3767. เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 26 หักด่าน สห. (สุริยัน ศักดิ์ไธสง)

เส้นทางมาเฟีย ตอนที่ 26 หักด่าน สห. (เขียนโดยสุริยัน ศักดิ์ไธสง)

ตะวันบ่ายยังสาดแสงจ้า หลังจากคลานไปใช้ปากคาบใบตองห่อข้าวต้มมัดสินค้าของตนทิ้งถังขยะ ๒๐๐ ลิตร ด้านหลังโรงเก็บเครื่องบินห่างจากที่เกิดเหตุราว ๒๐ เมตร แล้วผมยืนหอบหายใจปัดฝุ่นลูกรังตามเนื้อตัวเสื้อกางเกง เหงื่อแตกพลั่ก ปรากฏเสียงเอะอะโหวกโวยของหัวหมู่วีระเจ้าเก่าดังขึ้นอีกก็หันไปชม พบไอ้เณรถ้วนหน้ายืนเงียบกริบจ้องตาอยู่ที่ใบตองห่อข้าวต้มมัดอีก ๓-๔ ชิ้น ที่มืออัปรีย์ลอบโยนทิ้งไว้ที่เดิมโดยไม่ทราบเจตนา ก็ชักหวั่นเกรงถูกคำสั่งอัปยศซ้ำ ซึ่งถ้าเป็นดังที่เกรงผมก็จำต้องละเมิดหรือฝ่าฝืนคำสั่งกันบ้างละ

อย่างไรนับว่าพ้นเวรไปได้เมื่อหัวหมู่หุ่นคิงคองกระหนาบเอากับลูกแถวเสียงลั่น ผมจับตามองกลุ่มไอ้เณรนับร้อยเค้นหา หรั่งสาธร ด้วยใจร้อนรนบอกไม่ถูกความรู้สึกขณะนี้คล้ายมีญาณอย่างหนึ่งบอกให้ระวังตัวยิ่งขึ้น และพอกวาดตาจับพบอดีตดาวดังย่านสาธร ก็เป็นช่วงที่หมู่วีระก้าวไปยืนเผชิญหน้าเขาพอดี เลยทำให้เห็นแต่ด้านหลังคิงคองสนุ้กตาแทน กระนั้นภาวะเช่นนี้ผมไม่ยอมเพิกเฉยเรื่องราวที่อุบัติใหม่ จึงก้าวยาวๆ ไปยังที่วางตะกร้าใส่สินค้าซึ่งสามารถได้ยินเสียงโต้ตอบของคู่กรณีชัดเจน
“จะคาบไปทิ้งถังขยะไหม หรือจะต้องออกกำลังกันก่อน”

ผู้หมู่ตะคอกเสียงกร้าวปัก ๒ ขาผงาด ส่งร่างดำทะมึนแลจังก้าน่าเกรงขาม ผมยืนถือตะกร้าค้างเติ่ง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำประการใดกับเหตุกราณ์เฉพาะหน้า ยิ่งขณะนี้บริเวณใต้ศอกของผมทั้งซ้าย-ขวา ซึ่งถูกหินตำระหว่างคลานไปคาบใบตองปวดแสบเลือดแดงเถือกแล้วยิ่งทำให้แค้นหนัก ใคร่เข้าแลกชีวิตหากเป็นเพื่อน อันนี้มิใช่เก่ง เป็นเพียงความรู้สึกไอ้เณรที่จำต้องรักษาศักดิ์ศรีตน

ทว่าอาการยืนเฉยเมยของ หรั่ง สาธร ยั่วยุอารมณ์กับอำนาจที่มีอยู่กระจิริดของผู้หมู่จนลืมตัวคิดว่าตนคือ ผบ.ทบ. ก็ตบเปรี้ยงเข้าเต็มหน้าเพื่อนจนหน้าสะบัดไอ้เณรใกล้เคียงแตกฮือ #ทันใด หรั่งตั้งหลักทิ้งขวาตรงสวนเข้าปลายคางคิงคองถึงเซถลา ผู้หมู่ครูฝึกอีกนายเห็นลูกแถว #สวน กำปั้นเอาตรงๆ อย่างไม่เคยปรากฏบนลายบินนับแต่เปิดศูนย์ฝึกกระโจนเตะขวาพาดแข้งเข้ากลางอกนักบู๊ ๒ เลือดดังปึก หรั่งสะอึกถอยหลังกรูด อีก ๒ หมู่ กระโจนสกรัมฉับไวไล่ๆกัน บรรดาไอ้เณรไม่ต่ำกว่า ๒๐ นายกรูกันเข้าสาวกำปั้นพิทักษ์เพื่อนตนจนเกิดโกลาหลกับศึกประจัญบานนอกหลักสูตรสุดมัน ผมเองยืนชมมวยเถื่อนไล่ถลุงกันห่างออกมาเกือบ ๒๐ เมตรเห็นเหล่าครูฝึก ๓-๔ นายปักหลักสู้ชนิด ๑ ต่อ ๕ เกินกระเดือกจึงเลี่ยงถอยไปที่จักรยาน ๒ ล้อ ส่วนตาไม่วายเหลือบยลยุทธการมวยไทยข้างโรงเก็บเครื่องบิน บัดนี้ได้ปรากฏกลุ่มครูฝึกกับนายทหารอีกนับสิบวิ่งลิ่วเข้าหย่าศึกก็รู้ว่าเกมใกล้อวสาน เลยจูงรถลงถนนขี่กลับบ้านพักผู้กองอิทธิพลในบัดนั้น

ระหว่างปั่นจักรยานกลับยามตะวันรอนครานี้มี เรื่องให้กังวลไปถึงสวัสดิภาพหรั่ง สาธร ผู้สหายกับอนาคตทางการค้าที่เพิ่งเริ่มต้นของตน ซึ่งวันต่อไปอาจมีอุปสรรค เผลอๆ เรื่องอัปยศที่ผ่านมาผมจะถูกสอบสวนด้วยอย่างน้อย คู่กรณีหมู่วีระผู้เจอถล่มและยังไม่ทราบผลก็เป็นเพื่อนกับผม พ่อค้าที่นำเอาสินค้าเข้าไปขายจนเกิดเรื่อง ดังกล่าวถือได้ว่าธุรกิจผมสืบไปคงได้รับผลกระทบเต็มเท้าแน่ ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์ที่้กิดขึ้นผมคงไม่กล้าบอกเล่าให้คุณน้ามาลีภรรยาผู้กองทราบ แต่คิดกลับไปรายงานให้เจ้านายรับรู้ที่กองร้อย เพื่อความสะดวกใจดีกว่า

และพอถึงบ้ายพักเทียบรถตั้งขาไว้ที่หน้าประตู เสียงเบรกรถคงทำให้คุณน้ามาลีรู้การกลับมาจึงออกมาต้อนรับด้วยตนเองยิ้มสดใส

“ขายหมดไหมล่ะ เปี๊ยก”

“หมดครับ ขายดีด้วยครับ” ผมว่าตามความจริง

“วันนี้น้าเตรียมทำเพิ่มไว้อีก ๕๐ มัดแล้ว…เอ้าเข้ามาข้างในกินน้ำกินท่าเสียก่อนสิ”

ผมลังเลอยู่วิบหนึ่ง แต่พยายามกลบเกลื่อนอาการพิรุธ เดินตามคุณน้าเข้าไปยังใต้ถุนบ้านพักพร้อมตะกร้า ปะสาวรุ่นน้องคุณน้านั่งตัดใบตองอยู่ยิ้มให้หวานจ๋อยทำเอาปลื้มยิ้มตอบทันควัน

จากนั้นจึงนำเงินออกนับและจัดวางไว้บนโต๊ะกองละ ๑๐ บาท เพื่อส่งมอบให้นายทุนผู้ผลิตพร้อมขอมอบรายได้อันเป็นส่วนของผมให้เด็กชายออดกับเอก ๒ ทายาทชายของผู้กองอิทธิพลเพื่อรวบรวมไปซื้อของเล่นตามอัธยาศัยที่ตั้งใจไว้ แต่ถูกคุณน้ามาลีกล่าวแสดงความเกรงใจต่อหน้าน้องสาวนุ่มนวล

“เปี๊ยกควรจะเก็บเงินส่วนนี้ไว้ น้าขอบใจในความรักเด็ก มีน้ำใจแก่เด็กของเธอด้วยใจ เพราะการที่เปี๊ยกมาช่วยน้าขายของก็เท่ากับช่วยหาของเล่นแก่เด็กๆ ให้ได้เร็วขึ้นอยู่แล้ว เก็บไว้นะ ถึงมันจะน้อยไปแต่ก็หยาดเหงื่อของเธอเอง”

วาจาของคุณน้าหรือคุณนายผู้บังคับกองร้อยบริการเจ้านายต้นสังกัดของผมทำให้หมดสิทธิยึดยัก ด้วยจะเข้าตำราเตี้ยอุ้มค่อม หรือเข้าง่ามเหิมเกริม เช่น มุสิกหมายช่วยราชสีห์ไป

ในที่สุดผมจำต้องล้มปณิธานตนรับเงินส่วนแบ่งไว้พร้อมข้าวต้มมัด ๓ มัดใส่ถุงเป็นบำเหน็จอีกด้วย จึงล่ำลากลับโดยไม่มีจังหวะได้แย้มยิ้มกับสาวรุ่นไปอย่างน่าเสียดาย ออกจากบ้านพักเจ้านายปั่นรถกลับเที่ยวนี้ผมคิดหาลู่ทางทำเลการค้าใหม่โดยจะโยกย้ายไปขายยังสนามฝึกกรมราบของท่านผู้การการุณเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มครูฝึกเสีย แต่เมื่อผ่านรถไปถึงถนนเลียบตีนเขาฉลักฉลามหน้าหน่วยสูทกรรมกรมฝึกเบื้องต้น อันตั้งอยู่เยื้องกับกองร้อยบริการ ผมต้องชะลอความเร็วเพราะปะจี๊ปเล็กฝ่ายสารวัตรทหารพร้อมเจ้าหน้าที่แขนแดงเตร่อยู่ใต้ถุนกองร้อย ๓ นาย ทันใด ด้วยสัญชาตญาน ผมรีบหยุดรถและจูงหลบเข้าเขตกองร้อยที่ ๔ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับกองร้อยบริการพอดี เมื่อตั้งรถไว้ใต้ถุนกองร้อยรวมกับรถอื่นเสร็จผมฉากไปที่ต้นแคข้างกองร้อย พรางตัวเองยืนชมกลุ่ม สห. ๓ นายนั่นเขม็ง

เวลาล่วงไปราวครึ่งชั่วโมง ตะวันลาแสงลงบรรดาไอ้เณรที่ออกไปฝึกยังลานบินเดินตบเท้าพร้อมแหกปากร้องเพลงมาร์ชฝุ่นคลุ้งกลับกองร้อย จึงช่วยให้มีโอกาสแฝงตัวอยู่ในกลุ่มเพื่อนทหารสังเกตการณ์ไปยังฝั่งกองร้อยตัวเองสะดวกขึ้น แตร่เดี่ยวกังวานมาจากยอดเขาบอดเวลาเลิกฝึกและเลิกงาน ครู่เดียวบนถนนลูกรังรอบๆ ค่ายปรากฏจักรยานสองล้อ. จักรยานยนต์. จิ๊ปเล็ก. จิ๊ปกลาง และ ยี.เอ็ม.ซี. ขับเคลื่อนผ่านตาไปนับไม่ถ้วนบริเวณด้านหน้ากองร้อยบริการมีรถจอดส่งเครื่องมือกันเป็นแถว สิทธิ์. ดอน และเกียรติ กำลังสาละวนกับการตรวจรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่แต่ละหน่ยวเบิกไปตอนเช้าจ้าละหวั่น

ครู่ใหญ่ เสียงนกหวีดระรัวจากโรงเลี้ยงอาหารชวนเชิญทหารกินอาหารเย็นผมเหลือบตาไปที่รถมองข้าวต้มมัดในถุงพลาสติกที่แขวนอยู่กับแฮนด์แล้วกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ พร้อมทนยืนแกร่วคอยกลุ่ม สห. ล่าถอยสืบไป จนได้เวลาเชิญธงลงจากยอดเสาแล้ว กลุ่มสารวัตรทั้งสิ้นรวม ๕ นายพร้อมอาวุธครบมือจึงพากันขับรถจากไปเมื่อฟ้าหลัว

อึดใจไฟฟ้าตามกองร้อยต่างๆ เริ่งสว่างไสวตามปกติ ผมเตร่ไปมาอยู่บริเวณกองร้อย ๕ ปลงไม่ตกว่าจะเข้าไปหาข่าวหรืออดทนยืนให้ยุงกัดคอยให้ดึกกว่านี้ ด้วยแลตามสายลมแล้วสภาพกองร้อยบริการขาดกิจกรรมปกติไป เช่น ผู้กองยังไม่กลับบ้าน และ ๓ ทหารอันมีเกียรติ ดอน และสิทธิ ยังไม่ตั้งวงข้าว สภาพบอกเหตุดังกล่าวได้ถูกผมใช้เวลาใคร่ครวญในทำนองว่าผู้กองท่านคงคอยรถ และเพื่อนทหารคงคอยผมกลับมากินพร้อมกัน ซึ่งก็หาเหตุผลไม่ได้อยู่ดี และที่สำคัญกว่า ๒ สาเหตุ คือจักรยานของจ่าซั้วกับหมู่ชัยยังจอดอยู่ที่ใต้ถุนด้วนนั่นเอง

ฟ้ามืดสนิทเดือนดาวกระจ่างฟ้าสีน้ำเงิน สายลมเย็นพัดหวิว ผมทนให้กระเพาะว่างเปล่าไม่ไหวเดินไปคว้าข้าวต้มมัดที่รถมาชัดไป ๒ มัดก็กลับไปยืนที่ใต้ต้นแคเดิมเห็นร่างหนึ่งเดินลงบันไดกองร้อย

“เกียรติ…” ผมพึมในทรวง

เกียรติลงสุดบันได้แล้วเลี้ยวออกถนนใหญ่ ผมสำรวจเภทภัยรอบตัวพลางเรียกเสียงดัง

“เกียรติ”

เขาสะบัดหน้ามาทางผม อุทานหน้าเหลอก้าวพรวดๆ มาหา “ฉิบหายแล้วเปี๊ยก นายไปร่วมกับพวกฆ่าหมู่วีระหรือ”

“เฮ้ย!” ผมออกโขน

“จริงๆ เกียรติย้ำ ทั้งผิงหน้าไปยังห้องทำงานผู้กอง “บาดแผลถูกแทงถูกฟันด้วยดาบปลายปืนหลายแผลทีเดียว นี่เพื่อนนายเขามาฝากจดหมายไว้ให้” จบคำเกียรติดึงซองจดหมายยื่นส่งให้

ผมรับไว้ด้วยอาการงุนงง เพื่อนเสริมต่อ “เขาไม่ได้บอกชื่อ บอกแต่ฝากจดหมายนี่ให้นายด้วย”

“คอยเดี๋ยวนะเพื่อน”

ลนลานบอกเขาพลางฉีกซองจดหมายดึงกระดาษชิ้นเล็กข้างในออกอ่านลายมือเขียนหวัดๆ ความว่า

“เปี๊ยก…เราจะคอยอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อฉลักฉลามรับจดหมายแล้วมาด่วน…เพื่อน-สาธร”

ข้อความตามอักษรมีแค่นั้นผมกลับจ้องตาอ่านเสีย ๓ ตลบจึงเงยหน้าขึ้นถามผู้เดินสาร

“เขาเอาจดหมายนี่มาให้เมื่อไหร่”

“นายเห็น สห. หรือเปล่า” เขาถามแทนตอบ

“เห็น”

“เขามาก่อน สห. มาไม่ถึง ๕ นาที”

“ขอบใจ เราไปละ เกียรติช่วยเอารถไปคืนผู้กองด้วยนะเราจอดไว้ที่นั่น” ผมชี้มือประกอบ

“นายจะหนีหรือ” เขาถามเสียงดัง

“จำเป็น”

“ก็เท่ากับหนีทหารระหว่างใช้กฏอัยการศึกด้วย”

“เอาไว้คิดวันหลัง ฝากกราบลาผู้กองด้วยนะ”

“เปี๊ยก”

ผมไม่รอสนทนาให้ยาวความในขณะที่สหายชายยุทธ์คอยผมนับชั่วโมงแล้ว จึงละจากเพื่อนทหารเดินลัดเลาะไปทางโรงเลี้ยงออกด้านหลังงดใช้ถนนหลบอุ้มมือ สห. จนโผล่ขึ้นระหว่างซอกทางเดินเขตโรงพยาบาลศูนย์ ผมหยุดจับตาแน่วไปที่ศาจเจ้าพ่อฉลักฉลามเห็นแต่สีดำทะมึนของขุนเขา ครู่เดียวก็ดิ่งข้ามถนนสํ่ที่นัดหมายในบัดนั้น

สรรพสิ่งในความมืดเชิงเขาเงียบสงัดประสาทหูผมคล้ายแว่วเสียงลมปะทะหน้าผาสูงระคนเสียงซู่ซ่าจากหมู่ไม้สีดำเบื้องหน้า ยิ่งใกล้เชิงเขาเข้าไปความเยือกเย็นทวีสูงจนหนาว ก็ปรากฏร่างตะคุ่มๆ ตรวบันไดขึ้นศาล

“เปี๊ยก….”

“หรั่ง” ผมขานบ้าง

และแล้วเรา ๒ ทหารจึงได้สัมผัสมือกันท่ามกลางดาวเดือนจรัสแสงเป็นสักขี

“เราอยู่ไม่ได้แล้ว รอพบนายตั้งเย็น”

ทหาร ๒ เลือดไทย-อเมริการ่างใหญ่ ถอนหายใจแรงบีบมือผมแน่น

“เราขอโทษที่ทำให้นายถูกข้อหาด้วย”

“นายฆ่าหมู่วีระใช่ไหม” ผมยิงตรงเป้า

“ใช่…เราไม่ใช่ทาส”

ผมยิ้มฝืนๆ บอกเขาสุ้มเสียงปกติขณะปล่อยมือ “เราจะไปกับนายด้วย”

“อ้าว…นายไม่สู้คดีหรือ”

อยากจะบอกเราอยากสู้คดีใจจะขาด แต่ตัวจำเลย #เจ๋งๆ อย่างนายยังคิดหนี และจะให้เรายื่นคิขึ้นศาลทหารเยี่ยง #พันท้านนรสิงห์” คงไม่บังอาจทั้งกลับชัดชวนเขาต

“เราไปกันดีกว่า สห. ตามหาเรา ๓ คน แล้ว”

อดีตวัยลำพองย่านเซ็นหลุยส์-สาธร จ้องหน้าผมเหมือนกล่าวอีกหลายคำผมดักคอไว้ก่อน

“ไปเถอะเพื่อน ไม่มีใครถูกใครผิดหรอกสำหรับเรา ๒ คน ขณะนี้ควรรับออกไปให้พ้นค่ายก่อนดีกว่า เขาจับตายได้นะ”

หรั่งยิ้มขรึม “นายมีอะไรพกติดตัวบ้างหรือเปล่า”

ผมส่ายหน้า ยก ๒ กำปั้นให้ชม หรั่งฉวัดมือไปข้างหลังพร้อมดึงมีดสั้น #เสือซ่อนเล็บ ยาวประมาณคืบเศษออกมายื่นส่งให้บอกเสียงเข้ม

“คนละเล่ม”

ผมดึงมีดสั้นเปลือยสองคมขาววะวับคมกริบจากเขา แล้วพากันเดินลัดเลาะโรงเรือนต่างๆ เพื่อไปเข้าป่าก่อนถึงด่านกองรักษาการณ์อย่างระมัดระวัง

สายลมหนาวพัดพลิ้วต้องกายที่อาบเหงื่อมาทั้งวันให้กระซุ่มกระชวยในระหว่างเดินเท้าหลีกหลบสายตา สห. เป็นระยะๆ และพอหลุดตัวออกที่โล่งเพื่อนทรุดฮวบลงนั่ง ผมปฏิบัติตามโดยไม่ต้องบอก หรั่งบอกเสียงแหบพร่า

“เมื่อกี้เราเห็นบุหรี่แดงวาบขึ้นบนเนินนั่นว่ะ”

ผมจ้องตาไปบนเนินตามที่เขาบอกเห็นแต่หญ้ารกเรื้อไปทั้งเนินจึงกระซิบ

“ไม่เห็นมีอะไร”

หรั่งนั่งอึ้งชะเง้อคอมองไปรอบตัว สักครู่เขาชี้ไปที่ชายป่าติดถนนออกหน้าค่าย ขอความเห็น

“ถ้าเราเดินในป่า ความปลอดภัยมันมีมากเท่าๆ กับหลงป่า หากเลาะไปตามถนนเราก็ไม่รู้ว่า สห. จะซุ่มคอยเราตรงไหนนายคิดว่าควรจะออกไหนดีล่ะ

“เดินในป่าเหอะ” ผมเลือกหลงป่าดีกว่าลูกปืน

เพื่อนเฉียงตามองไปบนเนินดั่งกังขาสายตาตนค่อยชะโงกหน้าบอก

“ถ้ามี สห. ซุ่มอยู่บนเนินจริงเขาก็ต้องเล่นงานเราแน่ เปี๊ยกมั่นใจว่าจะวิ่งเข้าป่าทันหรือ”

คำถามนี้ทำให้มองไปที่เนินนั้น ครู่หนึ่งจึงหันมาคาดคะเนระยะทางที่ผมยืนอยู่กับชายป่าห่างกันประมาณ ๓๐๐ เมตรบนพื้นที่หลุมบ่อว่าหากถูกกวาดจับฉับพลันจะสามารถห้อเข้าป่าได้ทันตามคำถามเขาหรือไม่เท่านั้น

“เราว่าทัน ถ้าไม่ถูกยิงเสียก่อน” ผมเสนอคำตอบ

“ยังงั้นไป ลองเดินธรรมดาดูนะ ถ้านัยน์ตาเราแย่อาจไม่ต้องเหนื่อย”

บอกเพื่อนไม่ทันจางจากหู เสียงเครื่องยนต์รถครางกระหึ่มขึ้นทางด้านหลังในความมืดบัดดล…ลำแสงสปอร์ตไลต์พุ่งจ้ามาที่เรายังกะเห็นเป้าก่อนแล้ว ช่วงกำลังจังงัง หรั่งตบเท้าดังป้าบ

“วิ่ง เปี๊ยก”

ราวอาการเผ่นของสมิง วัยคะนอง ๒ เลือดห้อนำก่อน ส่วนผมปั่นวงล้อตีนทะยานไล่เพื่อนไปติดๆ เสียงย่ำคอมแบตตามมาจากนักล่าดังบอกจำนวนคนไม่ต่ำสิบ

“หยุดนะ” ฟ้าผ่ามาแต่เนิน

ผมไม่ยอมรับรู้ดินฟ้าอะไรทั้งสิ้นกับเสียงนั่น กัดฟันวิ่งตีคู่ไปกับเพื่อน ด้วยสภาพล้มลุกคลุกคลานและเหนื่อยเร็วจนเหลือระยะไม่เกิน ๘๐ เมตรถึงถนนก่อนเข้าชายป่า จิ๊ปคันหนึ่งพุ่งจากถนนด้านหน้ากองรักษาการณ์วิ่งโคลงเคลงเข้าหาก็ตะโกนบอกเพื่อน

“แยกกันโว้ย”

หรั่งปฏิบัติทันใจยิ่ง ผมสับตีนวิ่งแยกออกซ้ายด้วยความมั่นใจว่าไม่ถูกยิงทิ้งแน่ พอกระโจนขึ้นถนนปะด่านคน ๒ นายโผล่พรวดจากราวป่าชาร์จเข้าหาพร้อมเงื้อง่าหมายตีด้วยพานท้ายปืนก็ฉากไปหา สห. ที่ใกล้ตัวที่สุด

ปัง! ประกายสีส้มแตกวาบ คมกระสุนปืนสั้นในมือเจ้าหน้าที่นายนั้นเฉียดหัวไหล่ซ้ายจนแสบหนังแปลบ ก็สะบัดมีดในมือกรีดพาดอกมือปืนทั้งที่สามารถแทงได้ในบัดนั้น

“โอ้ย…” เจ้าของปืนสั้นร้องโหยหวน

ผมไม่หยุดดูผลคนถือปืนในมือ รีบโผนข้ามถนนสู่ป่าอันมืดดำข้างหน้าเท่าที่พละกำลังอำนวยสุดตัว ครู่หนึ่งเสียงปืนแผดสนั่นราตรี ๓-๔ นัด ผมชะงักกึกแหงนหน้าโชกเหงื่อมองฟ้าอันมีแต่หมู่ไม้ปกคลุมทึบมืดไปหมดด้วยใจเต้นระริก ชั่วครู่ก็ซมซานตะกายไปในความมืดกลางป่าอย่างไม่หยุดยั้งแม้มิรู้เหนือหรือใต้ ทุกข์หรือสุข ยังดีกว่าอยู่ในหมู่ชนที่ทีใจอธรรมใช้อำนาจผิด

ลาก่อนยูนิฟอร์มลูกทัพบก บัดนี้ไฟฝันที่ผมเคยใฝ่ใคร่เดินสวนสนามพร้อมเพื่อนทหารกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลก็คงเป็น #ไฟ ที่คุโชนอยู่ยังก้องเนื้อแห่งความทรงจำเท่านี้-เท่านั้นหรือครับ?

สุริยัน ศักดิ์ไธสง
แอพเกจิ แอพรวมเรื่องราวประสบการณ์จริง เกี่ยวกับ พุทธคุณ ไสยศาสตร์ วิชาอาคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ