เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 17 ดับเสือเม่น (ชลอ เกิดเทศ)

เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 17 ดับเสือเม่น (เขียนโดยชลอ เกิดเทศ)

“ผมได้ยินพวกมันคุยกันตอนผมแกล้งสลบว่า สงสัยเรื่องนี้ “รองชลอ”ที่เพิ่งมาอยู่ใหม่จะรู้เรื่อง เพราะมีคนที่บ้านผมไปแจ้งตำรวจว่ามีคนเห็นทหารอุ้มผมไป…”

ชลอแสร้งทำทีตีหน้าสงสัย เมื่อเห็นปลาติดเบ็ด

ไอ้เหน่เล่าต่อว่า

“ผมได้ยินมันพูดว่า รองชลอ เป็นคนตรง ถ้าเอาผมไปฆ่าทิ้ง เดี๋ยวตำรวจสืบไปสืบมา เดี๋ยวนายพวกมันจะรู้ว่า พวกมันมาล้างแค้นกันเองจะยุ่งกันใหญ่ อีกอย่างได้ยินมันพูดกัน เห็นตำรวจมาเกร่ๆอยู่แถวนี้ มันเลยจับผมผูกตาไปปล่อยทิ้งไว้ริมทางรถไฟใกล้สถานีลำนารายณ์ พอกลับถึงบ้าน ผมเล่าเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง แกตกใจใหญ่ ให้ผมรีบมาหาท่านรองฯ เพราะกลัวถูกทหารตามยิงอีกครับ…”

“ดีนะมึง…..ผียังคุ้ม เอ้า…ช่วงนี้มึงมากินนอนบ้านพักกูก่อน อย่าเพิ่งกลับบ้าน อยู่กับลูกน้องกูที่บ้านแหละ ปลอดภัยดี อ้าวแล้วกินข้าวกินปลามาหรือยัง ถูกจับไปขังไว้ทั้งคืน….”

ชลอพูดไปพลางยิ้มในใจ เรียกลูกน้องพาไอ้เหน่ ไปหาข้าวหาปลากินที่ร้านค้าข้างกองกำกับการ ก่อนพาไปพักผ่อนที่บ้านพัก

จากนั้นนายตำรวจหนุ่มศึกษาข้อมูลจาก ไอ้เหน่ อย่างรวดเร็ว จนรู้ว่าสถานที่ที่ไอ้เสือเม่นหลบไปกบดานนั้น อยู่กลางป่าข้าวโพด ลึกเข้าไปในบ้านเขาถ้ำพระ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม

2-3วันต่อมา ชลอ เข้ารายงานผลการปฏิบัติให้ผู้บังคับบัญชาเชื้อราชนิกูลอีกครั้ง เพื่อขออนุมัติกำลังเข้าจับกุม ไอ้เสือเม่น ที่เขาถ้ำพระ หลังไอ้เหน่บอกว่าได้รับการติดต่อจาก ไอ้เสือเม่น ให้เข้าไปส่งเสบียง

พันตำรวจเอกหม่อมราชวงศ์ รังษี ภานุมาศ อนุมัติทันที ทั้งยังสั่งให้เขาใช้กำลังตามที่เห็นสมควร

ชลอ ไม่ลังเลเรียกพันตำรวจตรีวิทูร ศิริพากย์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรี มาร่วมวางแผนในภารกิจล่า เสือเม่น ด้วย

“วิทูร ศิริพากย์” เป็นเพื่อนนักเรียนนายร้อยจากรั้วสามพราน รุ่นเดียวกับชลอ โดยเส้นทางชีวิต วิทูรได้ภรรยาเป็นสาวเมืองละโว้ ทายาทศูนย์ขายรถญี่ปุ่น และแยกตัวมาทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมชื่อ “ดาราณีไหมไทย” อยู่กลางเมืองลพบุรี

พันตำรวจตรีวิทูร ไม่พลาดเมื่อเพื่อนชวน เข้าร่วมวางแผนจับโจรกันที่กองกำกับการทันที

“กูว่า..ต้องเอารถ 10 ล้อ ขน นปพ.เข้าไป ทำทีเป็นบรรทุกข้าวโพดตามปกติ เพราะไม่งั้นมันรู้ตัวแน่…”

พันตำรวจโทชลอ หัวหน้าชุดเอ่ยปากกับทีมงานนายตำรวจของเขา

“บ้านที่มันหลบอยู่เป็นกระท่อม ข้างหลังเป็นป่าข้าวโพด กูบอกไอ้เหน่แล้วว่า ถ้าเห็นตัวมันอยู่ในบ้าน ให้มันเอารถเครื่องจอดเอาหัวเข้าบ้านเป็นสัญญาณ….”

“แล้วรถราเตรียมหรือยังวะเพื่อน…”

สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรีถามบ้าง….

“กูจัดไว้เรียบร้อยแล้ว จอดอยู่หลังกองกำกับ เดี๋ยวกูขับเอง มึงมานั่งกับกูด้วยกันข้างหน้า ส่วนลูกน้องให้มันขึ้นข้างหลัง ระยะทางไม่เท่าไหร่ แค่ 50 กิโล กูขับได้สบายมาก…”

ชลอตอบเพื่อน และแสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

“ขออนุญาตครับ….รถบรรทุก 10 ล้อ เติมน้ำมันเรียบร้อยแล้วครับ…”

เสียงจ่ากองเดินเข้ามารายงานพันตำรวจโทชลอ หลังดำเนินการตรวจตรายานพาหนะที่จะใช้ทำงานถูกนำมาจัดเตรียมไว้เรียบร้อย

“ดีมาก…จ่า ไปกันเว้ยพวกเรา…..”

ชลอกล่าวขอบใจลูกน้อง โดยไม่ลืมยกมือไหว้พระพุทธรูปที่ตั้งเป็นพระประธานในห้องประชุมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ก่อนนำนายตำรวจเดินไปหลังกองกำกับการ ซึ่งมีบรรดาตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ พร้อมอาวุธปืนเอชเค 05นาโต และเอ็ม.16 ยืนรออยู่ก่อนหน้า

พวกเขาทำความเคารพผู้บังคับบัญชาทันที โดยชลอ ยกมือขวาตะเบ๊ตอบ และกล่าวว่า

“วันนี้เรามีภารกิจล้อมจับไอ้เสือเม่น ทุกคนคงรู้กิติศัพท์มันดี จากข้อมูล เป้าหมายอยู่ในกระท่อมกลางไร่ข้าวโพด สังเกตุสายของเราจอดรถจักรยานยนต์ ถ้ามันจอดรถหันหัวเข้าบ้าน แสดงว่าไอ้เสือเม่นอยู่ ให้ทุกคนปฏิบัติตามแบบปฏิบัติที่ฝึกมา พยายามจับเป็น แต่ถ้ามันต่อสู้ให้ดำเนินการตามสถานการณ์ มีใครสงสัยอะไรไหม ถ้าไม่มีขึ้นรถ…..

บ่ายสองโมงกว่า แดดกำลังจ้ากลางดงข้าวโพดกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นฝุ่นควันจากดินแดงที่เกิดจาก รถบรรทุกสิบล้อคันหนึ่งตะบึงวิ่งมาลิบลิบ

ดูเผินๆ เหมือนรถขนข้าวโพดไร่ทั่วไป

แต่ไม่ใช่คันนี้ เพราะที่อยู่บนหลังรถบรรทุกนั้นคือกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือ เตรียมพร้อมทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์

“ไอ้ทูร….มึงเห็นกระท่อมหลังนั้นหรือเปล่า ใช่เป้าหมายเราหรือเปล่าวะ…”

พันตำรวจโทชลอ ในชุดลำลองแต่งกายแบบชาวไร่ ออกปากถามพันตำรวจตรีวิทูร ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทั้งที่สายตาชายหนุ่มยังเพ่งจับไปที่กระท่อม ซึ่งปรากฏอย่ข้างหน้าระยะ 300 เมตร

“ใช่….นั่นน่ะไอ้เหน่ สายมึงเลี้ยวรถเครื่องเข้าไปแล้ว….”

เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตอบกลับ

ใจของทั้งคู่ระทึกไม่แพ้กัน เมื่อรถ 10 ล้อ แล่นผ่านกระท่อมที่ต้งอยู่ทางด้านขวามือ

พื้นที่เป้าหมาย หน้าบ้านเป็นลานดินกว้าง มีคูน้ำกว้างเกือบ 2 เมตรล้อมรอบ และมีต้นมะม่วงใหญ่หลายต้นขึ้นอยู่ริมคู ถือเป็นขอบรั้วปราการตามธรรมชาติอย่างดี

สายตานายตำรวจหนุ่มทั้งคู่ เห็น ไอ้เหน่ ลงจากรถ จอดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สีเหลือง ขนาด 50 ซีซี หันหัวเข้าบ้านตามสัญญาณที่นัดแนะไว้ก่อนหน้า

ไอ้เหน่ ทำเป็นมองรถ 10 ล้อที่ผ่านมาแว่บหนึ่ง ก่อนเดินหายเข้าไปในกระท่อม ขณะที่ชลอขับรถ 10 ล้อเลยไปจอดอีกเกือบ 1 กิโลเมตร อาศัยดงข้าวโพดบดบังสายตาจากคนในกระท่อมเป้าหมาย

“เอ้า…พวกเรา ตามมา ค่อยๆเงียบๆ ไม่ต้องคุยกัน เป้าหมายเป็นกระท่อมอยู่ห่างพวกเราไม่เกิน 1 กิโลเมตร เคลื่อนเข้าไปโอบล้อมตามยุทธวิธีที่เคยฝึก ระวังด้วย ไอ้เสือเม่นน่าจะอยู่ในบ้าน……”

ชลอกล่าวเสียงไม่ดัง แต่ได้ยินกันทุกคน ภายหลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม 30 นายลงมาจากรถบรรทุก เคลื่อนตัวตรงไปยังเป้าหมายอย่างเงียบกริบ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ชลอถือปืนรีวอลเวอร์.357 คู่ใจ ไปนั่งคุกเข่าข้างเดียวอยู่หลังต้นมะม่วงใหญ่ริมคูน้ำ เพื่อใช้เป็นที่กำบัง

ส่วน วิทูร นั่งอยู่ข้าง ๆชลอ ในมือถือปืนออโตเมติก โคลท์ .45 หรือ 11 มิลลิเมตร สุดยอดปืนอีกชนิด ที่รู้กันในหมู่นักเลงปืนว่าเป็น “แมน สตอปเปอร์” หรือ “แอนตี้ ซามูไร” โดยมีกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษใต้บังคับบัญชาชายหนุ่ม ขยับตัวกระจายกำลังเข้าโอบล้อมกระท่อมเตรียมจู่โจม

โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง………..

สิ่งที่ไม่ทันคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีหมาไทยพันธุ์ทาง 2-3 ตัววิ่งมาเห่ากระโชกเสียงดังอยู่หน้าชลอ และวิทูร เล่นเอาทั้งคู่ตกใจ

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้น เมื่อเสียงปืนสงคราม เดาว่าเป็นเอเค-47 หรืออาก้า ปืนเล็กยาวจู่โจมสัญชาติรัสเซีย ดังสนั่นลั่นเป็นชุดออกมาจากหลังกระท่อม

ปร๊อด…..ปร๊อด…..ปร๊อด…….

วิถีกระสุนพุ่งเข้าเจาะเนื้อไม้มะม่วงที่ชลอ และวิทูร ใช้เป็นที่กำบัง เศษเนื้อไม้ปลิวว่อน ขณะที่ร่างของวิทูร ร่วงตกลงไปในคูน้ำธรรมชาติ

ชลอใจหายวาบ นึกว่าเพื่อนถูกยิง แต่ยังใจชื้นเมื่อเห็นเพื่อนตะเกียกตะกายขึ้นมาจากคูน้ำ

“เฮ้ย…โดนยิงหรือเปล่า…”

วิทูรตอบเบา ๆ

“ไม่โดนโว้ย…..”

ท่ามกลางนาทีวิกฤติ ชลอโผล่ออกจากที่กำบังแล้วเอื้อมมือดึงเพื่อนขึ้นมาจนพ้นน้ำ

ปร็อด…ปร๊อด…ปร๊อด….

เสียงปืนแผดลั่นขึ้นมาอีกชุด สายตาผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ทุกนาย เห็นชายวัยรุ่นสวมกางเกงยีนส์ขายาว ไม่สวมเสื้อ วิ่งออกมาจากกระท่อมกระโดดผลุบหายเข้าไปในดงข้าวโพดสูงท่วมหัว

“เฮ้ย…นั่นไอ้เม่น อย่าให้มันหนี……”

ชลอตะโกนสั่งการ พร้อมยกปืนเหนี่ยวไกใส่ขุนโจรวัยรุ่นลพบุรี เช่นเดียวกับลูกน้องหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ที่เริ่มระดมยิงใส่เป้าหมายที่เพิ่งเห็นตัว

ปังปังปัง….ปังปังปัง….ปัง ปร๊อด……ปร๊อด………

เสียงปืนฝ่ายตำรวจดังขึ้นบ้าง ปืนสงครามนานาชนิดถูกยิงใส่เข้าดงข้าวโพดไปยังจุดที่มีเสียงปืนออกมาเป็นระยะ

ราว10 นาที เสียงปืนจากดงข้าวโพดเงียบสงบ

“เฮ้ย…พวกเรา มีใครเป็นอะไรไหม…”

ชลอ ตะโกนถามถึงสถานการณ์ของลูกน้อง นปพ.ก่อนเป็นอย่างแรก

เมื่อได้รับคำตอบทุกคนปลอดภัย ชายหนุ่ม ในฐานะรองหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ตะโกนสั่งการอีกครั้ง บอกลูกน้องเข้าเคลียร์พื้นที่ในดงข้าวโพด พร้อมกำชับให้ระวังตัวเป็นพิเศษ เนื่องจากเจ้าตัวเคยมีประสบการณ์จากการแหวกพงหญ้าหาโจร จนถูกยิงสวนเจ็บมาแล้วเมื่อครั้งอยู่ที่มวกเหล็ก

ท่ามกลางต้นข้าวโพดบางส่วนที่ถูกยิงหักร่วง ลึกเข้าไปจากหลังกระท่อมประมาณ 5 เมตร ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าต่อสายตาตำรวจทุกนาย เป็นร่างชายฉกรรจ์ รูปร่างกำยำล่ำสัน สวมกางเกงยีนตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยสัก นอนคว่ำอยู่กับพื้น เลือดไหลทะลักออกมาจากศีรษะ โดยมีปืนอาก้าพับฐานตกข้างตัว ที่เอวยังมีปืนออโตเมติก ตราดาว ขนาด 9 มิลลิเมตร เหน็บอยู่อีก 1 กระบอก

เมื่อพลิกร่างกลับมา ภาพอันสยดสยองปรากฏต่อสายตาทุกคู่ เมื่อร่างที่เคยเป็นมนุษย์นั้น กะโหลกศีรษะแบะหายไปครึ่ง จำเค้าโครงเดิมไม่ได้เพราะพิษกระสุนไม่ทราบชนิด

ชาวไร่ข้าวโพดที่ได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเริ่มทยอยเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น หลายคนยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นร่างของไอ้เม่น เสือร้ายแห่งเขาถ้ำพระ พัฒนานิคม ลพบุรี

ไอ้เหน่ เดินหน้าเศร้าเข้ามาดูศพอดีตเพื่อนรัก และยืนยันว่าเป็นร่าง ไอ้เม่นจริง ๆ

ส่วนชลอมารู้อีกทีจากรายงานพิสูจน์ศพภายหลัง

ไอ้เสือเม่น ถูกปลิดชีพด้วยกระสุนขนาด7.62 มิลลิเมตร ที่ใช้กับปืน FN.14 Blowning (05 นาโต้) ผลิตจากประเทศเบลเยี่ยม

เท่านั้นเขาก็รู้แล้วว่า ใครเป็นมือสังหารไอ้เม่น

เพราะวันนั้น “ไอ้แจ้ง”ลูกน้องหน่วยปฏิบัติการพิเศษของเขา สะพายปืน05 นาโต้ไปเพียงคนเดียว สาเหตุเพราะปืนชนิดนี้มันยาวเก้งก้าง หนัก ไม่คล่องตัวเวลารบในป่าทึบ เลยไม่มีใครแบกไปใช้

อย่างไรก็ตาม เสร็จจากภารกิจจับตายเสือร้ายแห่งเขาถ้ำพระ ชลอยังคงออกปราบปรามลุยอิทธิพลกับขุนโจรลพบุรีต่อ ทั้งงานบนดิน ใต้ดิน รวมทั้งสายโจร และทหารนอกแถวบางราย เริ่มเข้ามาสวามิภักดิ์รายงานตัวกันเป็นแถว เพราะเกรงกลัวกับชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนี้ที่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง

แต่ในใจลึกๆ เขายังคงออกตามล่าไอ้โจรร้าย แก๊งจี้ปล้น ที่บังอาจยิงเขาเฉียดตายเมื่อครั้งเป็นผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอมวกเหล็ก

นอกจากจะเป็นการแก้แค้นกลาย ๆแล้ว ยังเป็นการกู้ศักดิ์ศรีตำรวจคืนด้วย

จากการหาข่าว หลายสายให้ข้อมูลตรงกัน คนที่ยิงเขาเมื่อครั้งเป็นผู้บังคับกองมวกเหล็ก

มันชื่อ“ไอ้ดำ พัฒนา”

กราบขออนุญาต : ชลอ เกิดเทศ
ที่มา : Cops-magazine
โดย : กิตติพงศ์ นโรปการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ