3602. อภินิหารเม็ดขนุนทองแดง (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

คุกทุกแห่งมีศาลสถิตท่านท้าวเจตคุกผู้รักษาคุกให้มีความมั่นคง ใครเข้าคุกก็ต้องไหว้ ออกจากคุกก็ต้องไหว้ เมื่อตอนเข้าไหว้เพื่อขอความคุ้มครอง เมื่อตอนออกก็ไหว้เพื่อจะได้ไม่กลับเข้ามาอีก

ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อเจตคุกเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวคุก ครั้งหนึ่งเมื่อคุกคลองเปรมยังไม่ได้ย้ายมาอยู่คุกคลองเปรมแห่งที่สอง เจ้าพ่อเจตคุกเคยอาละวาดกับพัศดีเฉยที่เป็นศิษย์ของท่านพระครูธรรมานุกุล (ภู) จันทเกสโร

เมื่อย้ายจากกรมราชทัณฑ์มาเป็นพัศดีเรือนจำคลองเปรมเก่า ท่านผู้นี้ได้นำไม้เท้าถือมาให้หลวงปู่ภูบรรจุพ่อครูไว้ให้ที่หัวไม้เท้าก่อนนำไปเลี่ยมเงิน ถือติดมือเป็นประจำแทนการถือดาบ เพราะพัศดีเฉยผู้นี้เคยเป็นเพชฌฆาตตัดหัวนักโทษประหารคนสุดท้ายก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตนักโทษด้วยการตัดคอด้วยดาบมาเป็นการประหารด้วยการใช้ปืนกลยิง ด้วยทรงเห็นว่าการประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบล้าสมัย ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ที่ไม่ประหารด้วยการแขวนคอ ก็ยิงเป้า

พ้ศดีเฉยเมื่อกินเหล้ากรึ่มได้ที่แล้วจะใช้ไม้เท้าพ่อครูร่ายรำแทนดาบเพชฌฆาต ปากก็ทำจังหวะ โจ๊ะ ติงทั่ง ติงทั่ง ติง โจ๊ะ ใครได้เห็นก็ชมว่าอ่อนช้อยเหมือนครูกระบี่กระบองร่ายรำบูชาครูในงานไหว้ครูประจำปีวันแรกที่เข้าไปรับตำแหน่งเดินผ่านศาลเจ้าพ่อเจตคุกได้ยกมือไหว้ทำความเคารพโดยมีไม้เท้าถืออยู่ในมือ พอเดินคล้อยหลังจากศาลมาถึงกลุ่มนักโทษที่กำลังดายหญ้า พลันนักโทษคนหนึ่งก็โยนมีดดายหญ้าทิ้ง ลุกขึ้นยืนขวางทางพัศดีเฉย ตาขวางแสดงอาการโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ ยกมือชี้หน้าพัศดีเฉย ร้องตวาดว่า

“มึงเป็นใครจึงกล้าเอาไฟมาส่องหน้ากูจนกูแสบตาไปหมด มึงไม่รู้หรือว่ากูนี่แหละเจ้าพ่อเจตคุก คุกจะอยู่เป็นสุขหรือคุกจะแตกอยู่ที่ตัวกูจะบันดาล ต่อไปหากมึงทำเยี่ยงนี้อีกล่ะก็กูจะทำให้มึงรู้สำนึก”

พูดจบร่างของนักโทษชายผู้นั้นหงายหลังล้มผลึ่งนอนเงียบ พวกต้องเอาน้ำมาพรมที่หน้าและศีรษะจึงได้สติทำตาป๋อหลอว่าเกิดอะไรขึ้น พัศดีเฉยมาเล่าเรื่องให้หลวงปู่ภูฟัง หลวงปู่ภูหัวเราะเสียงดังแล้วบอกพัศดีเฉยว่า

“ทำไมจะไม่แสบตา ก็ไม้พ่อครูกูบรรจุให้เป็นกระบองของท่านท้าวเวสสุวัณ ท่านท้าวเวสสุวัณเป็นนายของปีศาจทั้งหลาย เจ้าพ่อเจตคุกจึงแสบตา คราวหน้ามึงพกไม้พ่อครูขนาดเล็กใส่กระเป๋าไปแทนจะได้ไม่ต้องมีปัญหากับเจ้าพ่อเจตคุก”

ไพฑูรย์เล่าว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในบางขวางคืนที่สามก็ฝันเห็นท้าวเจตคุกว่า ท่านแต่งกายด้วยผ้าโจงกระเบนแบบหยักรั้งยกดิ้นทองดุนลาย ท่อนบนเปลือย มีสร้อยสังวาลเป็นเครื่องประดับ ใบหน้าดุ ดวงตาแข็งกร้าวมีอำนาจ ไม่ได้พูดอะไรกับไพฑูรย์ ไพฑูรย์อธิบายรูปร่างลักษณะของเทพที่ได้เห็นในฝัน นักโทษชายที่อาวุโสกว่าบอกว่า

“นั่นแหละเจ้าพ่อเจตคุก”

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแต่ไม่มีประจักษ์พยาน พัศดีมักให้นักโทษชายแสดงความรับผิดชอบ เมื่อไม่มีพยานหลักฐานเอาผิดทางกฎหมายคุกไม่ได้ก็ต้องให้ไปสาบานต่อหน้าศาลเจ้าพ่อเจตคุก รายไหนๆทนสาบานผ่านไปไม่เกินเดือนจะมีอาการรากเลือดเหมือนขี้ยาลงแดงตายทุกรายไป จนไม่มีใครกล้าสาบาน ยอมรับผิดดีกว่าทนสาบานจนรากเลือดตาย

คุกบางขวางสร้างขึ้นโดยยึดถือตามกติกาสากลคือแยกนักโทษออกเป็นลหุโทษ โทษไม่เกิน 10 ปี คดีทั่วๆไป ขังไว้ที่คุกคลองเปรมเก่า ส่วนที่มีโทษตั้งแต่ 20 ปี –ตลอดชีวิต-ประหารชีวิต ต้องเข้าคุกบางขวาง รวมทั้งนักโทษคดีการเมืองที่เรียกว่า “ขบถ” ที่ไพฑูรย์คุ้นเคยคือ ขบถ ณ เณร ตาละลักษณ์ที่ต้องโทษประหารชีวิตดังได้เขียนเล่าไว้แล้วท่านผู้อ่านคงพอจะจำได้

แดนประหารเสียงปืนกลจะดังเป็นชุดตั้งแต่เช้าฎีกาตกเมื่อใดก็ประหารไม่เกิน 7 วัน ฎีกาตกหมายถึงการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์โดยผ่านองคมนตรี หากยื่นฎีกาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วไม่ผ่าน นักโทษผู้นั้นจะถูกนำตัวไประหารภายใน 1 เดือน หรืออาจเป็น 15-30 วัน

ไพฑูรย์เล่าว่าอันนักโทษประหารไม่เหมือนคนอื่นเพราะคนทั่วไปรู้แต่วันเกิดแต่ไม่รู้วันตาย นักโทษประหารรู้วันตาย เมื่อศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาประหารชีวิตยืนตามศาลชั้นอุทธรณ์เป็นอันรู้ว่าวันตายใกล้เข้ามาแล้ว ครั้นวันหนึ่งถูกนำตัวออกจากห้องขังไปยังตึกบัญชาการจึงรู้ว่าวันนี้คือวันตายแน่นอน เพราะจะเข้าไปฟัง ผบ.คุกอ่านคำสั่งประหารชีวิต หลังจากฎีกาที่ทูลเกล้าฯถวายตกลงมา ไพฑูรย์ที่เป็นพี่เลี้ยงนักโทษประหาร บอกว่าได้ประจักษ์คำว่า “เหงื่อกาฬแตก” เป็นอย่างไรกับตาตัวเอง

เป็นเหงื่อที่มีเม็ดใหญ่ผุดขึ้นมาจากใบหน้าเหมือนน้ำพุพุ่งออกมาเพียงแต่ไม่มีแรงดันเท่านั้น อีกทั้งตามตัวก็มีเหงื่อกาฬแตกชุ่มเหมือนคนอาบน้ำ ตัวเปียกเสื้อผ้าแฉะ เป็นทุกคนทั้งที่ในห้องนั้นก็ติดเครื่องปรับอากาศ พอเซ็นชื่อรับทราบคำสั่งประหารชีวิตแล้วจึงถูกคุมมายังห้องรับประทานอาหาร ที่นั่นมีอาหารคาวหวานสำรับใหญ่เตรียมไว้ให้เพื่อลิ้มรสเป็นครั้งสุดท้าย

ไพฑูรย์บอกว่าน้อยคนที่จะกินได้ ส่วนใหญ่กินไม่ลง ครั้นจบจากการรับประทานอาหารแล้วผู้คุมจะให้โอกาสเขียนพินัยกรรมและมอบของประจำตัวให้กับผู้รับ ครั้นจบกรรมวิธีแล้วก็มาถึงการไปนั่งฟังพระธรรมเทศนา ว่าด้วยการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็นของธรรมดาก่อนจะดับจิตให้ภาวนาว่า พุทโธๆๆ จนดับจิตจักได้ไปเกิดในสถานที่ดีๆ มีการถวายดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยแก่ผู้มาแสดงพระธรรมเทศนา

ผู้คุมคุมตัวไปยังแดนประหาร ไพฑูรย์ว่าต่อให้โหดเหี้ยมปล้นฆ่าข่มขืน สั่งฆ่าคนโน้นคนนี้เป็นผักปลา ปล้นฆ่าล้างโคตร พอถึงทางเดินเข้าแดนประหารกลับขาเปลี้ยหมดแรงเดินไม่ไหว ผู้คุมกับไพฑูรย์ต้องช่วยกันประคองปีกเข้าแดนประหาร หลายคนเดินปัสสาวะ ราดไปจนถึงหลักประหาร

ไพฑูรย์เล่าว่าสมัยก่อนที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อน แควปิง วัง ยม น่าน เป็นแหล่งปลาน้ำจืดโดยเฉพาะปลากระโห้ ไพฑูรย์เมื่อครั้งเป็นเด็กเห็นเขาตีอวนได้ต้องหามกัน4คนยังเดินแกว่ง เวลาจะขอดเกล็ดเพื่อแร่เนื้อขายต้องใช้จอบถากกันเหงื่อตกแม้จะตัวใหญ่แต่เนื้อไม่เหนียว

วันหนึ่งไพฑูรย์ไปสอยขนุนตามที่ผู้เป็นมารดาสั่ง ใช้ตะขอที่ปลายเป็นมีดบางคมกริบมัดไว้ได้มา 3 ลูก มารดาบอกว่าจะผ่าไปถวายหลวงตากรด วัดเขาแก้ว ไพฑูรย์ฉวยมีดมาช่วยผู้เป็นมารดา ผ่าไป 2 ลูกสุดท้ายฟันลงไปเหมือนฟันก้อนหิน มีดกระเด้งไถลออกจากลูกขนุน มารดาเห็นเข้าก็บอกส่งมาแม่จะผ่าเอง แต่ก็ผ่าไม่ได้เหมือนกัน

พอดีผู้เป็นบิดากลับจากอำเภอเห็นผู้เป็นภรรยาผ่าขนุนไม่เข้าจึงลองบ้าง ปรากฏว่าไม่เข้าเหมือนกัน จึงชวนไพฑูรย์นำลูกขนุนไปให้หลวงตากรดดู หลวงตากรดท่านบอกว่าขนุนใบนี้มีดีแน่ เดี๋ยวข้าจะเสกน้ำมนต์รดแล้วค่อยผ่า ปรากฏว่าคราวนี้ผ่าสบาย หลวงตากรดบอกว่าขนุนลูกนี้มีเม็ดเป็นทองแดง

โยมกับลูกชายปลิ้นดูเม็ดให้ครบจะพบตามที่อาตมาบอก บิดาไพฑูรย์พบเม็ดขนุนเม็ดหนึ่งไม่มีเปลือก สีแดงคล้ายทองแดง แข็งเหมือนหิน ลักษณะเป็นเม็ดขนุนนั่นเอง หลวงตากรดบอกว่า

“ไหมล่ะบอกแล้วว่าขนุนมีดี เขาเรียกเม็ดขนุนทองแดงหรือคดขนุน ร้อยลูกพันลูกหมื่นลูกจะมีสักเม็ดก็ทั้งยาก เอาละอาตมาจะลงปลุกเสกแล้วลงอักขระให้ พอดีอีกสามวันจะมีการบวชนาค อาตมาจะเอาเข้าไปสวดญัตติให้ครบเจ็ดวันโยมมารับคืน”

บิดาของไพฑูรย์ไปรับเม็ดขนุนทองแดงจากหลวงพ่อกรด เอาลวดทองแดงถักหุ้มทำห่วงร้อยด้ายดิบถัก นำมาแขวนคอให้กับไพฑูรย์แล้วสั่งว่า

“เปีย เอ็งจงดูแลรักษาอย่างดี อย่าให้หล่นหาย เวลาอาบน้ำอย่าแขวนตะปูเดี๋ยวลืม แขวนติดตัวไว้ตลอดเวลา ของหายาก เองมันทโมนจริงๆ คดขนุนจะช่วยเหลือเอ็งเวลาคับขัน”

ไพฑูรย์ไปเป็นลูกศิษย์หลวงตากรดออกเดินบิณฑบาตผ่านสวนบางบ้านบางที่เจ้าของบ้านเลี้ยงสุนัขดุไว้ ถูกสุนัขกัดแต่ไม่เข้า เป็นรอยจ้ำเขียวช้ำ หลายตัวกัดจนเข็ดเขี้ยว เปลี่ยนเป็นมากระดิกหางใส่ หลวงตากรดล้อว่าไพฑูรย์เป็นคนที่ “หมาเห็นคร้าม”

คดขนุนที่ไพฑูรย์ใช้ผจญภัยมาแล้วทุกด้าน เวลาซ้อมดาบตอนนั้นใช้ดาบจริงๆซ้อม ครูฟ้อนให้กินว่านสามพันตึงบ้าง เฒ่าหนังแห้งบ้างเพื่อให้คงกระพัน เวลาพลาดถูกคมดาบจะได้ไม่เป็นอันตราย ไพฑูรย์กลับไม่ยอมกินว่าน ทดสอบว่าคดขนุนดีจริงหรือเปล่า ถูกฟันกลางหลังไม่เข้า เลือดออกเป็นยางบอน ครูฟ้อนก็ไม่รู้นึกว่ากินว่านไปเล่าให้ผู้เป็นบิดาฟังผู้เป็นบิดาเขกหัวไพฑูรย์ดังป๊อก แล้วสำทับว่า

“ไอ้นี่ห่าม กินว่านชีวะแน่นอนเพราะว่านในเจ็ดวันไม่มีวันยุ่ย พวกคดนี่เจ็ดวันมีวันยุ่ยวันหนึ่ง ตรงกับวันยุ่ยเข้าละก็เปิงเชียวไอ้เปีย”

ไพฑูรย์ว่าใช้คดขนุนมาจนกระทั่งได้เป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม จึงนำคดขนุนไปคืนให้กับผู้เป็นบิดาบิดามอบให้กับน้องชายไพฑูรย์ติดตัวต่อไป ส่วนไพฑูรย์ได้พึ่งบารมีหลวงพ่อเดิมจนเป็นจอมอาชญากรที่รอดชีวิตมาจนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษเมื่อปีกึ่งพุทธกาล พุทธศักราช2500

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว
นำเสนอโดย : แอพเกจิ – AppGeji

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ