3617. อภินิหารหลวงพ่อหร่ำวัดกร่าง (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

การฆ่าคนตาย ไพฑูรย์บอกว่าไม่ใช่ของง่าย เพราะการใช้อาวุธฆ่าคนนั้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธโดยสภาพหรืออาวุธโดยใช้ล้วนสร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานแก่ผู้ถูกฆ่าเป็นอย่างยิ่งทุกอย่างปรากฏต่อสายตาผู้ลงมือฆ่าทุกขั้นตอน

นอกจากเสียงร้องขอชีวิตแล้ว เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้ถูกฆ่ายังได้ยินเข้าหูทุกลมหายใจ ผู้ลงมือฆ่าจึงต้องมีจิตอำมหิตเป็นที่ตั้ง จะด้วยเหตุจูงใจอันใดก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญาลงโทษผู้กระทำความผิดฐานฆ่าคนตายไว้รุนแรงมาก ยิ่งเป็นเจตนาฆ่าด้วยความทารุณโหดร้ายอำมหิตโหดเหี้ยมและซุกซ่อนปิดบังอำพรางศพด้วยแล้วระวางโทษถึงประหารชีวิต

ไพฑูรย์ในฐานะอดีตนายทหารกรมพระธรรมนูญบอกว่าศาลมีเหตุบรรเทาโทษไว้เหมือนกัน เช่นเป็นการป้องกันตัว ซึ่งเป็นหนาที่ของศาลอีกนั่นแหละที่จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการป้องกันสมควรแก่เหตุหรือไม่ หากป้องกันตัวเกินเหตุมีสิทธิ์ติดคุกเหมือนกัน ฆ่าโดยบันดาลโทสะก็มีระวางโทษไว้เหมือนกัน แต่มีการลดหย่อนเอาไว้ หากพิสูจน์ให้เห็นว่าเข้าองค์ประกอบแห่งการบันดาลโทสะ

เมื่อศพแรกผ่านไป ศพที่สองหรือสามก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป แต่ที่ชาวบางขวางเกลียดชังไม่คบหาสมาคมหรือต้อนรับน้องใหม่แบบเจียนตายคือความผิดฐานฆ่าบุพการีของตนเอง

ไพฑูรย์บอกว่าชาวบางขวางเรียกคนพวกนี้ว่า “ไอ้เอี้ย” คบหาสมาคมแล้วซวย ก็พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดมันมามันยังฆ่าได้ลงคอ นับประสาอะไรกับคนอื่น

ความผิดฐานเป็นมือปืนรับจ้าง ชาวบางขวางเรียกคนพวกนี้ว่า “ไอ้ตาขาว” เพราะเอาปืนไปยิงเหยื่อแลกกับเงินค่าจ้างโดยเหยื่อไม่มีโอกาสได้รู้ตัวหรือหลบเลี่ยงได้เลย พอใบหน้าตรงกับคนที่พามาดูตัวชี้ให้ดูก็เหนี่ยวไกปืนเพียงเพื่อจะไปรับเงินค่าจ้างที่เหลือ โดยไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนแม้แต่น้อย

ขณะที่ยิงไม่เคยคิดว่าเมื่อคนที่ถูกยิงตายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนข้างหลังบ้าง มือปืนรับจ้างพวกนี้ สิงโตหินไม่เคยทำฎีกาให้ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ทำมาหากินเลี้ยงตัวด้วยชีวิตผู้อื่น ไม่สมควรแก่การช่วยเหลือเป็นกฎที่ชาวบางขวางตราไว้ ระหว่างหลบหนีมีหลายครั้งที่มีผู้เสนองานให้เป็นมือปืนรับจ้างแต่ไพฑูรย์ปฏิเสธเพราะในชีวิตการเป็นลูกผู้ชายมีแต่สู้ซึ่งหน้าด้วยอาวุธและวิชาอาคมหักล้างกันแบบชายชาติทหาร

เชียงรากเป็นตำบลเล็กๆอันเป็นถิ่นกำเนิดของหลวงพ่อหรุ่นปรมาจารย์เก้ายอดแห่งวัดอัมพวันที่พี่เสงี่ยมให้ความนับถือ อดีตของท่านคือขุนวิกาลใจภาราหรือเสือหรุ่น ที่ยุติชีวิตการเป็นหัวหน้าโจรเพราะทางการติดต่อให้วางปืนกลับใจมาร่วมปราบปรามโจรร้ายที่เป็นศัตรูของสุจริตชน

ที่เชียงรากเป็นอีกที่หนึ่งที่ไพฑูรย์เคยไปอาศัยหลบภัยกับญาติพี่น้องของหลวงพ่อหรุ่นที่ให้ที่ซ่อนด้วยเมตตาว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อหรุ่นเก้ายอด

เชียงรากกับเชียงรากน้อยขึ้นอยู่กับ จ.ปทุมธานี เป็นดินแดนของนักสู้ที่มีวิชาอาคม ไพฑูรย์ไปซ่อนตัวอยู่เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม วันหนึ่งได้ร่วมไปนมัสการพระเกจิรูปหนึ่งใน จ. ปทุมธานี

หลวงพ่อหร่ำวัดกร่างเป็นพระเกจิรูปหนึ่งที่ชาวปทุมธานียุคนั้นให้ความนับถือรวมยุคกับหลวงพ่อช้างวัดเขียนเขต อ.ธัญบุรี ในปัจจุบัน

เมื่อไพฑูรย์ไปนมัสการหลวงพ่อหร่ำนั้นได้พบว่าหน้าวัดมีเรือจอดกันเป็นแพ ลุงโพเป็นผู้นำไพฑูรย์ไปนมัสการหลวงพ่อหร่ำ ท่านเป็นพระหมอรักษาโรคต่างๆ ด้วยเมตตา เป็นพระเกจิที่มีอภินิหารมาก

ลุงโพเล่าให้ฟังว่าที่ใต้โบสถ์วัดกร่างเป็นรุ้ง (โพรงใต้ดิน) เป็นที่อาศัยของจระเข้เจ้า จะขึ้นมาลอยตัวให้เห็นในวันทำบุญอายุหลวงพ่อหร่ำทุกปี ตะไคร่น้ำจับเกล็ดเขียวปี๋ คนมีศรัทธาก็เอาไม้พันด้วยผ้าหยาบๆ หรือกาบมะพร้าวช่วยถูตะไคร่น้ำออก แต่ตอนที่ไพฑูรย์ไปหายังไม่ถึงงานทำบุญอายุจึงไม่ได้พิสูจน์ว่าจริงหรือไม่

ตอนที่ไปถึงเป็นเวลาก่อนเพล ลุงโพนำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายเพลเป็นข้าวแช่อย่างดี น้ำอบด้วยควันเทียนและดอกมะลิหอมกรุ่น

พอหลวงพ่อฉันเพลแล้วท่านจึงสนทนากับลุงโพที่เป็นผู้คุ้นเคยกับท่าน ลุงโพจึงแนะนำว่านี่เป็นลูกหลานมาอยู่ด้วยสักระยะ แต่ไม่กล้าบอกว่าเป็นนักโทษแหกคุกหนีคดีไพฑูรย์เข้าก้มลงกราบหลวงพ่อหร่ำ พอเงยหน้าหลวงพ่อหร่ำจ้องมาที่ใบหน้าไพฑูรย์แวบหนึ่งจึงพูดกับลุงโพว่า

“โยมคนนี้เป็นผู้หนีร้อนจากไฟกรรมมาพึ่งเย็น แต่อยู่ไดไม่เกินหนึ่งปีไฟจะลามมาหาต้องหนีไฟกรรมต่อไปอีก มันเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาตมาพูดได้แค่นี้พูดมากนักผิดวินัยสงฆ์เอาพอเป็นศรัทธาประสาทะ”

ไพฑูรย์เล่าว่ารู้สึกขนลุกก้มลงกราบอีกครั้งเพื่อรับรองฌานหยั่งรู้ของหลวงพ่อหร่ำ ได้ยินเสียงหลวงพ่อหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะมีผู้เข้ามากราบนมัสการ

“หลวงพ่อครับ ผมนำคนไข้มาขอเมตตา เดินเหินไม่ได้มาเดือนกว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไร ขอแรงศิษย์ของหลวงพ่อช่วยพยุงขึ้นมานมัสการหลวงพ่อด้วยเถิด”

“ไม่ต้องหรอก ลงไปบอกว่าหลวงพ่อหร่ำให้เดินมาหาที่กุฏินี่”

“หลวงพ่อครับ คนไข้เดินไม่ได้มาเดือนกว่า จะเดินได้หรือ”

“โยมนับถืออาตมาจึงได้พามามิใช่หรือ ถ้านับถือกันก็ไปบอกตามที่อาตมาบอกก็แล้วกัน”

ชายคนนั้นจึงต้องเดินกลับลงไปที่เรือ ไปบอกคนป่วยตามที่หลวงพ่อหร่ำบอก ไพฑูรย์เดินตามลงดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่ท่าน้ำ ไพฑูรย์เล่าว่า

พอไปถึงเรือญาติก็บอกคนไข้ตามที่หลวงพ่อสั่ง อัศจรรย์พลันเกิดขึ้น คนไข้ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นเหมือนมีคนพยุงค่อยตะเกียกตะกายขึ้นมาจากเรือมายืนที่บนท่าน้ำ แล้วขยับขาเดินย่องแย่งๆ ไพฑูรย์ว่าเหมือนไม่ได้เดินเองแต่มีคนที่มองไม่เห็นพยุงปีกสองข้าง จนค่อยๆตะกายขึ้นไปบนกุฏิของท่านแล้วก็กองอยู่ตรงนั้นเอง

หลวงพ่อหร่ำพูดด้วยเสียงอันดังว่าบอกแล้วว่าให้เดินขึ้นมา ท่านเดินออกจากกุฏิ ในมือขวาถือมีดหมอ มือซ้ายถือขันน้ำมนต์ บอกให้ญาติคนไข้จับคนไข้ให้นั่งพนมมือเหยียดเท้าไปขางหน้าให้เอาดอกไม้ธูปเทียนที่นำมาด้วยใส่ในฝ่ามือที่พนม จากนั้นให้ถอยออกไปห่างๆ หลวงพ่อหร่ำใช้มือขวาชี้ที่ปลายมีดลงไปกลางกระหม่อมคนไข้ตรึงไว้ มือซ้ายเทน้ำมนต์รดผ่านด้ามและใบมีดผ่านปลายมีดหมอลงไปบนกระหม่อม พลันคนไข้ก็ส่งเสียงร้องโหยหวนเนื้อตัวสั่นเทา

“โอยกลัวแล้ว ฉันมาเพราะถูกเขาบังคับให้มา ให้มาสิงสู่ทำให้กลายเป็นง่อย มีคนไปจ้างเจ้านายฉันทำให้ไอ้นี่มันตายช้าๆ เพราะมันไปหยามหน้าเขาให้ได้อาย”

“กลับไปที่เดิมที่เขาส่งมาเร็ว ไม่อย่างนั้นจะโดนหนักกว่านี่”

“กลับไปก็ถูกลงโทษ ไม่กลับไปหรอก”

“ไม่อยากกลับจะปล่อยพันธนาการให้ แล้วไปให้ลับเลย มันตามหาไม่เจอหรอก”

หลวงพ่อหร่ำยกขันน้ำมนต์ขึ้นดื่มน้ำมนต์เข้าปอมในปาก เป่าพรวดลงไปกลางกระหม่อมคนไข้ ร่างของคนไข้สั่นเร่าจากศีรษะไปถึงปลายเท้าหลวงพ่อให้ศิษย์เอาก้านกล้วยวางไว้ระหว่างข้อเท้าทั้งสองข้าง อาการสั่นของร่างกายก็หายไป ก้านกล้วยเริ่มสั่นเหมือนมีชีวิต หลวงพ่อหร่ำเดินมาที่ปลายเท้าคนไข้ใช้มีดหมอฟันลงไปบนก้านกล้วยจนขาดเป็นสองท่อนแล้วพูดว่า

“ไปตามทาง หมดเวรแล้ว”

คนไข้ตะแคงตัวล้มลง ญาติช่วยกันประคองเขย่าตัวให้รูสึกแล้วพยุงไปกราบหลวงพ่อหร่ำ ๆหยิบด้านสายสิญจน์เสกที่ทำเป็นวงโยนให้ญาตินำไปคล้องคอคนไข้ ก่อนหยิบพระเนื้อดินยื่นให้องค์หนึ่งแล้วสั่งว่า

“สายสิญจน์เสกคล้องคอไว้อย่าเอาออก พระเนื้อดินเอาไปแช่น้ำทำน้ำมนต์ดื่มเจ็ดวันทุกอย่างเป็นปกติ มันไม่กล้ามาราวีเพราะมันเสียบริวารไปตัวหนึ่งแล้ว ”

ไพฑูรย์ได้มีโอกาสคุยกับคนไข้ๆ เล่าว่าพอได้ยินเสียงว่าหลวงพ่อให้เดินไปหาก็รู้สึกเหมือนมีใครมาพยุงปีกสองข้าง มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ พลังเร้นลับนั้นพยุงปีกประคองให้เดินขึ้นจากเรือพอถึงนอกชานกุฏิหลวงพ่อก็ละจากไป ตรงกับความรู้สึกของไพฑูรย์ที่เห็นกับตาไพฑูรย์ว่านึกไม่ออกเหมือนกันว่าเป็นพลังจากสิ่งใด

หลังจากกลับจากนมัสการหลวงพ่อแล้วก็ลืมที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ไว้

วันหนึ่งลุงโพมาปลุกแต่เช้า ลุงโพบอกว่า

“ไพฑูรย์รีบหนีเถิด สายของพวกเราแจ้งมาว่าขุนปราบทรชนผู้ใหญ่บ้านเชียงรากน้อยนำกำลังตำรวจมาจับคนหนีคุก ลุงได้เตรียมเรือเร็วไว้แล้ว จะให้ไปส่งที่ใดก็บอกนายท้ายเขา ทางนี้เป็นเรื่องของลุงเอง ไม่ต้องห่วง”

ไพฑูรย์จึงเก็บข้าวของลงเรือเร็วออกเดินทาง ก่อนไปได้มอบเงินจำนวนหนึ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการหาเรือเร็วและค่าข้าวค่าน้ำที่ได้เลี้ยงดูตลอดหนึ่งปีเต็ม พักหนึ่งเรือเร็วก็มาส่งที่โรงสีของน้าชายที่บ้านแพน ซึ่งต่อมาได้พบกับอภินิหารเจ้าแม่ลานเทที่ได้เคยเขียนมาแล้วมานั่งทบทวนเหตุการณ์ที่ระลึกถึงคำพูดหลวงพ่อหร่ำที่ว่า

“โยมคนนี้เป็นผู้หนีร้อนจากไฟกรรมมาพึ่งเย็น แต่อยู่ไดไม่เกินหนึ่งปีไฟจะลามมาหาต้องหนีไฟกรรมต่อไปอีก มันเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาตมาพูดได้แค่นี้พูดมากนักผิดวินัยสงฆ์เอาพอเป็นศรัทธาประสาทะ”

ไพฑูรย์เล่าว่าถึงกับยกมือจรดหน้าผากหันหน้าไปทางวัดกร่าง นมัสการหลวงพ่อหร่ำแล้วพึมพำกับตัวเองว่า

“หลวงพ่อหร่ำศักดิ์สิทธิ์แท้ พูดไว้ล่วงหน้าเหมือนตาเห็น”

“วันที่หนีรอดมาได้นั้นครบหนึ่งปีพอดีตามทีหลวงพ่อหร่ำได้พยากรณ์ไว้ทุกประการ”

******************************************************
เรื่องแถมประวัติย่อหลวงพ่อหร่ำ

ย้อนหลังไปเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว หลวงพ่อหร่ำ วัดกร่าง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้ถึงแก่กาลมรณ ภาพจากผู้ที่เคารพนับถือไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าของ อ.สามโคก จ.ปทุมธานีที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง…

หลวงพ่อหร่ำ วัดกร่างชาตะเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๑๕ ที่บ้านตำบลบางกระบือ อ.สามโคก ปทุม ธานี เป็นบุตรของคุณพ่อแอบและคุณแม่เผือน ท่านได้ศึกษาหาความรู้ทางอักขระสมัยในวัดบ้านกร่างจนอ่านออกเขียนได้และได้เข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรจนอายุครบอุปสมบท พระอธิการนอม วัดกร่างจึงรับเป็นธุระอุปสมบทให้ร่วมกับโยมบิดามารดาของหลวงพ่อหร่ำ

เมื่อุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฎฐานจากหลวงพ่อนอมซึ่งเป็นพระผู้เชี่ยวชาญในด้านกัมมัฎฐานและพระเวทวิทยาคมยิ่งนัก พระอาจารย์นอมองค์นี้ เป็นสหายทางธรรมกับหลวงพ่อกลั่น ธัมมะโชโตแห่งวัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งคราใดก็ตามที่หลวงพ่อกลั่นท่านเข้ามากรุงเทพ ฯ ท่านจะต้องแวะวัดกร่างเพื่อเยือนหาสู่หลวงพ่อนอมอยู่เสมอ

โดยหลวงพ่อกลั่นอ่อนอาวุโสกว่าหลวงพ่อนอม และนอกจากนี้ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ยังเคยมาศึกษาวิชากับหลวงพ่อนอมถึงที่วัดกร่างอีกด้วย พระเวทวิทยาคมที่ถ่ายทอดจากหลวงพ่อนอมสู่หลวงพ่อหร่ำเมื่อครั้งยังเป็นพระบวชใหม่ จึงมีความเข้มขลังและแกร่งกล้าอย่างยิ่ง

ครั้นเมื่อหลวงพ่อนอมมรณภาพลง พระอาจารย์กันต์ที่เป็นคู่สวดของหลวงพ่อหร่ำก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน แต่ไม่นานก็สึกลาเพศไป ทางวัดกร่างขาดเจ้าอาวาสสืบแทน ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันอาราธนาหลวงพ่อหร่ำที่เป็นพระผู้สำรวมระวังในพระธรรมวินัยขึ้นครองวัดสืบแทน

หลวงพ่อหร่ำองค์นี้ ปลายชีวิตหลวงพ่อนอมได้ไว้ใจให้ลงตะกรุดโทนและถวายให้ท่านปลุกเสกกำกับ และตอนหลังหลวงพ่อนอมได้บอกกับญาติโยมว่า ” ถ้าต้องการได้ตะกรุดโทนล่ะก้อ ไม่ต้องมาหาฉันเพราะฉันหูตาไม่ดีแล้ว ให้ท่านหร่ำเขาลงให้และปลุกเสกให้ ส่วนถ้าจะให้ฉันปลุกเสกก็ค่อยเอามาให้ตอนหลังก็ได้ ท่านหร่ำเขาก็เสกได้เหมือนฉันนั่นแหละ ”

หลวงพ่อหร่ำนิยมออกธุดงค์เป็นประจำ ท่านได้นำพระกรุเก่าที่ได้จากการธุดงค์มาบรรจุไว้ในวัดกร่างที่มีผู้พบแตกกรุตอนหลัง ซึ่งต่างคิดว่าหลวงพ่อหร่ำท่านสร้างไว้ แต่ความจริงแล้วเข้าใจผิด เพราะหลวงพ่อไปนำพระเหล่านี้จากกรุเก่าที่ท่านธุดงค์มาบรรจุไว้ ซึ่งสร้างปรากฎการณ์อภินิหารมากมาย

*****************************************
ตะกรุดโทนของหลวงพ่อหร่ำ เรื่องมหาอุดสุดยอด ยิงปืนไม่ลั่น กระบอกปืนบวมกันมานักต่อนักแล้ว ส่วนเหรียญทำบุญอายุของท่านปี ๒๔๖๙ ที่คณะศิษย์ได้ร่วมใจกันจัดสร้างให้หลวงพ่อหร่ำปลุกเสก ด้านหน้าเป็นรูปท่านนั่งเต็มองค์ ตรงหน้าหลวงพ่อมีบาตรน้ำมนต์และมีลิงอยู่ด้วย ซึ่งลิงที่ปรากฎนี้เป็นการแทนความหมายปีเกิดของท่านซึ่งก็คือปีวอก ด้านหลังเป็นยันต์สี่ เหรียญนี้ทางมหาอุดดังมากจนมีเรื่องเล่าเป็นตำนานสืบต่อมาว่า…

ในคืนเดือนมืดวันหนึ่ง มีชายฉกรรจ์สามคนพายเรือมาจอดที่หน้าวัดกร่าง แล้วทั้งสามคนก็เดินขึ้นไปบนกุฎิหลวงพ่อหร่ำซึ่งยังจุดตะเกียงลานเหมือนจะรอชายทั้งสามอยู่ พอชายทั้งสามกราบนมัสการหลวงพ่อหร่ำท่านก็พูดลอย ๆ ว่า

” ไอ้คนโตเอาหัวของข้าไปปล้นเขากิน ไอ้คนกลางเอาอกของข้าไปลักวัวควายชาวบ้านเขา ส่วนไอ้คนสุดท้องเอาขาข้าไปย่องเบา พวกเอ็งมันเอาข้าไปหากินจนเขาเดือนดร้อนกันไปทั่ว ข้ารอพวกเอ็งมานานแล้ว รู้ว่าอย่างไรเสียพวกเอ็งก็ต้องมาหาข้า เพราะเอ็งมันเห็นว่าหลวงตาองค์นี้ช่วยพวกเอ็งหากิน ต่อไปนี้หากเอ็งไปปล้นใครอีก หรือไปขโมยของใครอีก จะต้องฉิบหายตายโหงแม้โลงก็จะไม่มีใส่ เอาชิ้นส่วนของข้าคืนมาให้หมด ”

ทั้งสามคนตกใจหน้าซีดตัวสั่นปากคอสั่นเพราะไม่เคยมาหาหลวงพ่อหร่ำ แต่ท่านกลับพูดได้อย่างถูกต้องทุกอย่าง คนโตที่เป็นพี่ใหญ่เคยใช้เหรียญหลวงพ่อหร่ำไปปล้นแล้วถูกเจ้าทรัพย์ยิงเอา แต่ยิงไม่ออก ออกก็ไม่ถูก ถูกก็ไม่เข้า จึงชวนน้องคนกลางกับคนสุดท้องมาร่วมทำมาหากินในทางลักขโมยโดยเอาเลื่อยตัดแบ่งเหรียญหลวงพ่อหร่ำเป็นสามส่วนเหมือนที่หลวงพ่อหร่ำบอก

ชายที่เป็นพี่ใหญ่โต้หลวงพ่อหร่ำว่า ” ให้ผมเลิกอาชีพโจรลักเล็กขโมยน้อยไม่ยาก ผมรับปาก เพราะเมื่อหลวงพ่อสาปแช่งแล้วผมก็ไม่อาจจะทำมาหากินทางทุจริตได้อีก แต่เรื่องให้ผมคืนชิ้นส่วนเหรียญให้หลวงพ่อ ผมทำไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบชีวิตของพวกผมเล่า ”

หลวงพ่อหร่ำจึงหยิบเหรียญรุ่นแรกของท่านออกมาจากย่ามสามเหรียญ แล้วบอกกับพวกโจรว่า ” เอาชิ้นส่วนมาแลกเป็นเหรียญเต็ม ๆ ไป ข้าเก็บเอาไว้ให้พวกเอ็งสามเหรียญ จงเลิกอาชีพนี้เสีย ไปประกอบอาชีพใหม่ให้สุจริต แล้วใครก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ แม้แต่อาญาบ้านเมืองก็จะไม่มาคร่าตัวไปได้ ”

หลวงพ่อหร่ำเป็นพระที่มีพรรษกาลสูง อายุยืนยาวมาจนถึงวัยอายุ ๘๘ จึงมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๔ ด้วยพรรษที่ ๖๘

ทุกวันนี้เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อหร่ำ หากสวย ๆ ราคาขยับไปอยู่หลักหมื่นกลาง ๆ แม้แต่เหรียญรุ่นสองและรูปถ่ายอัดกระจก ก็มีค่านับเป็นพัน ส่วนพระกรุที่พบในวัด บางพิมพ์ราคาหลักพันไปจนถึงพันกลางเหมือนกัน แต่ค่อนข้างจะหายาก และนี่ก็คือตำนานของหลวงพ่อหร่ำ วัดกร่างที่ชาวปทุมธานี ไม่มีใครลืมได้มาจนถึงทุกวันนี้…

***************************************

พระขุนแผนใบพุทรา

วัดกร่างเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตำบลบางกระบือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2300 ในสมัยอยุธยาโดยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนได้ร่วมสละปัจจัยบ้าง ที่ดินบ้าง เพื่อสร้างขึ้นมาเป็นวัด วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

โดยมีเจาอาวาสองค์แรกชื่อพระอธิการวัน และหลวงพ่อหร่ำก็เป็นหนึ่งในเจ้าอาวาสวัดกร่างที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นที่ศรัทธาแก่ประชาชนทั่วประเทศ มิใช่แต่เฉพาะชาวจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น

หลวงพ่อหร่ำ เกสโร นามเดิมชื่อหร่ำ อยู่บ้านบางกระบือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2415 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน บิดาชื่อ นายแอบ มารดาชื่อนางเผือน ครั้งเมื่อวัยเยาว์ท่านได้ศึกษาภาษาไทย และภาษาบาลีจนแตกฉานกับพระอธิการนอมที่วัดกร่าง หลังจากนั้นจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรจนอายุครบอุปสมบท ก็ได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดกร่าง ได้มีพระอธิการหิน แห่งวัดสวนมะม่วงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการนอมวัดกร่างเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์กันต์วัดกร่างเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “เกสโร”

หลวงพ่อหร่ำ เกสโร ท่านเป็นลูกศิษย์พระอธิการนอม และด้รับถ่ายทอกวิชาทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี ตลอดจนพระเวทมนต์คาถาและวิชาไสยศาสตร์จนหมดสิ้น พระอธิการนอมซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อหร่ำ เกสโรนี้ ท่านเป็นพระมอญและเป็นที่นับถือเคารพและศรัทธาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จังหวัดอยุธยา และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดอยุธยา ซึ่งท่านได้เคยเดินทางมาศึกษาวิชาจากพระอธิการนอมนี้ด้วยเสมอ

ตลอดเวลาที่หลวงพ่อหร่ำได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดกร่างนี้ ได้สร้างความเจริญมากมายเช่น พระอุโบสถ วิหาร และศาลาการเปรียญสืบมาจนเท่าทุกวันนี้

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อหร่ำ เกสโร ได้จัดสร้างขึ้นนั้นมีทั้งเหรียญและรูปถ่าย แต่ที่นิยมและศรัทธาแก่นักอนุรักษ์พระเครื่องก็คือ พระขุนแผนใบพุทรา ซึ่งได้จัดสร้างขึ้นด้วยเนื้อดินผสมผงและว่านมหาเสน่ห์ มีทั้งส่วนผสมของพระกรุต่างๆ เนื้อพระของท่านค่อนข้างแห้งและหยาบ ปรากฎแร่เม็ดสีแดงบ้าง สีขาวขุ่นแบบพระบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี

พระขุนแผนใบพุทรานี้ท่านได้สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2460 และได้ปลุกเสกหลายพรรษาจนมั่นใจในพุทธคุณ แล้วได้นำมาบรรจุกรุในพระเจดีย์ด้านหน้าพระวิหาร โดยส่วนมากพระของท่านจะหย่อนความงามเพราะเป็นฝีมือช่างชาวบ้าน โดยชาวบ้านบริเวณวัดได้ช่วยกันแกะแม่พิมพ์จากหินมีดโกนพระพุทธคุณของท่านหนักไปทางเมตตา มหาเสน่ห์ และมีทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน พระขุนแผนใบพุทราของท่านค่อนข้างหายาก

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว
ขอขอคุณรูปภาพสวยๆจาก : spirit-pra และ Sumed2517
นำเสนอโดย : แอพเกจิ – AppGeji

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ