เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 9 วิสามัญฯศพแรก (ชลอ เกิดเทศ)

เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 9 วิสามัญฯศพแรก (เขียนโดยชลอ เกิดเทศ)

พันตำรวจตรีชลอ จับประเด็นคำพูดของนายสมหมาย โชเฟอร์รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ ที่ได้ยิน 3 ผู้ต้องสงสัยพูดคุยกัน​ โดยระบุ 1 ในนั้นว่าเป็น “หมอ”

นายตำรวจหนุ่มและลูกน้อง ตระเวนตรวจสอบตามคลินิกต่างๆ ในตลาดอำเภออุทัย รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอ ก็ไม่พบผู้ต้องสงสัยหรือหมอคนไหนที่เกี่ยวพันรู้จักกับ เฮียเผ่า คนตาย

นอกจากหมอเถื่อนคนหนึ่ง ที่ย้ายไปอยู่กับญาติๆที่กรุงเทพมหานคร แถวเขตดินแดงและห้วยขวาง

คนแถวนั้นเรียกกันสั้นๆติดปากว่า“หมอเนียน ”

หรือจะเป็น“หมอเถื่อน” นายตำรวจหนุ่มคิดในใจ

“น่าจะมาถูกทางกันแล้ว ไป… กลับโรงพัก เก็บเสื้อผ้าเข้ากรุงเทพฯกันสัก 3-4 วัน ….”

พันตำรวจตรีชลอ ปาดเหงื่อเม็ดเป้งบนหน้าผาก ก่อนออกคำสั่งให้กำลังทั้งหมดขึ้นรถกลับโรงพัก หลังได้ข่าวที่ปลุกความหวังในการสืบสวนหาตัวกลุ่มมือปืนแก๊งนี้

คืนนั้น ชลอให้ จ่าเจิม ขับรถกระบะมาสด้า ที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงไล่จับทองคำเถื่อน เมื่อครั้งอยู่ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ไปเกร่อยู่แถวห้วยขวางและดินแดง มีร้อยตำรวจเอกคงพล และจ่าชู ตระเวนตามล่า หมอเนียน หรือจำเนียน โดยคาดว่า คงจะย้ายถิ่นฐานทำกินจากอำเภออุทัย หนีมาเปิดคลินิกเถื่อนที่กรุงเทพฯ

วันรุ่งขึ้น 4 ตำรวจเมืองกรุงเก่า เข้าประสานกับพันตำรวจโทประสิทธิ์ ปานสีทอง สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาล ห้วยขวาง

ได้รับคำตอบว่าเคยจับหมอเถื่อนอยู่ 1ราย ชื่อ “จำเนียน”ในคดีอาวุธปืน พร้อมกับเพื่อนๆอีก 2-3 คน

โดยนำภาพที่ถ่ายรูปทำประวัติไว้ในขณะนั้นมามอบให้นายตำรวจหนุ่มเป็นแนวทาง

“ขอบคุณครับพี่….”

พันตำรวจตรีชลอยิ้มดีใจ ไม่แพ้ผู้กองคงพล จ่าเจิม และจ่าชู ที่ความอดทนและการมองประเด็นการสืบสวนตรงกับแนวทางทีตั้งไว้แต่แรก

“เดี๋ยวไปหาข้าวหาปลากิน เอาง่ายๆ ร้านข้าวต้มข้างถนนแถวนี้ อิ่มแล้วกลับอยุธยา พรุ่งนี้ให้ใครไปตามตัวนายสมหมายมาพบผมที่โรงพัก…”

พันตำรวจตรีชลอ พูดได้ยินเสียงกันทุกคน ขณะเดินลงจากโรงพักห้วยขวาง…

———————————————

“คนนี้ละครับนาย….”

สมหมาย คนขับรถสามล้อหัวกบ พยานปากในคดีฆ่าเฮียเผ่า บอกกับพันตำรวจตรีชลอ หลังเห็นรูปถ่ายชายวัยกลางคน หน้าเสี้ยมตอบ ที่นายตำรวจหนุ่มหยิบมาให้ดู

“เอา…พวกเรา ทนเหนื่อยอีกนิด ไปเอาตัวหมอกัน”

พันตำรวจตรีชลอ เอ่ยปากให้กำลังใจลูกน้อง ก่อน 4 ตำรวจชุดเดิม จะขึ้นรถกระบะมาสด้า สีเขียว เข้ากรุงเทพฯ ก่อนจับกุม “หมอจำเนียน”ได้เป็นคนแรกที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ย่านห้วยขวาง

หมอเถื่อนรับว่า มีพ่อค้าหมูคู่แข่งเฮียเผ่า ว่าจ้างให้จัดหามือปืนมายิง โดยให้ “ไอ้ช้วน”และไอ้ใหญ่” เพื่อนคนขับรถขยะ กทม. 2 คน เป็นคนลงมือสังหาร

สำหรับรูปภาพ และประวัติเบื้องต้นของทั้ง 2 คน พันตำรวจตรีชลอ ได้มาจากสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เพราะทั้งคู่เคยถูกจับในข้อหาร่วมกันพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมหมอจำเนียน

อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา พันตำรวจตรีชลอ และลูกน้อง ปลอมตัวไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างโรงกำจัดขยะในซอยอ่อนนุช 86 ที่เต็มไปด้วยฝูงแมลงวันบินว่อน รอจนทั้งคู่ปรากฎตัว ขับรถขยะเข้ามา อิสระภาพก็หายวับไป ณ วินาทีนั้น

เป็นเวลาเดียวกับที่ตำรวจอีกชุดหนึ่งของพันตำรวจตรีชลอ เข้าจับกุมพ่อค้าหมูคู่แข่ง เฮียเผ่า ในฐานะผู้บงการที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกซัดทอดโดย “หมอจำเนียน”

ถือเป็นการปิดคดีฆาตกรรมคดีแรกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังชลอรับตำแหน่งผู้บังคับกองเมือง ได้อย่างสวยงาม

———————————————–

หลังปิดคดีฆ่าเจ้าพ่อเขียงหมู พันตำรวจตรีชลอ นำลูกน้องออกตะลุยจับโจร ทั้งไอ้เสือคดีฆ่า รวมไปถึงแก๊งขุดพระกรุ ลักพระในโบสถ์ รวมไปถึงลอบตัดเศียรพระส่งขายต่างประเทศ

ปกครองลูกน้องด้วยความเป็นกันเอง เสร็จจากงานก็เฮไหน เฮนั่น

“ใหญ่-สุรางค์ พลทรัพย์ ”หญิงสาววัยรุ่นเพิ่งเรียนจบพาณิชยการ ซึ่งชลอ ไปเทียวไล้เทียวขื่อถึงหน้าโรงเรียน

แถมตามไปถึงร้านแพกรุงเก่า ใกล้ป้อมเพชร ป้อมโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ยังหลงเหลืออยู่ทุกวันนี้ ซึ่งร้าน แพกรุงเก่า เป็นร้านที่พี่สาว ใหญ่-สุรางค์ ทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ที่นั่น

เพียงเพราะชายหนุ่มติดใจในน้ำเสียงที่เธอร้องเพลง “อารีซัน ”ที่เธอเคยเข้ามาร้องเพลงในงานตำรวจที่โรงพัก

อีก 2-3 เดือนต่อมา หลังเรียนจบ เธอเข้ามาทำหน้าที่คอยดูแลเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว และทำความสะอาดห้องหับภายในบ้านพักของนายตำรวจหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้

เขาลืม ตุ๊กตา-นันทวัน แพทย์สมาน แม่ของลูกชายทั้ง 2 คนไปชั่วขณะ

———————————————–

กระทั่งค่ำวันหนึ่ง หลังจากที่ชลอนั่งรถจี๊ปวิลลี่ M 151 A 2 ตราโล่ กลับจากงานเลี้ยงร้อยตำรวจเอกกว้าง ชาญศิลป์ หัวหน้าหน่วย นปพ.ที่ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้บังคับกองที่จังหวัดจันทบุรี

ชลอนั่งหน้ารถข้างสิบตำรวจโททวี มงคลยศ ที่ทำหน้าที่พลขับ สายตาเพ่งมองไปตามแสงไฟหน้ารถที่ฉายฝ่าความมืดไปตามถนนสายใหม่ มุ่งหน้ากลับบ้านพักหลังสถานี ปืนรีวอลเวอร์ .357 รมดำ ลำกล้อง 6 นิ้วคู่ใจ วางไว้บนกระบะวางของหน้ารถ

รถเริ่มแล่นเข้าเขตตัวเมือง อีกไม่กี่สิบเมตรจะผ่านหน้าร้านอาหาร “นัดพบ” ชลอ มองเห็น​ชายฉกรรจ์อายุอานามประมาณ 25-30 ปี ยืนเป๋ไปเป๋มาหน้าร้าน ลักษณะเหมือนคนเมาแอ่นได้ที่

แว่บเดียวที่แสงไฟหน้ารถและแสงไฟนีออนหน้าร้านกระทบใบหน้าชายคนนี้ นายตำรวจหนุ่มจำได้ทันที่ว่ามันคือ“ไอ้หน้าลาย”หรือนายมานพ สาระจันทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีปล้นฆ่าหลายคดี

“วี….มึงจอดหน้าร้าน เดี๋ยวลงไปช่วยกันจับไอ้หน้าลายกันหน่อย”

ชลอบอกคนขับคู่ใจเตรียมตัวให้พร้อม จนรถหยุดนิ่ง ในใจคิดว่าไอ้หน้าลายคงไม่กล้าสู้ตำรวจ คงยอมให้จับโดยดี เพราะพื้นฐานมันเป็นแค่นักเลงคุมซ่องเท่านั้น

แต่ทันทีที่นายตำรวจหนุ่มผู้บังคับกองเมืองพระนครศรีอยุธยา ตะโกนเรียกชื่อ

“ไอ้ลาย….”

ไอ้หน้าลายหันขวับกลับมาตามเสียง แทนคำตอบ มันใช้มือขวากระชากวัตถุเหล็กดำมะเมื่อม ออกจากเอว ชี้ตรงไปที่พันตำรวจตรีชลอ พร้อมแสงไฟวาบจากปากกระบอกปืน ตามด้วยเสียงดังก้องทั่วบริเวณในวินาทีถัดมา

เปรี้ยง …

นายตำรวจหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ลูกตะกั่วจากกระบอกปืนไอ้หน้าลาย พุ่งผ่านประตูรถทะลุกระจกหน้ารถที่เขานั่งจนแตก แต่สติชลอยังมั่นคงอยู่

ชายหนุ่มคว้าปืนพกคู่กาย รีวอลเวอร์.357ลำกล้อง 6 นิ้ว รมดำ ติดมือ กระโดดลงจากรถ ก่อนตอบโต้ฉับพลันด้วยการย่อตัวงอเข่า ยิงสวนกลับในท่ายิงระบบพีพีซี.หรือการยิงระบบต่อสู้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปัง….

ทุกท่วงท่าเป็นไปโดยอัตโนมัติ เป็นการยิงด้วยสัญชาตญาณ เหมือนสมัยที่ครั้งยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ในรั้วสามพราน ฝึกยิงหลักสูตรนี้เป็นร้อยๆครั้ง รวมทั้งเป็นตัวแทนของโรงเรียน สาธิตให้กับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานอีกนับไม่ถ้วน

กระสุนปืน.357 แมกนั่ม ขึ้นชื่อในอานุภาพการหยุดยั้ง และสังหาร แถมยังเป็นชนิดหัวระเบิด พุ่งออกจากลำกล้องที่สะบัดขึ้น พร้อมๆกับร่างของไอ้หน้าลายที่อยู่ห่างไม่ถึง 7 หลา กระเด็นหงายหลังล้มทั้งยืน

เลือดสดๆทะลักออกจากเบ้าตาซ้ายไอ้หน้าลาย ที่ถูกยิงจนกลวงโบ๋ ร่างมันกระตุก 2-3 ครั้ง ถึงเหยียดขาเหยียดแขนแน่นิ่ง โดยปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ อาวุธคู่ใจที่เกือบจะปลิดชีวิตนายตำรวจหนุ่มตกอยู่ข้างๆ

ชลอลดปืนลง เดินผ่านร่างไร้วิญญาณของมันเข้าไปในร้าน ท่ามกลางผู้คนที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเต็มร้าน แต่เหตุการณ์ดวลปืนกันแบบสดๆร้อนๆต่อหน้าสายตานับสิบคู่ ส่งผลให้ทุกคนนิ่งเงียบเหมือนร้านร้าง

พันตำรวจตรีชลอเดินทะลุเข้าไปห้องน้ำหลังร้านอย่างรู้ทาง เพราะเคยมานั่งทานอาหารในร้านนี้ อยู่หลายครั้ง

ชายหนุ่มเปิดก๊อกน้ำในอ่างล้างหน้า ใช้ฝ่ามือทั้งคู่รองน้ำก่อนยกมาล้างหน้า ก่อนทำแบบเดิมอีก 2-3 ครั้ง

ชลอมองหน้าตัวเองผ่านกระจก เห็นดวงตาแดงก่ำ พลางคิดในใจ เขาฆ่าคนจริงๆหรือนี่!!!

สายตายังไม่ละจากกระจก เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าหลังกางเกงยีน สะบัดผ้าก่อนเช็ดหน้าจนแห้งแล้วเดินกลับออกไปที่หน้าร้าน

เขามองร่างไร้ลมหายใจไอ้หน้าลายอีกครั้ง ก่อนสั่งให้ส.ต.ท.ทวี วิทยุรายงานเหตุวิสามัญฆาตกรรมไปยัง ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด แพทย์และอัยการ รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องมาชันสูตรพลิกศพ

นับเป็นการวิสามัญฆาตกรรมศพแรกของนายตำรวจมือปราบ ท่ามกลางข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ต่างพากันประโคมข่าวหัวไม้ตัวบะเริ่มเทิ่ม

“แม่นเหมือนจับวาง ผู้กองเมืองอยุธยา ยิงเบ้าตาไอ้เสือร้าย นัดเดียวดับ…”

หลังเหตุการณ์ดวลเดือดกับไอ้หน้าลาย นายตำรวจหนุ่มได้รับคำชมจากผู้บังคับบัญชา พร้อมคำร่ำลือกันว่านายตำรวจหนุ่มคนนี้ยิงปืนแม่น

ถึงแม้ชลอจะพยายามบอกว่า วันนั้นเล็งไปที่ลำตัวเพราะถือเป็นเป้าใหญ่ ก็ไม่มีใครเชื่อ

แต่ที่ไม่น่าเป็นไปได้คือ พระนครศรีอยุธยากลายเป็นเมืองที่ไม่มีนักเลงหรือเสือสางไหนมาสร้างอิทธิพลอีก

ส่วน ชลอ ตื่นเช้าขึ้นมาต้องไปไหว้พระ โดยเฉพาะให้พระที่ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ใกล้ๆป้อมเพชร รดน้ำมนต์ให้ทุกเช้า กว่าจะทำใจได้กับการฆ่าเพราะหน้าที่ และการป้องกันตัวอย่างชนิดตัวต่อตัวครั้งนี้

กราบขออนุญาต : ชลอ เกิดเทศ
ที่มา : Cops-magazine
โดย : กิตติพงศ์ นโรปการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ