เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 3 ของดีติดตัว (ชลอ เกิดเทศ)

เส้นทางมือปราบพระกาฬ ตอนที่ 3 ของดีติดตัว (เขียนโดยชลอ เกิดเทศ)

ช่วงนั้น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจรยังชุม ไม่ว่าจะเป็นเสือขาว (จำเนียร ศรีม่วง) เสือใบ กุลแพ เสือศักดิ์ นันโต เสือมาย หรือ ละมาย ภู่แสนละอา เสือบัวหรือทวี เสริมสมัย เสือมัก หรือมะลิ คารามานนท์ เป็นต้น

ชีวิตพนักงานสอบสวนของนายร้อยตำรวจโท ชลอ เริ่มจากการเป็นเจ้าของคดีแหกคุกของ เสือขาว หรือ “จำเนียร ศรีม่วง” เสือร้ายเมืองกรุงเก่า 1 ใน 17 โจรที่หาญกล้าปิดตลาดปล้นกลางวันแสกๆ ในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในอีก 2 ปีต่อมา

รวมถึงการเป็นเจ้าของคดี รถขนเซียนมวยที่กลับจากเล่นมวยที่กรุงเทพ ตกสะพานเบี่ยงตายยกคัน 7 ศพ ยกเว้น นายเท๊า พ่อค้าขายมีดดาบในตลาดหัวรอ ที่ไม่เป็นอะไรสักกะผีกเนื้อ เพราะของดีในตัวแขวน “หลวงพ่อกลั่น” วัดพระญาติการาม เกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไว้เพียงองค์เดียว

นอกจากเหรียญ “พรหม 4 หน้า” พระเขมรของพันโทแช่ม ที่มอบให้เป็นของขวัญในวันเรียนจบ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กาย หลังผู้เป็นพ่อเคยอาราธนาติดตัวไปออกรบ ภายใต้การนำทัพของ นายพลตรีผิน ชุณหะวัณ คุมกองทัพพายัพ ตะลุยเข้าไปในประเทศพม่า ฝ่าห่ากระสุนและดงมาลาเรีย ยึดนครเชียงตุงไว้ได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ก็มีเหรียญหลวงพ่อกลั่นองค์นี้ เพิ่มเข้ามาในความศรัทธาของหมวดหนุ่ม อันมาจากการเห็นด้วยตาในเรื่องของความแคล้วคลาดอย่างที่นายเท๊าประสบ….

ชลอเชื่อว่า เหตุที่นายเท๊าไม่เป็นอะไร น่าจะมาจากวิชาลูกเบา หรือวิชาชาตรี ซึ่งเป็นวิชาอยู่ยงคงกระพันวิชาหนึ่งของหลวงพ่อกลั่น ไม่มีการสักอักขระยันต์ แต่มีการชักยันต์ซึ่งมีบทคาถาแขกภาวนา ในขณะที่ศิษย์ได้รับการถ่ายทอดจากครู อาจารย์ จะโดนทุ่มด้วยของหนัก เช่น หินลับมีด ผู้ที่ได้รับการครอบวิชาจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เหมือนโดนทุ่มด้วยของเบาๆปานนุ่น

หลังจากนายร้อยตำรวจโท ชลอ เกิดเทศ มาดำรงตำแหน่งรองสารวัตรที่ สถานีตำรวจภูธร อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวะเดียวกับที่ นายร้อยตำรวจตรี เขตต์ นิ่มสมบุญ นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 16 และ นายร้อยตำรวจตรี วีระ วิสุทธิกุล นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 17 มารับราชการอยู่ก่อนหน้า ผสมกับเพื่อนรัก นายร้อยตำรวจโท สมศักดิ์ สายบัว เป็นรองสารวัตรอยู่ที่ สถานีตำรวจภูธร อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันไหนออกเวรตรงกัน ทั้งหมดจะแต่งกายนอกเครื่องแบบขี่จักรยานยนต์ไปเป็นกลุ่ม เที่ยวอยู่แถวตลาดหัวรอ เย้วๆไปตามประสาวัยรุ่น

กระทั่งเย็นวันหนึ่ง

“นายๆ…..” เสียงหมู่ชู ลูกน้อง “จ่าเจิม”โพล่งกลางวงเหล้าที่ หมวดชลอ หมวดสมศักดิ์ ตั้งวงเลี้ยงฉลอง นายร้อยตำรวจโท สมทรง นาควชิระ ตำรวจนครบาล เพื่อนร่วมรุ่นที่แวะมาเยี่ยมถึงถิ่น

“นายเคยได้ยิน “ยันต์ 4 สมิง” ของหลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช ไหม….???”

“เคยสิวะ ….”

ชลอตอบกลับ ท่ามกลางอาการหูผึ่งของนายร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ ที่ยิงคำถามสวนมาทันที

“เป็นยังไงวะ….ยันต์ 4 สมิง ดียังไง ”

“กูได้ยินว่า ท่านจะสักเป็นรูปเทวดา 4 องค์ ที่หน้าอก กลางหลัง และไหล่อีก 2 ข้าง เหมือนมีเทวดาพิทักษ์ 4 ทิศ รอบตัวเรา….” ชลอตอบ…

“เฮ้ย…กูว่าไปขอท่านให้สักให้เอาไว้สู้กับโจรมันหน่อย…..” หมวดสมศักดิ์เอ่ยปากชักชวน

“ดีเลยครับนาย…เพราะผมเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่าน ปกติท่านไม่ค่อยสักยันต์นี้ให้ใคร เอาว่าไปกันพรุ่งนี้เช้าเลยนะนาย ท่านให้ผมไปหาพอดี…..”หมู่ชูสรุปเสร็จสรรพ

บ่ายคล้อยวันรุ่งขึ้น 3 นายตำรวจหนุ่ม ระเห็จออกมานั่งอยู่บนเรือนไม้นอกชาน บริเวณกุฎิหลวงพ่อเทียม ในวัดกษัตราธิราช หลังทั้งหมดผ่านการสัก “ยันต์ 4 สมิง”เป็นที่เรียบร้อย โดยมีหมู่ชู ลูกน้องตัวดีศิษย์หลวงพ่อ นั่งอยู่ข้างๆ

“โชคดีจริงๆ เลยนาย หลวงพ่อบอกวันนี้ฤกษ์ดี ผมเลยได้สักยันต์นี้ไปกับนายด้วย….”หมู่ชูเอ่ยปาก

แต่วินาทีต่อมา หมวดชลอ และหมวดสมทรง ถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อเพื่อนรัก หมวดสมศักดิ์ บอกกับหมู่ชูว่า

“มึงไปเอามีดดาบมา เอามาฟันหลังกู ขอลองของดีตอนนี้เลย….”

“เฮ้ย…ไอ้ศักดิ์ อย่าน่า เดี๋ยวพลาดพลั้งมา เป็นอะไรจะหาหมงหาหมอไม่ทันเอา”….. หมวดชลอกล่าวเตือน

“เออน่า…”หมวดสมศักดิ์ตอบเพื่อน ก่อนสำทับสั่งคนเป็นลูกน้อง

“เร็วไอ้ชู ไปหยิบมีดดาบในรถมา….”

“เชิญมึงบ้าบิ่นไปคนเดียวก็แล้วกัน…..” หมวดชลอพูดตัดบทไปงั้นๆ ทั้งๆที่ใจนึกอยากลองอยู่เหมือนกัน

นายร้อยตำรวจโท สมศักดิ์ ถอดเสื้อนั่งคุกเข่าพนมมือบริกรรมคาถา “ยันต์ 4 สมิง”ขณะที่หมู่ชูยังยืนอยู่ข้างๆ ในมือขวาถือมีดดาบยาวเงาวับ ยืนกล้าๆกลัวๆ จดๆจ้อง กลัวผู้เป็นนาย จะหลังขาดแเพราะคมดาบ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมรุ่นอีก 2 คน จนผู้หมวดบ้าบิ่นตวาดซ้ำ

“ฟันลงมา ไอ้ชู…”

ขาดคำ หมู่ชู หลับหูหลับตา ตวัดดาบฟันฉับเข้าไปที่กลางหลังผู้เป็นนายเต็มแรง เสียงดังปึก….

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอัศจรรย์ต่อคลองจักษุของ 2 นายตำรวจ รวมทั้งหมู่ชู

นั่นก็คือ คมดาบอันคมกริบ หาระคายแผ่นหลังนายร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ผู้บ้าบิ่น ทั้งหมดเห็นกับตาว่าแมันกระดอนขึ้นมา ไม่ผิดกับฟันยางรถยนต์์อย่างไรอย่างนั้น….

ส่วนที่หลังของผู้หมวดบ้าบิ่น มีเพียงรอยแดงตามความยาวของคมดาบ กับน้ำยางขาวใสไหลซึมออกจากแผ่นหลังเพียงเล็กน้อย

หมวดสมศักดิ์ ยกมือพนมก้มลงกราบไปทางห้องหลวงพ่อเทียม พร้อมเอ่ยปากสาธุ

“มึงนี่มันบ้าจริงๆ ไอ้ศักดิ์…..”หมวดชลอด่าซ้ำไปอีกครั้ง แต่ในใจก็ฮึกเหิมไม่แพ้เพื่อนรักผู้บ้าบิ่น เพราะอานุภาพของยันต์ 4 สมิงที่เห็นกับตา

กลางปี 2507 มีข่าวใหญ่พาดหัวไม้หนังสือพิมพ์หลายฉบับ

เมื่อ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีเชียงใหม่ และรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 2 นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รุ่น 12 ถูกจับกุมขณะลักลอบขนของหนีภาษี ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

นายพลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ มีคำสั่งให้ทั้งคู่ออกจากราชการไว้ก่อน

พร้อมสั่งการให้ กองบังคับการเขต 7 นครปฐม คัดเลือกนายตำรวจประวัติดีเด่น 1 นาย ไปทำหน้าที่ในตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีเชียงใหม่

โดยกองบังคับการเขต 7 นครปฐม มีคำสั่งให้นายร้อยตำรวจโท อุกฤษณ์ สิทธิพงษ์ ไปทำหน้าที่

อธิบดีกรมตำรวจ ยังมีคำสั่งให้กองบังคับการเขต 1 พระนครศรีอยุธยา คัดเลือกนายตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าบ่อ ด้วย

นายพลตำรวจตรี ประหลาด ปาระกะนันท์ ผู้บังคับการเขต 1 พระนครศรีอยุธยา เลือกนายร้อยตำรวจโท ชลอ เกิดเทศ และให้ไปรายงานตัวกับต้นสังกัดใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง

วันรุ่งขึ้น นายร้อยตำรวจโท ชลอ เก็บเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เดินทางไปรายงานตัวทันที โดยมีลูกน้องคู่ใจอย่าง “จ่าเจิม”และ “หมู่ชู”ร่วมเดินทางไปส่งผู้หมวดหนุ่มด้วย….

ล้อหมุนจากพระนครศรีอยุธยาในช่วงเช้า ตะรอนอยู่จนเกือบค่ำ ถึงบรรลุที่หมาย อำเภอท่าบ่อ โดยผู้หมวดหนุ่ม ให้จ่าเจิม ขับรถไปตั้งหลักที่ท่ารถโดยสาร ซึ่งมีของกินของใช้ให้ซื้อหามากหน่อย

“เฮ้ย ไอ้ลอ…ทางนี้….”เสียงโว้กเว้กของชายหนุ่มคนหนึ่ง ตะโกนเรียกนายร้อยตำรวจโทหนุ่ม ที่ยืนอยู่กับชายฉกรรจ์ 3-4 คน

ผู้หมวดหนุ่มหันขวับไปทางต้นเสียง ถึงกับยิ้มออก เพราะเจ้าของเสียงคือ นายร้อยตำรวจโทเสถียร สระสม เด็กจังหวัดนครปฐม เพื่อนร่วมรุ่นรั้วสามพราน ที่เคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ด้วยกันหลายปี

“อ้าว…ไอ้หน่อย เป็นมายังไง มาอยู่นี่วะ….”ชลอทักชื่อเล่นเจ้าของเสียง ที่กำลังก้าวขาลงจากรถจิ๊ปตราโล่ ก่อนเดินตรงมาหา

“ไม่รู้หมือนกัน คะแนนไม่ค่อยดีมั้ง หลวงเลยส่งมาที่นี่ตั้งแต่เรียนจบ จำไม่ได้เหรอ…..” นายร้อยตำรวจโท เสถียร กระแทกเสียงกลับก่อนเปลี่ยนเรื่อง

“พอรู้ว่ามึงมาแทนตำแหน่งพี่เขา เลยมาเกร่ๆดักรออยู่แถวนี้ ไป….ขึ้นรถโว้ย หาอะไรกินรองท้องก่อน เดินทางมาเหนื่อยๆ ลูกน้องมึงด้วย”

นายร้อยตำรวจโท เสถียร ออกปากด้วยความเป็นห่วงเพื่อน รวมทั้งลูกน้องที่เดินทางมาไกลถึงชายแดนส่วนสันขวาน

อำเภอท่าบ่อ เป็นอำเภอชายแดนติดประเทศลาว มีแม่น้ำโขงเป็นปราการธรรมชาติขวางกั้น ขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศลาว เพลิงสงครามระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาเพิ่งมอด กองกำลังนายพลวังเปาพ่ายแพ้ย่อยยับกับระบบคอมมิวนิสต์ ต้องหนีไปตั้งหลักนอกประเทศ

ด้วยความที่เคยตกอยู่ใต้การปกครองของประเทศล่าอาณานิคมอย่างประเทศฝรั่งเศส ทรัพย์สินมีค่าหลายอย่าง ถูกลักลอบทยอยข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งประเทศไทยเป็นระยะ

1 ในทรัพย์สินมีค่านั่นก็คือ ทองคำเถื่อน

999 de paris ที่ประทับอยู่ในเนื้อทองคำแท่ง แต่ละแท่งหนัก 1 กก. หรือประมาณ 66 บาท เมื่อเอาเงินไทย 400 บาท คูณไป ราคาก็มากโขอยู่

ช่วงนั้น นายร้อยตำรวจโท ชลอ พัลวันอยู่กับการจับทองคำเถื่อน ผลพลอยได้คือเงินรางวัล ที่มากถึง 60-70%

ชลอมีเงินเยอะเหลือใช้….

บางครั้งข้ามโขงไปนอนเวียงจันทร์ หาข่าวการลักลอบขนทองคำเถื่อนข้ามฝั่ง แต่ยังไม่วายเที่ยวคลับเที่ยวบาร์โป๊งๆชึ่ง ที่มีมากกว่าในอำเภอท่าบ่อ

รถกระบะยี่ห้อมาสด้า รถคันแรกในชีวิต ก็มาจากเงินรางวัลก้อนนี้ โดยหมวดชลอ กำเงินสด 9 หมื่นบาท ไปซื้อกับเถ้าแก่ห้างเจริญศรี ที่ จังหวัดอุดรธานี ที่สนิทสนมกัน

ส่วน “ตุ๊กตา”นันทวัน แพทย์สมาน เดือนหนึ่งก็หอบหิ้วลูกชาย กุ้ง หรือ“ชอบรบ” ขึ้นมาหาผู้เป็นพ่อให้กอดชื่นใจครั้งสองครั้ง

ว่าไปแล้ว ช่างเป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นเสียนี่กระไร

กราบขออนุญาต : ชลอ เกิดเทศ
ที่มา : ‭‭Cops-magazine
โดย : กิตติพงศ์ นโรปการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ