1399. เจ้าพ่อเจตคุกพิโรธ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

มีใครบ้างต้องการเป็นจอมอาชญากรหมายเลข 1 แน่นอนที่สุดไม่มีใครอยากพบพานด้วยซ้ำ ไพฑูรย์บอกว่าไอ้เสือปืนกลดิลลิงเยอร์เริ่มเข้าสู่แวดวงอาชญากรรมด้วยการงัดร้านค้าเข้าไปขโมยของราคาไม่กี่ดอลลาร์แต่ผู้พิพากษาตัดสินให้เขาติดคุก 5 ปี ซึ่งเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน

ไพฑูรย์เองก็โดนตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆ่าขุนตระเวนฯ ด้วยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนโดยมิได้นำเอาอาวุธปืนขุนตระเวนฯ ที่จานท้ายกระสุนมีรอยถูกเข็มแทงแต่ดินขับไม่ทำงานอันเป็นการต่อสู้กันแบบดวลกันมาแสดง

ศาลอุทธรณ์ให้แสดงหลักฐานใหม่เพื่อนำมารื้อฟื้นคดีในชั้นอุทธรณ์ ไพฑูรย์ยืนยันว่าขอให้ตรวจปืนพกประจำตัวขุนตระเวนฯ เพราะบันทึกของกองนิติเวชของตำรวจระบุว่าไม่มีรอยนกสับจานท้าย แต่ศาลเชื่อหลักฐานจากแผนกนิติเวช ทั้งศาลอุทธรณ์และฎีกาจึงยืนตามศาลขั้นต้นให้ประหาร

ดิลลิงเยอร์เมื่อเข้าคุกก็สาบานว่าจะแหกคุกทุกแห่งถ้าโอกาสอำนวย ไพฑูรย์ก็เช่นกันเพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงสาบานแหกคุกเช่นกัน การแหกคุกแล้วถูกจับส่งเข้าไปอีกมันเป็นเรื่องเศร้าเพราะโทษที่ได้รับนั้นหนักหนาสาหัสแต่ไพฑูรย์ก็รอดมาได้ทุกครั้ง แม้ไปอยู่ตะรุเตาก็รอดมาได้อีก

ชีวิตคนคุกเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ว่าได้หมดศักดิ์ศรีทั้งหมดไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ต้องทิ้งไว้ข้างนอกทั้งหมด เข้ามาข้างในแล้วทุกคนคือนักโทษเสมอกัน ใครสามารถเป็นขาใหญ่ฝ่ายไหนได้ฝ่ายนั้นก็จำเป็นต้องยอมศิโรราบ แต่ไพฑูรย์ไม่เป็นฝ่ายไหนทั้งนั้น เป็นมิตรได้หมดรับได้หมดไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใด จนได้ฉายาว่า

“สิงโตหิน”

ในคุกนั้นมีเหตุร้ายอยู่ 3 อย่าง คือ แย่งข้าวกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันนอน แย่งข้าวกันกิน สมัยนั้นเป็นศึกระหว่างแดนถือเป็นเรื่องใหญ่ แย่งถิ่นกันอยู่ คือแผ่อิทธิพลไปทับอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนแย่งคู่กันนอนคือแย่ง “น้อง” ที่เป็นผู้ชายด้วยกันแต่อ้อนแอ้นจึงถูกให้เป็นเมียผู้ชายด้วยกัน เสพสมทางทวารหนักเพื่อเป็นการระบายความใคร่

ใครมาขวางก็ต้องตายกันเป็นข้างหนึ่ง การฆ่ากันตายเพราะแย่งคู่กันนอนนั้นส่วนใหญ่สยดสยองมากดังที่ได้เคยถ่ายทอดเป็นเรื่องให้ท่านผู้อ่านไปแล้วหลายรายด้วยกัน

เมื่อตอนที่ไพฑูรย์ถูกนำไปขังไว้ที่เรือนจำคลองเปรมเก่าเพื่อสะดวกแก่การขึ้นศาลในคดีแรกข้อหาฆ่าขุนตระเวนฯ เมื่อเข้าไปถูกกล้อนหัวให้เป็นทรงผมนักโทษ ด้วยบารมีของท่านผู้มีพระคุณได้ฝากฝังกับ ผบ. คุกไว้ ไพฑูรย์จึงรอดจากการเป็น ออนเหวง คำว่า ออนเหวง หมายถึงผู้แบกถังอุจจาระตามแดนต่างๆไปเทรวมไว้ในบ่อปุ๋ยเพื่อรดผักในแดนเกษตร

กิจการออนเหวงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 สมัยนั้นส้วมซึมสำหรับชาวบ้านไม่มีใช้ จึงใช้ส้วมแบบที่เป็นกระดานปู เจาะช่องไว้สำหรับหย่อนก้นลงไปถ่ายหนักเบา ด้านล่างเป็นถังไม่ใหญ่ลึกพอสมควรคอยรองรับทุกข์หนักเบา พอเวลาตีห้าจะมีพนักงานนำถังไม้ที่มีทุกข์หนักเบาออกไปเอาถังใหม่มาแทนที่ หาบถังเก่าเอาไปเททิ้งทำความสะอาดเรียกกันว่า “พวกออนเหวง” พวกนี้ไม่มีความรู้ทางหนังสือจึงต้องทำงานเป็นออนเหวง ทนกลิ่นเหม็นสะอิดสะเอียนของทุกข์หนักและเบาได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นที่สุด

ในคุกคลองเปรมตอนนั้นพอผ่านเข้าไปจะมีศาลใหญ่ที่ตั้งแต่ ผบ. เรือนจำ เจ้าหน้าที่ทุกแผนกและนักโทษให้ความเคารพ เรียกกันว่า “ศาลเจ้าพ่อเจตคุก” (เดิมเรียกว่าเจ้าพ่อเจตคุปต์แต่ต่อมาเพี้ยนเป็นเจตคุก) ไพฑูรย์เองก็ถูกผู้คุมที่คุมไปเข้าแดนบอกให้ทำความเคารพ

“นักโทษชายไพฑูรย์ยกมือไหว้ทำความเคารพท่านเจ้าพ่อเจตคุกท่านเป็นผู้คุ้มครองเรือนจำแห่งนี้ให้ร่มเย็นเป็นสุข ท่านอยู่มาตั้งแต่เริ่มสร้างเรือนจำโน่น อย่ามือไม้แข็งเดี๋ยวจะว่าไม่เตือน”

ไพฑูรย์ยกมือขึ้นพนมไหว้นึกอยู่ในใจ

“ขอให้เจ้าพ่อช่วยคุ้มครองลูกด้วย ลูกเป็นนักโทษหน้าใหม่เข้ามาที่นี่ หากล่วงเกินด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมอันหาโทษมิได้ขอให้เจ้าพ่อเมตตาต่อลูกด้วย”

ศาลนัดสืบพยาน ไพฑูรย์ไปศาลต่อสู้คดีด้วยตัวเองทุกนัดออกไปก็ไหว้กลับเข้ามาก็ไหว้เพราะมีความรู้สึกเหมือนว่าท่านคอยปกปักรักษาอยู่ วันนั้นไพฑูรย์กำลังรอรถที่จะพาไปขึ้นศาลพอดีกับมีพัศดีใหม่มารายงานตัว ทราบภายหลังว่าชื่อ “พัศดีเฉย” ไว้หนวดเขี้ยวเฟิ้ม ดวงตาดุเป็นประกาย ในมือถือไม้ตะพดหัวเลี่ยมเงินมาด้วยเดินไปก็ขยับไม้ตะพดไป

พอเดินผ่านหน้าศาล เจ้าหน้าที่ที่นำมาได้ชี้ให้พัศดีเฉยไหว้เจ้าพ่อเจตคุก พัศดีเฉยพยักหน้าถอดหมวกมาหนีบรักแร้ไว้ สองมือพนมไม้ตะพดก้มศีรษะลงสักการะเจ้าพ่อเจตคุก พอพัศดีเฉยคล้อยหลังไปจากศาล นักโทษที่กำลังทำงานอยู่แถวนั้นก็เกิดอาการผิดปกติ ล้มลงดิ้นปัดๆร้องตะโกนตามหลังพัศดีเฉยด้วยเสียงอันดังลั่น

“เฮ้ยไอ้หนวดเฟิ้มคนนั้นเมื่อตะกี้ หยุดโว้ย มึงนี่มันวอนเสียแล้ว”

พัศดีเฉยหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนักโทษ โดยคิดว่านักโทษลองของขยับไม้ตะพดในมือเงื้อจะเตรียมจะแพ่นกบาล ปากก็คำรามว่า

“มึงคิดจะลองดีกับกูเหรอ เดี๋ยวตีให้เสียคนไปเลยไอ้นี่วอน มึงไม่รู้จักพัศดีเฉยเสียแล้ว หัวคนกูก็ตัดมาแล้วในฐานะเพชฌฆาต”

“กูไม่ใช่นักโทษโว้ยไอ้พัศดีเฉย กูนี่แหละเจ้าพ่อเจตคุกผู้คุ้มครองคุกนี้อยู่ จะฆ่ากันตาย จะเกิดจลาจล จะมีการแหกคุกก็กูนี่แหละบันดาล มึงถือดีอย่างไรถึงเอาไม้ตะพดมาพนมไหว้กู มึงรู้ไหมว่าแสงที่พุ่งวาบออกมามันทำให้กูตาพร่าแสบตาไปหมด คราวหลังมึงระวังหน่อยอย่าชี้หรือพนมไหว้มาทางกูอีก ไม่งั้นกูจะเอาชีวิตมึง นี่เห็นเป็นครั้งแรกกูให้อภัย”

พัศดีเฉยจึงหนีบไม้ตะพดไว้ที่รักแร้หันหัวตะพดไปด้านหลังยกมือพนมไหว้เจ้าพ่อเจตคุกที่อยู่ในร่างนักโทษ

“กระผมขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ ต่อไปจะระวังไม่ทำให้ท่านเจ้าพ่อเจตคุกต้องรำคาญอีกต่อไป”

นักโทษที่มีเจ้าพ่อเจตคุกอยู่ในร่างส่งเสียงหัวเราะอย่างพอใจจนหน้าหงายล้มลงนอนเงียบไป พอได้สติเห็นคนมายืนมุงก็ลุกขึ้นทำหน้าเหลอเดินผละกลับไปทำงานต่อไป ไพฑูรย์เล่าว่ารู้สึกแปลกใจ วันหนึ่งได้มีโอกาสพบพัศดีเฉยจึงได้ยกมือไหว้ถามเรื่องไม้เท้าที่พัศดีเฉยถือที่ทำให้เจ้าพ่อเจตคุกแสบตา พัศดีเฉยได้เล่าให้ฟังว่า

ไม้ตะพดที่ถือเป็นไม้เท้าที่หลวงปู่ภูวัดอินทรวิหารได้บรรจุด้านหัวไม้ไผ่โขลงช้างข้ามจิ้มศพผีตายวันเสาร์ผาวันอังคาร 7 ศพ ปลุกให้เป็น “ไม้พ่อครู” หรือนิ้วเพชรพระอิศวร มีอำนาจเหนือภูตผีปีศาจและเทวดา ป้องกันอันตรายได้สารพัด วันนั้นไม่ได้ทันระวัง พนมมือเอาหัวไม้ไหว้ท่านเจ้าเจตคุกจึงเกิดเรื่องขึ้นดังที่ไพฑูรย์ได้เห็นกับตา

เป็นอภินิหารไม้พ่อครูที่ไพฑูรย์ได้เห็นมากับตาไพฑูรย์บอกว่า

เสียดายเพราะพัศดีเฉยบอกว่าหลวงปู่ภูมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2476 อายุได้ 103 ปีเศษที่เสียดายอีกอยางคือหลวงปู่ภูเป็นพระเถระชาวจังหวัดตากบ้านเดียวกับไพฑูรย์ แต่ไพฑูรย์ไม่มีโอกาสได้ไม้พ่อครูไว้สักอัน

ไพฑูรย์ได้เผยพระเวทปลุกตัว ปลุกอักขระที่สัก ปลุกอาวุธทั้งปวง ให้ทำทุกวันอังคารก่อนอรุณรุ่งพระเวทมีอยู่ว่า
พระเวทปลุกอักขระเครื่องรางของขลัง (ตั้งนะโม 3 จบ)

โอมปลุกมหาปลุก โอมลุกลุกปลุกมหาปลุก กูจะปลุกตัวนะ กูจะปลุกตัว โม อักขระยันตัง สันตัง วิกะรึงคะเร กูจะปลุกพระคาถามหาทะมื่นทั้งหมื่นจบ กูจะปลุก อักขระเจนจบสิ้นทุกตัว กูจะปลุกสรรพอาวุธบรรดามี ทั้งหอก ดาบ แหลน หลาว ง้าวโตมร กูจะปลุกพระแสงศรแลปืนไฟ กูจะปลุกให้ลุกขึ้นทะมื่นมหาทะมื่นหมื่น หมื่นจบ กูจะปลุกครบธาตุทั้งสี่ มี นะ มะ พะ ทะ อีกทั้ง นะ มะ นะ อะ นอ กอ นะ กะ กอ ออ นอ อะ นะ อะ กะ อังอุมิ อะมิ มะหิสุต ตัง สุ นะ พุท ธัง อะ สุ นะ อะ

จบแล้วแยกฝ่ามือที่พนมออกหงายฝ่ามือเข้าหาตัวสูลมหายใจเข้าให้เต็มปอดเป่าลมพ่วงลงใส่ฝ่ามือยกขึ้นลูบตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า ทำได้อย่างนี้เป็นประจำทุกวันอังคารเครื่องรางของขลังอักขะทั้งปวงอยู่คงกับตัวแล

ไพฑูรย์ใช้ปลุกมาโดยตลอดจึงทำให้อักขระและพระเวททั้งปวงเกิดความคงขลังเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนเคยแหย่ว่า เอามาเปิดเผยอย่างนี้ไม่หวงวิชาหรือไพฑูรย์หัวเราะ

“อายุปูนนี้แล้วจะหวงไปทำไมตายแล้วให้สูญไปกับตัวหรือให้ไปอย่างนี้แล้วแม้ตายไปคนที่เขานำไปใช้ได้ผลก็อาจจะใส่บาตรอุทิศกุศลให้ไม่ดีกว่าหรือ”

(ท่านใดจะนำไปใช้ก็ใส่บาตรให้ดวงวิญญาณอาจารย์ไพฑูรย์เพื่อขอประสิทธิ์สักหน่อยก็ดีนะครับจะได้ขลัง)

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

แอพเกจิ – AppGeji

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ