6195. Merlin: พ่อมดในตำนานของกษัตริย์อาเธอร์

จากตำนานของชาวอังกฤษรุ่นก่อนๆ ได้บันทึกเอาไว้ว่า หลังจากที่โรมันได้ล่าถอยออกจากเกาะอังกฤษ ในอังกฤษเกิดความวุ่นวายอย่างล้นพ้นเนื่องจากแผ่นดินว่างกษัตริย์ เกิดการสู้รบกันระหว่างรัชทายาทแห่งบัลลังค์ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าและนี่คือจุดเริ่มต้นของตำนาน

เมื่อ “กษัตริย์วอร์ติเจิร์น” (Vortigern) ผู้ซึ่งนำทัพตีฝ่าวงล้อมของพวกแซกซอน (Saxon) และหลบหนีไปยังสโนว์โดเนีย (Snowdonia) ประเทศเวลส์ ด้วยหวังที่จะสร้างป้อมปราการบนภูเขาสูง ณ ดินาส เอมริส (Dinas Emrys: เป็นเนินเขาอยู่ทางตอนเหนือของเวลส์) เขาคาดว่าตนเองน่าจะปลอดภัยราชรัชทายาทองค์อื่นๆ หากอยู่ภายในป้อมปราการแห่งนี้ แต่จนแล้วจนรอดป้อมปราการแห่งนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จเสียที เนื่องจากทุกครั้งที่ป้อมปราการใกล้จะเสร็จ ป้อมปราการแห่งนี้ก็จะถล่มลงมาทุกครั้งนำความเดือดร้อนมาสู่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก

บรรดาพ่อมดในราชสำนัก (ประมาณว่าโหรหลวง) จึงถวายคำทำนายว่า นอกเสียจากว่าพื้นดินบริเวณที่ตั้งป้อมปราการนั้นจะถูกอาบไปด้วยเลือดของเด็กที่มีพ่อไม่ใช่มนุษย์เสียก่อนนั่นแลคำสาปจึงจะหาย (บางที่บอกว่าเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ) สร้างความปั่นป่วนให้กับบรรดาคุณแม่ลูกอ่อนชาวอังกฤษทุกคนในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก แต่ “วอร์ติเจิร์น” ก็สิ้นหวังอีกครั้ง เพราะต่อให้พลิกแผ่นดินหายังไงก็ไม่รู้จะไปหาลูกครึ่งมนุษย์-ปีศาจมาจากไหน

แต่แล้ววันหนึ่งพวกชาวบ้านลือกันว่ามีหญิงสาวให้กำเนิดลูกชายที่มีพ่อไม่ใช่มนุษย์ออกมา เด็กคนนั้นก็คือ “เมอร์ลิน” นั่นเอง

“เมอร์ลิน” ถูกนำตัวไปสังเวยทันที แต่ก่อนที่จะเริ่มพิธีสังเวยนั้น “เมอร์ลิน” ได้ใช้พลังหยั่งรู้ของเขาแจ้งแก่ “กษัตริย์วอร์ติเจิร์น” ว่าเหตุที่ป้อมปราการแห่งนี้สร้างไม่เสร็จก็เนื่องจากในพื้นดินแห่งนี้เป็นที่อยู่ของ “มังกรแดง” และ “มังกรขาว” ซึ่ง “มังกรแดง” หมายถึงชาวอังกฤษ ส่วน “มังกรขาว” คือพวกแซกซอน ในการต่อสู้กันของมังกรทั้งสอง “มังกรขาว” มีท่าว่าจะพิชิต “มังกรแดง” ลงได้ แต่แล้ว “มังกรแดง” กลับพลิกล๊อกมาชนะได้ในที่สุด “เมอร์ลิน” ตีความหมายว่า อีกไม่นาน “เวอร์ติเจิร์น” จะตายและ “อัมโบรเซียส ออเรเลียนัส” (Ambrosius Aurelianus) จะขึ้นครองราชย์ต่อ ถัดมาคือ “กษัตริย์อูเทอร์” และสุดท้ายคือ “กษัตริย์อาร์เธอร์” ผู้ขับไล่ชาวแซกซอนให้กลับประเทศไปได้ในที่สุด

ไม่นาน … “กษัตริย์วอร์ติเจิร์น” ได้ถูกปลงพระชนม์ ต่อมา “อัมโบรเซียส” ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ “เมอร์ลิน” จึงได้อยู่ในราชสำนักตั้งแต่นั้นมา

ในช่วงนั้นมีเหตุการณ์ที่น่าพรั่นพรึงเป็นอย่างมาก นั่นก็คือการสังหารหมู่ขุนนางอังกฤษ 460 คน ในการประชุมเพื่อสันติ ซึ่งพวกแซกซอนเป็นคนคิดอุบายนี้ “กษัตริย์อัมโบรเซียส” ปรึกษา “เมอร์ลิน” ว่าควรจะทำอย่างไรดีเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ขุนนางเหล่านั้น “เมอร์ลิน” และว่าที่ “กษัตริย์อูเทอร์” จึงได้ส่งคณะสำรวจไปที่ไอร์แลนด์เพื่อไปหาก้อนหินแห่ง “คอเรีย จิแกนทัม” (Chorea Gigantum) (แหวนแห่งยักษ์) และด้วยพลังของ “เมอร์ลิน” ได้นำก้อนหินเหล่านี้มาสู่เกาะอังกฤษ ณ ทิศตะวันตกของเมืองเอมสบิวรี (Amesbury) ที่ซึ่ง “เมอร์ลิน” ได้ใช้เวทย์มนต์ของเขาในการจัดเรียงหินเหล่านี้รอบๆ สุสานของขุนนางอังกฤษทั้ง 460 คน ในปัจจุบันหินเหล่านี้ก็คือ “สโตนเฮนจ์” (Stonehenge) อันเลื่องลือนั่นเอง

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของ “อัมโบรเซียส” บัลลังก์ได้ตกเป็นของ “อูเทอร์” ผู้น้อง ด้วยความช่วยเหลือของ “เมอร์ลิน” ทำให้ “กษัตริย์อูเทอร์” ครอบครองแผ่นดินอังกฤษได้สำเร็จในศึกที่ “เมอร์ลิน” คาดว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แผ่นดินอังกฤษจะสงบสุข “เมอร์ลิน” จึงยอมช่วยเหลือโดยการแปลงร่างของ “อูเทอร์” ให้เป็นร่างของ “กอร์ลอส” (Gorlois) ขุนนางชั้นสูงแห่งคอร์นวอลล์ (Cornwall) สามีของ “นางอิเกรน” (Igraine) ด้วยแผนลวงครั้งนี้ทำให้ “อูเทอร์” ในร่างแปลงของ “กอร์ลอส” เดินเข้าไปในปราสาทได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่ “กอร์ลอส” ตัวจริงออกไปตั้งทัพนอกปราสาทแล้ว “อูเทอร์” จึงร่วมหลับนอนกับ “นางอิเกรน” และได้ให้กำเนิดบุตรชาย (อาเธอร์) ในที่สุด โดยที่ “กอร์ลอส” ผู้น่าสงสารไม่รู้อะไรเลย และต่อมา “กอร์ลอส” ได้ปะทะกับ “อูเทอร์” ในสนามรบและถูกฆ่าโดยทหารของ “อูเทอร์” ในที่สุด

หลังจากที่ “เจ้าชายอาเธอร์” ประสูติ “เมอร์ลิน” ได้ถวายการศึกษาแก่ “อาเธอร์” อย่างดีที่สุด โดยให้อาศัยอยู่กับ “เซอร์เอกเตอร์”(Ector) และอย่างที่เรารู้ๆ กัน เมื่อ “เมอร์ลิน” ทำอุบายปักดาบลงในหินพร้อมกับคำจารึกว่า “ผู้ที่ดึงดาบได้คือราชาแห่งอังกฤษ ซึ่ง “อาเธอร์” คนเดียวเท่านั้นที่ดึงได้และได้กลายเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษในที่สุด” ต่อมา “เมอร์ลิน” ได้พบกับเทพธิดาแห่งทะเลสาบและใช้วาจาหว่านล้อมให้นางมอบของกำนัลแก่กษัตริย์อังกฤษ ของกำนัลนั้นก็คือ “ดาบวิเศษเอกซ์คาลิเบอร์” นั่นเอง

ตามตำนานยังกล่าวต่อไปอีกว่า “เมอร์ลิน” เป็นผู้สร้างโต๊ะกลมและเป็นผู้ที่รู้ซึ้งถึงเหตุการณ์ต่างๆ ทุกๆ การเคลื่อนไหวของกษัตริย์และเมืองคาเมลอทดีที่สุด แต่แล้วอยู่ๆ “เมอร์ลิน” ก็หายตัวไปจากคาเมลอท

เมื่อ “เมอร์ลิน” หายไป “อาเธอร์” ก็ทำอะไรไม่ถูก ประกอบกับมีคดีความกับ “ลานซล๊อต” อีกเรื่องจึงวุ่นวายไปกันใหญ่ จนกระทั่งสงครามสุดท้ายของ “กษัตริย์อาร์เธอ” ซึ่ง “อาร์เธอร์” บาดเจ็บสาหัสมากและสิ้นพระชนม์ในที่สุด อันเป็นสาเหตุแห่งการล่มสลายของคาเมลอทในกาลต่อมา (บางตำนานก็ว่า “พ่อมดเมอร์ลิน” หายสาบสูญไปเมื่อตอนที่สิ้นสุดยุคสมัยของ “กษัตริย์อาเธอร์”)

สาเหตุการหายไปของ “เมอร์ลิน” ตำนานแรกก็ว่า “เมอร์ลิน” ลืมไปว่าในโต๊ะกลมนั้นมีเก้าอี้อันตรายอยู่และมีแต่อัศวินที่ได้รับเลือกเท่านั้นจึงจะนั่งได้ แต่ด้วยความหลงๆ ลืมๆ ทำให้ “เมอร์ลิน” บ้าจี้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ไปท่ามกลางความตกใจของบรรดาอัศวินตลอดจน “กษัตริย์อาร์เธอ” – “เมอร์ลิน” ถูกดูดลงไปสู่พื้นภิภพอันดำมืดและไม่สามารถหลุดออกมาได้ตลอดกาล

อีกตำนานหนึ่งว่ากันว่า “เมอร์ลิน” ตกหลุมรักกับ “วิเวียน” (Vivien) ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งทะเลสาบ (Lady of the Lake) “เมอร์ลิน” ยินดีสอนคาถาตลอดจนวิชาต่างๆ ให้นาง นับวันนางก็ยิ่งมีพลังมหาศาลมากเกินกว่าพลังของ “เมอร์ลิน” จนเมื่อ “เมอร์ลิน” ไม่มีอะไรจะสอนนางแล้วและเพื่อให้พลังของนางเป็นหนึ่งในยุทธภพ นางจึงขัง “เมอร์ลิน” ไว้ในหอคอยแก้วผลึกในป่าแห่งนิรันดร์ ถ้ำแห่ง ความมืดหรือจะคุกอะไรก็ตามแต่ที่คนเราสามารถจะจินตนาการให้กักขังพ่อมดที่มีพลังมากที่สุดบนโลกมนุษย์ได้ แต่สุดท้ายคือ “เมอร์ลิน” ถูกขังเอาไว้นั่นเอง

มีการบันทึกเอาไว้ว่า “เมอร์ลิน” รู้ซึ้งถึงผลการรบครั้งสุดท้ายดี จึงรวบรวมพลังจิตครั้งสุดท้ายไปบอกกับวิญญาณของ “เซอร์กาเวน” ให้ไปบอก “อาร์เธอ” ว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้เชื่อใจ “ลานซล๊อต” อย่าบุ่มบ่ามทำการรบโดยปราศจากเขา”

… นี่คือคำพูดสุดท้ายของพ่อมดแห่งเวลส์

“I am also the greatest fool. I love another more than I love myself, and I taught my beloved how to bind me to herself, and now no one can set me free.”

ถ้าแปลก็คงประมาณว่า

“ตัวข้าแท้จริงเป็นเพียงแค่ผู้โง่เขลาคนหนึ่งเท่านั้น ข้าเลือกที่จะรักคนอื่นมากกว่าเลือกที่จะรักตัวข้าเอง ข้าสอนนางอันเป็นที่รักถึงวิธีผูกมัดตัวข้าเองเอาไว้กับตัวนางและบัดนี้จะไม่มีผู้ใดสามารถปลดปล่อยพันธนาการแห่งข้าได้อีกเลย … ไม่มีแม้แต่ผู้เดียว”

เนื้อหาเกี่ยวกับ “พ่อมดเมอร์ลิน” อีกแบบนึงครับ

กำเนิดของ “เมอร์ลิน” นั้น บางตำนานกล่าวว่าเขาเป็นบุตรของปีศาจที่แอบลอบมาสมสู่กับเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ทำให้เขามีอำนาจวิเศษ มีคาถาอาคมและหยั่งรู้ในเหตุการณ์อนาคต ต่อมาเขาได้กลายมาเป็นที่ปรึกษาของ “กษัตริย์อูเธอร์” ซึ่งเป็นพระบิดาของ “อาร์เธอร์” เขาจึงมีหน้าที่อภิบาล “อาร์เธอร์” ในวัยเยาว์และเมื่อ “อาร์เธอร์” ได้เป็นกษัตริย์ “เมอร์ลิน” ก็มีบทบาทช่วยเหลือสนับสนุนมากมาย นับตั้งแต่ทำให้ “อาร์เธอร์” ได้ดาบเอ็กซคาลิเบอร์มาเป็นอาวุธคู่กาย ช่วยจัดตั้งคณะอัศวินโต๊ะกลมอันเกรียงไกร นอกจากนั้น ยังได้ทำนายถึงความห้าวหาญยิ่งใหญ่ของยอดอัศวิน “ลานสล็อต” ทำนายถึงการแปรพักตร์ของ “ราชินีกีนีเวียร์” และ “อัศวินมอร์เดร็ด”

แต่แม้ “เมอร์ลิน” จะมีพลังลึกลับเพียงใด เขาก็หยั่งรู้ถึงโชคชะตาอันมืดมนของตนเองดี หลังจากเขาได้สอนมายากลบางส่วนแก่ “มอร์แกน เลอ เฟย์” เจ้าหญิงผู้เป็นลูกพี่-ลูกน้องของ “อาร์เธอร์” แล้ว “เมอร์ลิน” ก็ได้พา “วิเวียน” นางกำนัลคนหนึ่งของ “เลอเฟย์” มาอยู่ด้วย (ข้างบนบอกว่าเป็นเทพธิดาแห่งทะเลสาบ) และอบรมสั่งสอนสาวน้อย “วิเวียน” ให้เรียนรู้เวทมนตร์คาถาจนหมดสิ้น แต่แล้ว “วิเวียน” ก็ได้ทรยศต่อ “พ่อมดเมอร์ลิน” โดยใช้อาคมที่เขาสอนนั่นเองผูกมัดเขาไว้กับต้นไม้ (บางตำนานระบุว่าขังไว้ในถ้ำแก้ว) ทำให้ “เมอร์ลิน” ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดตลอดกาล

… ตำนานในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งกล่าวถึงช่วงที่ “เมอร์ลิน” ได้มาอยู่ในราชสำนัก … “กษัตริย์วอร์ติเจิร์น” แห่งเวลส์ประสงค์จะสร้างป้อมปราสาทอันแข็งแกร่งไว้ป้องกันศัตรู หากทว่าสิ่งก่อสร้างนั้นทุกคืนจะพังทลายลงมาอย่างลึกลับ เหล่าโหราจารย์ทูลว่า วิธีแก้ไขคือใช้โลหิตเด็กชายที่ไร้บิดามาหยดลงบนแท่งหินก่อสร้าง เหล่าทหารได้ออกค้นหาและนำตัว “เมอร์ลิน” มาเข้าเฝ้า เขาเป็นบุตรของเจ้าหญิงแห่งเวลส์แต่ไม่มีบิดา โดยเจ้าหญิงได้ชี้แจงว่าเธอนั้นเป็นสาวบริสุทธิ์

แต่คืนหนึ่งมีบุรุษทองคำลอบมาสมสู่และให้กำเนิดเด็กน้อย “เมอร์ลิน” ซึ่งมีความสามารถในการพยากรณ์ “เมอร์ลิน” ได้ทูลต่อกษัตริย์ว่า การที่ก่อสร้างไม่สำเร็จนั้นเป็นเพราะภายใต้ป้อมปราสาทมีโพรงหินขนาดใหญ่ ภายในมีมังกรสองตัว ตัวหนึ่งสีแดง อีกตัวหนึ่งสีขาว มังกรทั้งสองจะต่อสู้กันอย่างสุดฤทธิ์ทุกคืนทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนจนกำแพงที่ก่อสร้างไว้พังทลายลง

เมื่อ “วอร์ติเจิร์น” บัญชาให้ขุดดูก็พบว่าเป็นจริงตามคำของเด็กน้อย ซึ่ง “เมอร์ลิน” ก็ได้ทูลเพิ่มเติมอีกว่า มังกรแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของบริเทน ส่วนมังกรขาวเป็นตัวแทนของเผ่าแซกซอน และเมื่อเวลาผ่านไปมังกรขาวจะมีชัยเหนือมังกรแดง ที่สำคัญคือ “เมอร์ลิน” ได้ทำนายถึง “การมาของอาร์เธอร์” ไว้ด้วย และนี่ก็คือต้นกำเนิดแรกสุดของตำนาน “อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม” ครับ

“เมอร์ลิน” จะมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์หรือเป็นเพียงนิยาย-ตำนานเล่าลือกันมา มีผู้วิเคราะห์วิจารณ์ไว้ดังนี้ครับ

ชื่อ “เมอร์ลิน” ปรากฏเป็นหนแรกในบทนิพนธ์ของ “จอฟฟรีย์ มอนเมาธ์” ซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1136 เรื่อง “ประวัติกษัตริย์แห่งบริเทน” ทว่าต่อมาเมื่อเขาเขียนขึ้นอีกเล่มหนึ่ง “ชีวิตของเมอร์ลิน” “มอนเมาธ์” กลับนำเอานามแรกเริ่มเป็นภาษาละติน “เมิร์ดดิน” มาใช้เป็นชื่อของพ่อมดที่มีบทบาทอยู่ในตำนานพื้นบ้านของชาวเวลส์หลายเรื่องในช่วงศตวรรษที่ 6 แต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดก่อน “มอนเมาธ์” นำมาเขียนหลายร้อยปี จึงพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่า “เมิร์ดดิน” กับ “เมอร์ลิน” เป็นพ่อมดตนเดียวกันหรือไม่

ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1960 “เอ.โอ.เอช. จาร์แมน” เป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกที่เริ่มต้นค้นคว้าหากำเนิดที่แท้จริงของ “เมอร์ลิน” เขาติดตามร่องรอยไปในแถบสกอตแลนด์ที่มีตำนานเล่าขานตั้งแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์ถึงเรื่องของ “คนป่า” ซึ่งไม่ปรากฏนาม เขาผู้นั้นถูกขับไล่ด้วยสาเหตุบางอย่างให้มาอยู่ในป่าลึกและใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลาย

ต่อมาคนป่าผู้นี้ก็ได้มีอำนาจพิเศษในการพยากรณ์อนาคต รวมทั้งได้รับการตั้งชื่อว่า “ลายโลเคน” เรื่องของเขาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่ 6-7 ของบริเทนตอนเหนือ ตลอดจนถึงศตวรรษที่ 8-9 ของแคว้นเวลส์ และช่วงนี้เองที่ “จาร์แมน” ระบุว่าชื่อของเขาได้เปลี่ยนไปเป็น “เมิร์ดดิน” ตรงกับที่ “มอนเมาธ์” ได้เคยกล่าวไว้

เอกสารอ้างอิง :

01. St.Raphael. http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=r747574&page=7
02. แคมมี่ เด็กดีดอทคอม. http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php? id=376491&chapter=67

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : lonesomebabe
นำเสนอโดย : แอพเกจิ – AppGeji

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ