3608. อภินิหารยันต์มหากาฬและพระรอดดำ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

สิงโตหิน
ยันต์มหากาฬเป็นยันต์ของหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพจังหวัดนครสวรรค์เป็นยันต์ที่มีอิทธิฤทธิ์และมีอภินิหารอย่างมหัศจรรย์เป็นที่เลื่องลือกันทั่วประเทศตั้งแต่ครั้งเมื่อพ.ศ. 2480 จนมาถึงพ.ศ. 2520 ยังคงมีอนุภาพเกริกก้องใครมียันต์มหากาฬเป็นเครื่องรางของขลังแม้ว่าจะถูกคมศาสตราวุธทุกชนิด ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ลิ้มเลือดคนผู้นั้น

เรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนมาในวันนี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าประสบมาประจักษ์ด้วยสายตามา คนที่เคราะห์ร้ายดวงชะตาดับแม้ว่าจะมียันต์มหากาฬและเครื่องรางของขลังอื่นใดก็ไม่อาจที่จะคุ้มครองรักษาให้มีชีวิตยืนยาวต่อไปเนื่องจากดินฟ้ากำหนดไว้

ชีวิตของนช. อ่ำ บุญเกื้อ เป็นชีวิตที่น่าสงสารที่ต้องถูกฆ่าโดยลักษณะโหดร้ายทารุณจากน้ำมือของผู้คุมในคุก นช. อ่ำ บุญเกื้อ เป็นคนมีความประพฤติดีเรียบร้อยตั้งใจทำงานให้กับทางเรือนจำมา 3-4 ปี แต่ต้องมาสูญเสียชีวิตในครั้งนี้จะมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านผู้อ่านมีความเพลิดเพลินโปรดอ่านชีวิตของ นช. อ่ำ บุญเกื้อต่อไป

เมื่อพ.ศ. 2485 ข้าพเจ้าเป็นนักโทษอยู่ในคุกบางขวางได้กลับตนเป็นพลเมืองดีของชาติข้าพเจ้ามักจะนึกถึงคำว่า ‘’ไม่ทำดีในแดนดิน จะถวิลถึงสวรรค์นั้นหาอย่าหา สนิมเหล็กเกิดจากเยื่อในเหล็ก กิเลสแห่งความชั่วเกาะฝังลึกอยู่ในหัวใจ’’

เมื่อติดคุกก็ค่อยๆหลุดไปเหลือแต่ดวงใจที่ ขาวสะอาด เวลานี้ข้าพเจ้าบริสุทธิ์ทั้งกาย กรรม วจีกรรม มโนกรรม แลเห็นกงจักรเป็นกงจักร แลเห็นดอกบัวเป็นดอกบัวแล้วทางไปเรือนจำซึ่งมีเจ้าพนักงานกองควบคุมความประพฤติเห็นข้าพเจ้าทำความดีความชอบนั้นคืออยู่ในคุกด้วยความสงบเรียบร้อย มีใจเป็นธรรมช่วยเหลือนักโทษทั้งคุก ทำอุทธรณ์ ฎีกาช่วยเหลือกันไปตามสภาพของคุกจึงได้รับตำแหน่งแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานควบคุมให้นักโทษประหารอาบน้ำกินข้าวไปเยี่ยมญาติ

และบางครั้งนักโทษประหารคนไหนจะถูกยิงเป้าข้าพเจ้าก็เป็นพี่เลี้ยงนำตัวไปสู่ตะแลงแกงปิดตาเอาขี้ผึ้งอุดหูเพื่อให้เพชฌฆาตรัวปืนกลไปยังเป้าหมายแล้วก็ค่อยเก็บศพใส่โลงนำออกประตูหลังไปสู่วัดบางแพรก

นักโทษที่มีความประพฤติดีก็ได้รับการส่งเสริมจากทางการให้มีชั้นตั้งแต่ชั้นดีถึงชั้นดีเยี่ยม สภาพในคุก พูดถึงแกงในคุกก็มีแต่ผักสีเหลืองเป็นผักที่ตลาดเอาทิ้งแกงเนื้อแกงไก่ก็เหนียวเป็นหนังสติ๊ก มิหนำซ้ำระหว่างที่คนโรงครัว เข็นรถมาส่งอาหารตามแดนต่างๆ ถ้ายาม(เจ้าพนักงานซึ่งเป็นยามประตูหน้าแดน) ยามผู้นี้ก็จะใช้นักโทษลูกน้องล้วงตักเอาแต่เนื้อ พี่เลี้ยงที่มาหาก็เห็น แต่ไม่อาจปริปากถ้าพูดไปแล้วจะเป็นภัยในภายหลัง

นักโทษชายอ่ำ บุญเกื้อ ต้องคดีเรื่องฆ่าคนตาย โทษตลอดชีวิตข้าพเจ้าเป็นพี่เลี้ยงอยู่กองเสี่ยงแดน 1 ตอนนี้ พัสดีชาญเป็นผู้บังคับแดน 1 และมีเจ้าพนักงานอีก 12 คนคอยช่วยเหลือควบคุมดูแลยามหน้าประตูแดน 1 ชื่อนายอำพร เสนาชัย อยู่ยามรักษาประตูไม่ให้นักโทษออกนอกแดนและไม่ให้นักโทษคนอื่นเข้าแดนคอยตรวจค้นไม่ให้นักโทษเอาของผิดกฎหมายเข้าแดน

วันนี้เป็นวันที่ 13 เมษายน มีคุณหญิงเนาวรัตน์ได้ทำบุญให้แก่คนคุกซึ่งได้เอาไก่ทอดแจกคนละชิ้น แล้วก็แจกข้าวเหนียว ไก่นั้น 1 ตัว ตัด 4 ท่อน 1 ท่อนต่อ 1 คนและได้นำอาหารหวานมีผลไม้ต่างๆจ่ายเลี้ยงเวลาอาหารเย็น นักโทษทั้งคุกมีความดีอกดีใจที่จะได้กินไก่ทอดเวลาอาหารมื้อเย็น พอถึงเวลา 15.00 น. ทั้งข้าวทั้งแกงถูกส่งเข้ามาในแดนหนึ่งมียอด 800 คน นายอัมพรยามหน้าประตูซึ่งเคยชินกับการขโมยอาหารนักโทษเห็นว่าอาหารของนักโทษวันนี้ดีจึงหยิบซ่อนเอาไว้ในลิ้นชัก วันนี้มีเมียเจ้าพนักงานทุกชั้นเข้ามาทำบุญร่วมกับนักโทษในคุก

นช. อ่ำ หัวหน้ากองเลี้ยงแดน 1 ได้เรียกประชุมนักโทษทั้งกองเลี้ยงจัดการแจกไก่ทอดพิเศษไก่หมดแล้วแต่ยังไม่ได้รับอีก 8 คน สักพักเสียงตะโกนจากนักโทษขาใหญ่ก็ตะโกนขึ้นว่า ‘’ไอ้พวกเหี้ยที่มายืนเข้าแถวทำไมไม่แดกกันสักทีว่ะ’’

นักโทษที่ยังไม่ได้ ยอดอีก 8 คน ก็ตะโกนสวนไปว่า

‘’กูยังไม่ได้รับ มึงได้รับแล้ว มึงจะแดกก็แดกไป’’

น.ช. อ่ำ หัวหน้ากองเลี้ยงบอกว่ายังกินไม่ได้โว้ย…เพราะคนยังไม่ได้มีอยู่8คน

แล้วก็เสียงด่า นช.อ่ำ ก็พึมพำ ขึ้นมาทันใด บางคนก็ด่าว่าไอ้หัวหน้าเหี้ยๆเตะโด่งให้ไปอยู่แดนคนบ้า หนอย….ยักยอกไก่จะเอาไปกินคนเดียว

นช. อ่ำ ซึ่งรับรู้ว่ายามเฝ้าประตูเป็นคนยักยอกไก่ไป จึงไปหายามเฝ้าประตู เมื่อไปถึงก็พบว่ายามเฝ้าประตูกำลังนั่งกินไก่ที่ยักยอกจากนักโทษไปอย่างเอร็ดอร่อย

น.ช.อ่ำ เกิดโมโหจึงพูดว่า

‘’นายในแดนนักโทษเกิดเรื่องยุ่ง ผมกลับต้องมามองดูนายนั่งกินไก่อย่างสบายอารมณ์ผมขอที่เหลือกลับคืนไปให้นักโทษเถอะ’’

ยามเฝ้าประตูแดนตอบนช.อ่ำว่า

‘’กูไม่ให้ ใครที่ไม่ได้ก็ไม่ต้องกินสิว่ะ’’

นายทำไมหน้าด้านไม่มียางอายแบบนี้

‘’หน่อย…ไอ้อ่ำมึงว่ากูหน้าด้านหรอ’’

แล้วนายอัมพรยามเฝ้าประตูก็ตรงเข้าตี น.ช.อ่ำด้วยไม้กระบอง นช.อ่ำได้รับความบาดเจ็บจึงตะโกนร้องบอกให้พวกนักโทษคนอื่นๆได้รู้ว่านายอัมพรขโมยกินไก่ทอด ยิ่งเพิ่มความโมโหให้กับนายอัมพรจึงชักมีดแทงที่หน้าอก นช.อ่ำ สุดแรงเกิดจน น.ช.อ่ำหงายหลังล้มทั้งยืนแต่คมมีดไม่ระคายผิวหนัง เพราะ นช.อ่ำมีพระรอดลำพูนดำซึ่งเย็บติดไว้กับเข็มขัดเป็นที่สักการะบูชาของ นช. อ่ำ

นายบำรุง กล้าปราบศึกผู้บังคับแดนเข้ามารู้เรื่องจึงให้นายบุญเกิด ไปซื้อไก่ที่ตลาดจังหวัดนนท์มาใช้แทนยอดที่ขาด วันนี้นักโทษกินข้าวเกือบ 11.00 น. นี่แหละครับท่านผู้อ่านผู้คุมในคุกบางขวางก็เป็นผีคุก แอบลักขโมยยอดผู้ต้องขังกินบางคนถึงกับขออนุญาตท่านผู้บัญชาการนอนในคุกกินข้าวแดงในคุกท่านผู้บัญชาการก็มีเมตตาธรรมอนุญาตให้ผู้คุมได้อยู่กินในคุก ผู้คุมก็มิวายใช้อำนาจป่าเถื่อนดังเช่นนายอัมพรยักยอกไก่นักโทษกินแล้ว ยังตีทำร้าย เตะถีบ นักโทษชายอ่ำซึ่งเป็นหัวหน้ากองเสบียงไม่มีใครรู้ใจของ นช.อ่ำ มีอยู่ก็แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีกายทิพย์เท่านั้นที่รู้ดี

วันมหาบรรลัยกัลป์ไฟนรกแลบมาสู่ชาวคุกบางขวางข้าพเจ้ารู้ดีแต่ไม่พูด เพราะนช.อ่ำนอกจากจะเป็นหัวหน้ากองเลี้ยงแล้วยังรับจ็อบขายสิ่งของเช่น เสื้อผ้า หม้อข้าว หม้อแกงในคุก ถ้านักโทษคนไหนมีเรื่องกลุ้มอกกลุ้มใจตัดสินใจลาจากโลกนี้ จะเนื่องด้วยความแค้นหรือความรักที่หักสบั้นก็ตามมักจะตัดสินใจขอตายดีกว่าอยู่

ข้าพเจ้าสังเกตเห็นนช.อ่ำ นั่งซบเซาเงียบเหงา ข้าพเจ้าและเพื่อนฝูงทักทาย นช.อ่ำ ก็มักจะหน้ามีรอยยิ้มเศร้าๆ ฝุดที่ริมฝีปาก คนที่จะตายตัดสินใจว่าตายดีกว่าอยู่ทั้งนี้เพราะนายอัมพรได้เอาเท้าที่สวมรองเท้าเหยียบหน้า นช.อ่ำ อันเป็นการเหยียดหยามและยังพูดทรนงว่า

‘’มึงจะแก้แค้นกูมึงต้องหามีดที่คมยิ่งกว่ามีดโกนมาถึงจะได้กินเลือดกู’’
เนื่องจากนายอัมพรผู้นี้ได้รับการถ่ายทอดยันต์มหากาฬมาคมอาวุธอันใดก็มิอาจทำอันตรายได้จึงกำแหงทรนงว่าตัวเองนั้นหนังดี เป็นคำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจนช.อ่ำทุกวัน

ข้าพเจ้าแลเห็น นช.อ่ำ มักยืนมองมาที่นายอัมพรซึ่งอยู่ยามไม่รู้ว่ามองมาทำไม มาคิดได้ในภายหลัง นช.อ่ำ มองดูนายอัมพรนั้นดูที่หัวว่าผมยาวพอที่จะตัดได้หรือยัง

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2485 เวลา 15.00 น. เป็นวันเงินเดือนนายอัมพรออกซื้อยาตั้งใบจากมาฝากลูกน้อง พอได้เวลา 16.00 น. หมดเวรยาม นายเสมา ปิ่นแก้วมาเปลี่ยนยามแทน นายอัมพรเข้ามาอาบน้ำในแดน นช.ผิน แช่มช้อย เอาผ้าขาวม้าและสบู่ส่งให้เมื่ออาบน้ำเรียบร้อย นักโทษลูกน้องก็จัดข้าวให้กินหลังจากกินแล้วนายอัมพรก็เดินผิวปากเข้าห้องตัดผม

หัวหน้าช่างตัดผมชื่อพี่มั่น ช่างทอง มีลูกน้อง 4 คน ช่างตัดผมในคุก ติดผู้คุมหรือติดนักโทษที่มีเงินก็จะมีผ้าคลุมอย่างดีตัดอย่างประณีตถ้านักโทษคนไหนยากจนนายช่างก็จะตัดแบบบันไดองค์พระปฐม

พี่มั่นกำลังตัดผมให้นายอัมพร นช.อ่ำเข้ามาทำเป็นขอยืมมีดโกนของช่างอีกคนหนึ่งมาโกนหนวดเครา พอช่างอีกคนวางกรรไกรเผลอ นช.อ่ำก็คว้ากรรไกรตรงมาที่นายอัมพรซึ่งกำลังแคะหูอยู่อย่างเพลิดเพลิน น.ช.อ่ำ ก็เอากรรไกรแทงนายอัมพรถูกที่ลิ้นปี่ ชักกรรไกรออกแล้ว ก็แทงซ้ำอีกที่คอหอย ทั้งนายช่างและคนบริเวณนั้นต่างตกอกตกใจในเหตุร้ายที่เกิดขึ้น

กลิ่นคาวเลือดแดงฉานไหลโกรกลงสู่ท่อน้ำ น.ช.อ่ำแทงนายอัมพรแล้วก็วิ่งไปที่กำแพง เอาด้านหลังพิงกำแพงมีเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานทำท่าจะเข้าจับกุม น.ช. อ่ำ จึงพูดว่า

‘’เรื่องของคนหมาตัวไหนก็อย่ามายุ่ง ถ้ายุ่งกูจะฆ่าตายให้หมด’’

มีนายละออง แจ้งขำ เป็นผู้คุมยศร้อยโท ตรงเข้าไปชักปืนออกมาจ้องไปยัง น.ช.อ่ำ พร้อมกับบอกให้ นช.อ่ำวางอาวุธ

นช.อ่ำ พูดขึ้นว่า มึงอยากตายหรอ….ได้ แล้วก็วิ่งตรงเข้ามาหานายละออง

นายละอองก็ยิงด้วยปืนทันทีเป็นการป้องกันตัวแต่ลูกปืนไม่เคลื่อนออกจากลำกล้อง

นช.อ่ำ ก็วิ่งเข้าแทงถูกแขนนายละออง มีเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเอาก้อนหินขว้างนช.อ่ำป้องกันไม่ให้ทำร้ายนายละออ เพิ่มความแค้นให้นช.อ่ำ

นช.อ่ำ จึงควงกรรไกรและมีดโกน เจอหน้าใครแทงดะ ชาวคุกที่อยู่ในแดน 1 จำนวน 8 ถึง 900 คน เฮโล…วิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุนบางคนก็ปีนขึ้นไปเกาะที่เสา-โรงเสบียงเป็นร้อยๆ นช.อ่ำ ก็ไม่เจตนาจะฆ่าใครจึงปีนเสาไปอยู่บนหลังคาโรงเสบียง

ทางฝ่ายผู้บังคับแดนนายบำรุง กล้าปราบศึกได้รายงานให้ท่านผู้บัญชาการทราบผู้บัญชาการและผู้คุมจึงยกโขยงกันเข้ามาและพูดจาขอให้วางอาวุธ ใจนช. อ่ำก็เด็ดขาดเป็นนักเลงใจจริงกระโดดลงจากหลังคาโรงเสบียงมายืนพูดกับท่านผู้บัญชาการห่างกันประมาณ 5 เมตร

นช.อ่ำ พูดกับท่านผู้บัญชาการว่า ‘’ผมขอตายโดยมีอาวุธอยู่ในมือ ผมไม่ยอมให้ท่านผู้บัญชาการจับผมไปฆ่าโดยไม่มีอาวุธ’’ (กฎคุกหากใครลงมือฆ่าผ้คุมแล้วจะต้องถูกจับใส่กระสอบแล้วให้ผู้คุมทั้งคุกช่วยกันตีจนกว่าจะตายดังที่แอดมินได้ลงไว้หลายเรื่องแล้ว)

ท่านผู้บัญชา ‘’มึงไม่ยอมให้แน่หรือกูจะให้ผู้ช่วยไพฑูรย์จัดการปราบมึง ถ้ามึงไม่ยอมทิ้งอาวุธจริงๆกูจะนับ 1 ถึง 3 หากมึงไม่ยอมวางอาวุธ’’

นช.อ่ำพูดกับผู้บัญชาการว่าผมขอยอมตาย

ท่านผู้บัญชาการนับ 1 2 3 นช.อ่ำไม่วางอาวุธ ท่านผู้บัญชาการจึงสั่ง

‘’ยิง!’’

นายชาญ แย้นเป้า นายถาวร ขนุนกร นายชาญ ชัยปราบมือปืนประจำคุกก็เหนี่ยวไกลูกซองแฝดมายังร่างของนช. อ่ำ ทั้ง 3 กระบอกได้ยินเสียงสองเสียง เสียงหนึ่งดัง’’แชะ’’ และอีกเสียงดัง ปัง! ปัง! เสียงที่ดัง ‘’แชะ’’นั้นลูกปืนต้องร่างของนช.อ่ำจึงยิงไม่ออกเสียงจึงดังแชะ ส่วนที่ดังปัง! ปัง! นั้น เป็นเพราะปากกระบอกปืนไม่ตรงร่างของนช. อ่ำ

นช. อ่ำก็ไม่สะดุ้งตกใจได้แต่วิ่งไปที่โรงเสบียง คนเห็นนช.อ่ำวิ่งตรงมาที่โรงเสบียงต่างก็วิ่งหนี

นช.อ่ำ หยิบขนมและไข่พะโล้ ที่นักโทษชายวางขาย เอามากิน เพราะความหิวซึ่งนักโทษคนอื่นเขากินหมดแล้ว นช.อ่ำ จึงไปหยิบของเขากินฟรีๆ แล้ววิ่งไปทางหลังตึกไม่มีเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเหลือคนใดจะอาจหาญเข้าไปจับได้ อาวุธปืนมีตั้ง 40- 50 กระบอกยิงนักโทษคนเดียวไม่ตาย เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานมีความยุ่งยาก

พอได้กำหนด 19.00 น. ท่านผู้บัญชาการสั่งให้นักโทษขึ้นขังทั้งหมดแล้วก็ปล่อยให้ นช.อ่ำอยู่ข้างล่างเพียงคนเดียว นช.อ่ำก็อยู่ได้แต่ไม่กล้านอนหลับ จนทนได้ถึงคืนที่ 2 จนถึงเวลา 24.00 น. ทนความง่วงฝืนความง่วงไม่ไหวตื่นขึ้นมาอีกทีเห็นดวง ไฟเต็มไปหมด

พอวันรุ่งเช้าผู้บังคับแดนสั่งให้ข้าพเจ้านำศพ นช.อ่ำไปไว้ที่แดนประหารข้าพเจ้าเห็นห่อผ้าน้ำมันมีลักษณะกลมเหมือนลูกบอลมาทราบในภายหลังว่า พอน.ช.อ่ำ ง่วงนอนหลับ ทั้งผู้ช่วยเจ้าพนักงาน 2 กอง 300 คนเจ้าพนักงานอีก 400 กันคนช่วยกันตีน.ช.อ่ำ จนละเอียดหัวบวมเป็นขนมต้ม กระดูกแหลกทั้งร่างแต่จะหาเลือดออกสักหยดไม่มีเลย

ชีวิตของนช. อ่ำผู้อาภัพในที่สุดก็สิ้นอายุขัยก็ย้ายไปอยู่ ที่วัดบางแพรกเหนือซึ่งเป็นวัดที่ต้อนรับนักโทษอย่างข้าพเจ้ามาแล้วเป็นจำนวนเรือนหมื่น

*ที่ยันต์มหากาฬของนายอัมพรมิอาจคุ้มคมกรรไกรจากนช.อ่ำได้นั้นก็เนื่องจาก นายอัมพรนั้นดวงถึงที่ตายสิ้นอายุขัยแล้วหากดวงถึงฆาตแล้วของขลังวิเศษเพียงใดก็มิอาจคุ้มชีวิตได้ ที่นช.อ่ำ ถูกยิงยังไงก็ไม่ตายนั้นเป็นเพราะดวงยังไม่ถึงที่อีก2วันจึงจะถึงที่ตายของขลังจึงคุ้มจากคมกระสุนดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้ว

เพราะฉะนั้นของขลังทั้งหลายแม้ว่าจะศักดิ์สิทธิ์เพียงใดก็ตามท่านก็มิควรนำมาทดลองเล่นเพราะคนเรามิอาจรู้ว่าดวงชะตาจะถึงฆาตเมื่อใด…..สวัสดี

◎เพิ่มเติมนะครับ◎

หลวงปู่เดิม วัดหนองโพธิ์ เป็นอาจารย์ร่วมสมัยกับหลวงปู่ปาน สมัยนั้นเขาใช้คำว่า “วิชายันกัน” คือต่างคนต่างมีดี ไม่ด้อยกว่ากัน

หลวงพ่อเดิมท่านเก่ง “ยันต์มหากาฬ” ใครไปก็สักติดกระหม่อมให้ แต่หลวงปู่ปานท่านเก่ง “ยันต์เกราะเพชร” ถึงเวลาท่านเป่าครั้งหนึ่งยกศาลาเลย ถ้าเป่ายันต์เกราะเพชรแล้วไปสักยันต์มหากาฬ หลวงปู่เดิมท่านจะบอกว่า “ไม่ต้องแล้ว ที่เอ็งมีอยู่ก็ดีเหลือแล้ว” ส่วนใครที่สักยันต์มหากาฬ ถ้าจะไปร่วมเป่ายันต์เกราะเพชร หลวงปู่ปานท่านก็บอกว่าไม่ต้องเช่นกัน

ท่านเป็นอาจารย์รุ่นไล่ ๆ กัน แต่ว่าหลวงปู่ปาน ถ้านับแล้วถือว่าอายุน้อย เพราะว่าหลวงปู่ปานท่านอายุหกสิบเอ็ดย่างหกสิบสองก็มรณภาพแล้ว หลวงปู่เดิมท่านอายุพอ ๆ กับหลวงปู่จง ถึงมรณภาพ อยู่กันจนลืม หลวงปู่เดิมชาวบ้านเขาเรียกว่า “หลวงพ่อสี่ศอก” ท่านสูงสองเมตรพอดีเลย โยมไปสร้างกุฏิให้ท่านกว่าสองเมตรนิดหน่อย ท่านนอนหัวยันเท้ายันพอดีเลย

หลวงปู่เดิมท่านเก่งเรื่องมีดหมอ มีดหมอสมัยก่อนใช้ในการรักษาโรค เมื่อมาถึงยุคหลวงปู่เดิม ท่านทำให้พกติดตัวไว้ได้ กลายเป็นว่าถ้าพกติดตัวจะเป็นมหาอำนาจ ใช้ในการรักษาโรคก็ได้ ใช้ในการขับไล่พวกไสยศาสตร์ก็ได้

พวกเสือสางสมัยก่อนหนังเหนียวแทบทั้งนั้น แต่จะกลัวลูกศิษย์หลวงพ่อเดิม ถ้าหากโดนมีดหมอเสียบเมื่อไรก็ยุ่ยเมื่อนั้น ท่านทำอยู่หลายขนาด ตั้งแต่ใบยาวเก้านิ้ว สั้นลงมายาวเจ็ดนิ้ว ห้านิ้ว จนกระทั่งเล่มเล็ก ๆ เหมือนปากกา ลูกศิษย์ท่านที่เป็นควาญช้างสมัยก่อนมีเยอะ ใช้มีดหมอแทนขอสับ ถึงเวลาเอาสันมีดหมอเคาะกบาลช้างก็ยอมแล้ว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว
นำเสนอโดย : แอพเกจิ – AppGeji

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ