้นในร้านอาหารสวนดอกไม้ตั้งแต่วัยรุ่นลั่นไกปืนนั่นแล้ว และโอกาสเช่นนี้จะหามีที่ไหนอีก ดังนั้นเขาจึงอาศัยความชุลมุมที่คุ้นเคยกรำศึกมาจนคร่ำหวอดหนีรอดเรื่องราวได้สะดวกโยธิน บนรถแท็กซี่ ที่เขาใช้โดยสารกลับบ้าน หนีไม่พ้นที่เขาจะต้องใคร่ครวญการตายของชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้เพราะมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดสำหรับวัยชีวิตที่ประคององค์มาถึงวันนี้ หรือเรื่องราวบังเอิญ?!

เฉียดเที่ยงคืนเมื่อเขาลงจากแท็กซี่ และแทนการเดินตรงเข้าซอยด้านข้างวัดกัลยาณ์ฯ กลับเดินเข้าทางด้านอุโบสถ เสือเก่าฝีตีนเบาไม่ต่างแมว กลางความสลัวจากไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ไกลไม่ต่ำห้าหกเมตรประสาทส่วนเกินก็ได้สัมผัสสุ้มเสียงของคนหลายคนอึงอลอยู่กลางอณูอันเป็นด้านข้างอุโบสถอีกครั้ง ลมแรงคล้ายมือคนเขย่าช่อฟ้าใบระกาตรงชายคาโบสถ์ดังกริ๊งกร๊าง เสียงหมาหอนรับกันเป็นทอดก่อให้เกิดความวังเวงยิ่งขึ้นในชีวิต เอ๊ด หลังวัง ไม่เคยคร้ามความตาย บัดนี้ ใจเขากลับอดหวั่นไหวไม่ได้แต่ยังธำรงจิตแผ่กุศลทานให้ด้วยใจ

พอพ้นเขตอุโบสถ จมูกสัมผัสกลิ่นสาง ทีนี้ดาวดังวังบูรพาขนลุกเกรียวทั้งๆ ที่บ้านอยู่ติดวัดและใกล้ผี ฉับพลัน! ขณะที่ในอณูเปลี่ยนสภาพกลิ่นอันหอมคล้ายดอกพิกุลเกิดขึ้นแทน เขาจับภาพเลือนลางคล้ายรูปเงาคนหลายคนที่ศาลาท่าน้ำได้อย่างกะทันหัน ต้อยเทวัญ เวียนวังแดง ดำม้าเหล็ก ขวัญศรีเมือง เพื่อนผู้ดับดิ้นสิ้นชื่อยังห่วงใยเขาอยู่ในภพนี้ไม่เสื่อมคลายเขาแค่นยิ้มในความมืดเมื่อเดินเกือบถึงบ้านเหลือระยะทางอีกไม่กี่ก้าวจะเข้าประตูบ้านก็ยังปลงไม่ได้ว่าตัวเองเมาจน “เพี้ยน” หรือเห็นของจริงในศตวรรษนี้ เสียงคนงานตะโกนบอกแม่ถึงการกลับมาของเขา นางผู้รอคอยการกลับมาทักทายเชิงบอกความในใจ ทันทีที่เขาโผล่ขึ้นชั้นบน
“ลูกทำให้แม่กังวลจนนอนไม่หลับ”

เขาพนมมือไหว้มารดากล่าวยิ้ม “ผมออกไปสนุกนอกบ้านเพราะอยากรู้อยากเห็นเรื่องของมนุษย์โลกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเข้าพรรษานี้ แม่บวชให้ผมนะครับ” เท่านั้นนางก็คลายความรุ่มร้อนยิ่งประโยคหลังนั่นเขาบันดาลให้แม่ถึงกับยกมือขึ้นกำแน่นดวงตาสุกสกาวที่ไม่เคยปรากฏประกายของหญิงชรามีแววแห่งความโสมนัส จนผวาเข้าหัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาบีบและเน้นประโยคถาม

“ลูกเอ๊ด…พูดอีกคำสิว่า ที่ลูกพูดเป็นความจริง”

“ครับ”

แม่ดึงร่างลูกชายเข้ามากอดพร้อมกับงึมงำภาษาใจกระซิบบอกลูกชาย

“สุขแล้วสำหรับชีวิตนี้ของแม่”

สนริมฝั่งวัดลู่ลมจนเอนคล้ายต้องการล้มลงพักผ่อน ณ ที่ศาลาทองหลังเดิม ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวสรุปกับผู้เขียนว่า

“อาตมาเลือกหยุดพัก หวังชีวิตอยู่อย่างสุขสงบ เพื่อสรรสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยการให้ทานด้วยธรรมแล้ว จะลองยึดถือปฏิบัติสำหรับโยมก็มีราคาต่อสังคมแล้ว เรื่องราวทั้งสิ้นที่อาตมาเล่าหากโยมทำประโยชน์แก่สังคมได้ บุญกุศลจะเกิดกับโยม อาตมานี้จะลองค้นคว้าหาความลึกซึ้งต่อไปเพราะการรักษาศีลพระปาติโมกข์ก็ดี การรักษาธุดงควัตรนั้นก็ดี ล้วนประมวลลงใน

“ศีล” ข้อวัตรอันใดที่เป็นไปเพื่อจะได้ยกคนออกจากกิเลสได้อาตมาจะลองกระทำข้อวัตรนั้นดู”

สมปราศจากแรงลม ไม่ต่างจากคนปราศจากลมหายใจ จอมประลัยกัลป์ดวงหนึ่งได้อำลาถนนทรชน จนได้เลือกวิถีใหม่ดำเนินชีวิตอย่างสงบ และสู่สันติสุขแล้ว….”

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลงโต
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : อันธพาล
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ