เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 4 พิชิตโค้งผีสิง (ชลอ เกิดเทศ)

เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 4 พิชิตโค้งผีสิง (เขียนโดยชลอ เกิดเทศ)

ถึงแม้รายได้จะดีแค่ไหนจากการไล่จับทองคำเถื่อน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่รบกวนจิตใจนายตำรวจหนุ่ม

นั่นเป็นผลมาจากเลือดนักกีฬาลูกหนำเลี้ยบที่ยังเข้มข้น

ส่วนปัญหาที่ว่า นั่นก็คือ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย อยู่ห่างเมืองหลวงระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร ถือเป็นอุปสรรคอย่างมาก ในการเดินทางกลับมาซ้อมรักบี้ให้กับสโมสรตำรวจ ที่กรุงเทพมหานคร

ทนขึ้นล่องอย่างนี้อยู่ปีกว่า นายร้อยตำรวจโทชลอ ตัดสินใจทำเรื่องขอย้ายตัวเอง ไปยังกรมตำรวจ โดยให้เหตุผลเรื่องกีฬาที่ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจ

ไม่นานนัก นายพลตำรวจตรี กริช ปัจฉิมสวัสดิ์ เลขานุการกรมตำรวจ มีหนังสือตอบรับ มีคำสั่งย้ายผู้หมวดหนุ่ม ไปเป็นรองสารวัตรสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ หรือชาวบ้านเรียกติดปากว่า โรงพักปากน้ำ

ขณะนั้นมี นายพันตำรวจตรี จิระ เครือสุวรรณ เป็นผู้บังคับกอง นายร้อยตำรวจตรีบุญชอบ พุ่มวิจิตร นายร้อยตำรวจโทธวัชชัย ภัยลี้ นายร้อยตำรวจตรีสันต์ ศรุตานนท์ เป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวน

——————————————–

ระหว่างเข้าเวรสอบสวนในโรงพัก “ปากน้ำ” หรือสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ หมวดชลอ มีผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเป็นนายตำรวจชั้นประทวน ชื่อ ฉลวย

“นายสิบตำรวจเอกฉลวย เข็มเงิน”

ฉลวย มีมุมมองแปลกๆ เหมือนคนมีความคิดแบบสุดโต่ง ออกบ้าดีเดือดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้งานในหน้าที่ราชการเสียหาย ซ้ำร้ายดูท่าจะปิดคดีพิลึกพิลั่นได้อย่างชนิดไม่มีใครกล้าเลียนแบบ

อย่างคดีนี้….

เป็นที่รู้กันในหมู่รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน เพราะใครก็ตามที่เข้าเวรพนักงานสอบสวนผลัดดึก จะต้องเป็นอันเจอกับฤทธิ์เดชของผัวเมียคู่หนึ่ง ที่ขึ้นมาทะเลาะกันส่งเสียงดังลั่นโรงพักแทบไม่เว้นวัน

ต่างคนต่างแย่งกันแจ้งหย่า ขอให้ตำรวจช่วยลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน…

ท่ามกลางความปวดเศียรเวียนเกล้าของผู้ที่อยู่บนโรงพัก ไม่เว้นตำรวจหรือผู้ที่มาติดต่อราชการในเรื่องอื่นๆ

ครั้นพอตำรวจจะรับเรื่อง ทั้งคู่กลับออกลูกเบี้ยวไม่หย่งไม่หย่าซะอย่างนั้น แถมยังเกี่ยวก้อยกะหนุงกะหนิงเดินลงจากโรงพักกลับไปอย่างที่ใครคาดไม่ถึง

พอตกดึกวันรุ่งขึ้น 2 ผัวเมียส่งเสียงด่าทอกันมาแต่ไกล ก่อนมาปรากฎตัวอยู่บนโรงพัก แย่งกันแจ้้งความจำนงกับตำรวจในเรื่องเดิม ๆ

ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะพนักงานสอบสวน ซึ่งรวมไปถึงนายร้อยตำรวจโทชลอ ต้องใช้สมาธิในการรับเรื่องสอบสวนตามลำดับผู้ที่มาแจ้งความก่อนหลัง

แต่พอเอาเข้าจริง ทั้งคู่ดันกลับมาคืนดีกันอีกเหมือนเดิม บอกไม่หย่ากันแล้ว ก่อนกระจู๋กระจี๋ประคองกันกลับบ้าน เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน จนตำรวจโรงพักปากน้ำแทบไม่เป็นอันทำงาน

———————————————-

จนกระทั่ง

“นาย ผมว่าไปดูบ้านไอ้คู่นี้ดูซักที ผมสงสัยจัง คนอะไรจะหย่ากันได้ทุกวี่ทุกวัน….”ลูกน้องผู้ช่วยพนักงานสอบสวน แอบกระซิบชวนหมวดหนุ่ม ขณะที่ 2 ผัวเมียยังเปิดศึกอยู่บนโรงพัก

“ดีเหมือนกัน…จะได้รู้ซะที มันอะไรกันนักหนา ไอ้ผัวเมียคู่นี้….”นายร้อยตำรวจโท ชลอตอบกลับ แต่แอบนึกไม่ได้ว่า ไอ้หลวย ต้องมีแผนอะไรอยู่ในใจแหง ๆ

สิบตำรวจเอกฉลวย บอกชายหญิงคู่นี้ให้เลิกทะเลาะกันชั่วคราว และให้พาไปดูที่บ้านพักของคนทั้งคู่ อ้างว่าหมวดหนุ่มร้อยเวรสอบสวน ต้องการขอดูที่เกิดเหตุประกอบ

บ้านของผัวเมียคู่นี้อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ห่างจากโรงพักปากน้ำมากนัก บริเวณทางเดินเข้าบ้าน มีเสาไม้ทำเป็นศาลพระภูมิเจ้าที่อยู่ 1 ต้น ปักอยู่

พอทั้งหมดเดินผ่าน จู่ๆ นายสิบตำรวจเอกฉลวย ก็โพล่งออกมา

“รู้แล้ว…. ไอ้นี่แหละตัวการทำให้คนทะเลาะกัน นั่งยิ้มเผล่อยู่ได้…”

ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นายสิบตำรวจเอกฉลวย เอามือ2 ข้าง จับไปที่เสาไม้ศาลเจ้าที่ กระชากทีเดียวหลุดติดมือ ก่อนเขวี้ยงทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา ลอยเท้งเต้งไปต่อหน้าต่อตาผัวเมียจอมแสบ อย่างไม่ใยดี

นายร้อยตำรวจโท ชลอ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยวิธีการสุดห่ามของลูกน้องคู่เวร

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลก….

เพราะนับแต่วันที่สิบตำรวจเอกฉลวย ถอนศาลเจ้าที่โยนทิ้งน้ำ หมวดหนุ่มยังสงสัยไม่หายว่า ทำไมผัวเมียคู่นี้ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นบนโรงพักอีก

จนมารู้ทีหลังว่า ไอ้ตัวที่นั่งยิ้มเผล่อยู่ในศาล เป็นเพียงกุศโลบายตัดความรำคาญของสิบตำรวจเอกฉลวยเท่านั้น

2ผัวเมียคงกลัวว่า ถ้ามาเอะอะมะเทิ่งบนโรงพักอีก คราวนี้ ตำรวจบ้าอย่างฉลวย อาจจะรื้อบ้านจนไม่มีที่ซุกหัวนอนก็เป็นได้

นายร้อยตำรวจโท ชลอ เอาเรื่องนี้มาเล่าให้เพื่อนฝูงทีไร เป็นได้ขำท้องคัดท้องแข็งกันทุกที

———————————————–

ช่วงปีพุทธศักราช 2509 ใครมีธุระปะปังต้องเดินทางไปจังหวัดชลบุรี ต้องใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่า และจำเป็นต้องผ่านโค้งบางปิ้ง ที่ใครต่อใครขนานนามว่า “โค้ง 100 ศพ”

โค้งบางปิ้ง อยู่ในเขตความรับผิดชอบของ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ และคดีที่พนักงานสอบสวนโรงพักปากน้ำแห่งนี้รับผิดชอบไม่หวาดไม่ไหว นั่นก็คือคดีรถคว่ำบริเวณโค้งแห่งนี้

ช่วงเวลาเกิดเหตุ วันหนึ่งจะเกิดครั้งสองครั้ง ในช่วงเที่ยงวัน กับช่วงทุ่มสองทุ่ม

นิสัยช่างสังเกตในยุคที่นิติวิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญก้าวหน้า ถือเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของนายตำรวจนักสืบ

อย่างนายร้อยตำรวจโท ชลอ ก็เช่นกัน

จากสถานที่เกิดเหตุ จุดที่รถคว่ำ ทั้ง 2 ข้างทาง มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูงประปราย บ้านเรือนผู้คนยังพอมีอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ห่างจากถนนเข้าไปในทุ่งนาลิบ ๆ เรียกว่า เปลี่ยวใช้ได้

บนถนนบริเวณทางโค้ง ยังพอมองเห็นคราบน้ำมันเครื่องอยู่บ้าง หากไม่เอะใจ หรือติดใจสงสัย คนส่วนใหญ่ต้องคิดว่า เป็นน้ำมันเครื่องที่รั่วออกมาจากเครื่องยนต์ ขณะที่เกิดอุบัติเหตุ

นายตำรวจหนุ่ม ไม่คิดอย่างนั้น เขาสงสัยว่า ถ้าเป็นโค้งผีสิง ทำไมผีร้ายถึงมีฤทธิ์มาหลอกมาหลอนตอนกลางวันด้วย

นายร้อยตำรวจโทหนุ่ม ยืนพินิจพิจารณาสถานที่เกิดเหตุโดยรอบอย่างละเอียด ก่อนกวาดสายตาไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ซึ่งมีอยู่มากพอสมควร

ในที่สุดหมวดหนุ่มก็เลือกเอาต้นมะฮอกกานี ลำต้นสูงใหญ่ มีกิ่งก้านใบหนาแน่น ที่สำคัญมันอยู่ห่างโค้งบางปิ้งไม่เกิน 200 เมตร

“หลวย….เดี๋ยวมึงเอาพวกไปทำห้างอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น เอาแบบพอนั่งได้ 3-4 คน ตอนทำอย่าให้ใครเห็นนะโว้ย….”

นายตำรวจหนุ่ม สั่งผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเวรคู่ใจ พร้อมชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่

“นายจะมายิงสัตว์์อะไร ไม่ใช่ป่า ไม่ใช่เขานะ ที่จะมีเก้งมีค่างมาให้ยิง…..”นายสิบตำรวจเอกฉลวย เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

“เออน่า…มึงทำตามที่กูสั่งแล้วกัน อย่าลืม อย่าให้ใครเห็นนะ…”หมวดชลอสั่งกำชับเสียงเข้ม

—————————————————-

19.00 นาฬิกา ของวันต่อมา นายตำรวจหนุ่มนั่งเงียบอยู่บนห้าง มีสิบตำรวจเอกฉลวย ผู้ช่วยเวรคู่ใจ และตำรวจหนุ่มอีกนาย นั่งอยู่ข้างๆ สายตาทุกคู่เพ่งมองไปบนถนนบางปิ้ง

ทุกคนบนห้างอยู่ในภาวะตื่นตัว เพราะสมมติฐานของนายร้อยตำรวจโท ชลอ เชื่อว่า โค้งบางปิ้ง ที่เขาลือกันว่าเป็นโค้งผีสิง คร่าชีวิตคนไปนับร้อยศพนั้น

น่าจะมาจากน้ำมือภูตผีปิศาจในร่างมนุษย์ เอาน้ำมันเครื่องมาราดผิวถนนตรงบริเวณโค้ง ให้ผู้คนที่ดวงชะตาถึงฆาต ขับรถแล่นผ่าน เสียหลักเกิดอุบัติเหตุ เพื่อหวังปลดทรัพย์สินผู้ตายในรถมากกว่า

2-3คืนแรก ที่ผลัดกันมานั่งเฝ้าอยู่บนห้าง ไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น สมมติฐานที่ตั้งไว้ นึกว่าจะเป็นไปไม่ได้

แต่ก่อนค่ำของอีก 3-4 วันต่อมา ขณะที่หมวดหนุ่ม ฉลวย พร้อมลูกน้องนอกเครื่องแบบอีก2 นาย เดินลัดเลาะแนวป่าเพื่อไปสังเกตการณ์บนห้างตามปกติ

พลันสายตาหมวดหนุ่ม มองไปบนถนนที่ห่างไปประมาณ 50 เมตรได้ เห็นรถกระบะพลิกคว่ำอยู่ข้างทาง มีชาย 2คน มุดเข้ามุดออกอยู่ภายในรถ

“เร็ว….ไอ้หลวย แม่งกำลังปลดทรัพย์เหยื่ออยู่พอดีเลย ….”เจ้าของสมมติฐานออกคำสั่งผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนเจ้าของเสียง วิ่งพรวดเดียวขึ้นไปอยู่บนโค้งบางปิ้ง โดยมีลูกน้องวิ่งตามกันไปติด ๆ

ภาพที่ปรากฎต่อหน้าตำรวจกลุ่มนี้นั่นก็คือ ชายคนหนึ่งกึ่งยืนกึ่งนั่ง คร่อมอยู่บนร่างอันเต็มไปด้วยเลือดของผู้หญิงวัย 40 ปีเศษ ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนไหล่ถนน

ทุกคนเห็นชัดว่า ชายผู้นี้ใช้มือขวาพยายามรูดเอาแหวนเพชรเม็ดเข่ืองออกจากนิ้วของหญิงเคราะห์ร้าย ขณะที่มือซ้ายของมันถือเข็มขัดทองคำ ที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้า ยังคาดอยู่ในเอวของเหยื่อที่นอนไม่รู้เป็นรู้ตายอยู่ในตอนนี้

คงเพราะก่อเหตุแบบนี้จนชิน ไอ้เดนนรกเลยไม่ได้สนใจว่า มีใครมายืนอยู่ใกล้ๆ

“โอ๊ย….”

มันร้องเสียงดังลั่น หลังแผ่นไม้รองสมุดประจำตัวพนักงานสอบสวน ในมือนายร้อยตำรวจโท ชลอ ฟาดผลั่วแบบโฟร์แฮนด์ไปที่กบาลคนร้าย ทีเดียวหงายหลังผึ่ง เลือดไหลโกรกออกมาจากแผลที่แตก ก่อนหมวดหนุ่มจะสับกุญแจมือหมดสิ้นอิสระภาพในบัดดล

ขณะที่เพื่อนร่วมแก๊งอีกคน ถูกนายสิบตำรวจเอกฉลวย และตำรวจรุ่นน้องตะครุบไว้ได้

ส่วนภายในรถมีศพชายคนหนึ่งนั่งอยู่บริเวณคนขับ ยมีสัมภาระส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลแห้ง กระจายเกลื่อนกลาด

“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย…”เสียงแหบแห้งของสาวใหญ่ที่นอนอยู่กับพื้น แทรกขึ้นมาขณะที่ร้อยตำรวจโทชลอ กำลังวิทยุรายงานเหตุไปยังผู้บังคับบัญชาที่โรงพักให้ทราบ

กราบขออนุญาต : ชลอ เกิดเทศ
ที่มา : Cops-magazine
โดย : กิตติพงศ์ นโรปการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ