3616. ลุงเช้าคนหนังเหนียว (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

คาถาอาคมเกิดขึ้นเมื่อใดไม่มีใครบอกได้ แม้แต่ประเทศไทยของเราก็เช่นกัน แต่เราท่านมารู้จักกับคาถาอาคมเมื่ออ่านตำนานเกี่ยวกับพระร่วงเจ้า ที่ทรงปกครองอาณาจักรสุโขทัย เชื่อกันว่า คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ต้นราชวงศ์พระร่วง เมื่อทรงคิดประดิษฐ์กระออมใส่น้ำสานด้วยไม้ไผ่ ยาด้วยชันกับน้ำมันยาง ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนบรรจุน้ำแทนภาชนะดินเผาที่แตกหักทำลายในระหว่างการขนส่งไปยังลพบุรีเพื่อถวายขุนขอม

ขุนขอมเห็นว่า พระร่วงเจ้าองค์นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ต่อไปจะต้องประกาศเอกราชไม่ขึ้นกับลพบุรีเป็นแน่แท้จำต้องกำจัดเสียก่อน จึงส่ง “โขนลำพง” ผู้มีคาถาอาคมกำบังตัวเข้ามาถามหาพระร่วงเจ้า โดยที่ตนเองไม่รู้ว่าคนที่ตนถามนั้นคือพระร่วงเจ้า

พระร่วงเจ้าขณะนั้นทรงผนวชจึงใช้วิชาที่เรียกว่า วิชาปากพระร่วง บอกให้โขนลำพงคอยอยู่ตรงนั้น โขนลำพงจึงกลายเป็นหินอยู่ตรงนั้น ที่นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าคาถาอาคมนั้นมีจริง แทนที่จะเขียนด้วยคนไทยกลับเป็นฝรั่งชาวฮอลันดาชื่อ เจเร เมียส ฟอน ฟลิต ที่มาติดต่อการค้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มาดูการประหารชีวิตนักโทษด้วยการตัดคอ แต่ดาบคมๆไม่สามารถฟันผ่านเนื้อหนังของนักโทษประหารไปได้

ฟอน ฟลิต ได้เขียนบันทึกเหตุการณ์วันนั้นไว้เป็นจดหมายเหตุความทรงจำ นำกลับไปไว้ในหอจดหมายเหตุที่ประเทศฮอลันดา
มีผู้ไปค้นหาเอกสารในหอจดหมายเหตุในประเทศฮอลันดาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปพบจดหมายเหตุภาษาฮอลันดาที่ชื่อ “จดหมายเหตุฟอนฟลิต” ที่มีคำว่าโยเดียปรากฎอยู่จึงขอทำสำเนาให้ผู้ชำนาญด้านภาษาฮอลันดาแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

ทำให้พบว่าฟอนฟิต เขียนขึ้นในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตไปแล้ว 30 ปี โดยเฉพะพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ฟอนฟิต เขียนจากการบอกเล่าของช่าวกรุงศรีอยุธยาผ่านล่าม ทำให้ชาวไทยได้รู้จักสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้มาก่อน

ฟอน ฟลิต เขียนเรื่องเกี่ยวกับการประหารนักโทษที่ชื่อออกหลวงมงคล เป็นนายทหารผู้ต้องข้อหาขบถไว้ว่า ออกหลวงมงคลถูกจองจำด้วยโซ่มัดติดกับหลักประหาร แต่ได้ใช้วิชาอาคมสะเดาะโซ่ตรวนออก ยืนขึ้นประกาศต่อผู้มารอดูการประหารว่า

“บัดนี้กุต้องอาญา มีความตายเป็นที่ตั้ง กูจึงต้องการแสดงให้ทุกคนในที่นี้ประจักษ์ว่าคาถาอาคมเป็นของจริง”

ออกหลวงมงคลนั่งลงภาวนาคาถา ร้องสั่งให้เพชฌฆาตฟันดาบลงที่คอ ตอนนี้ ฟอนฟลิต เขียนว่า

“ดาบคมกริบฟันลงไปที่คอออกหลวงมงคล เสียงดังเหมือนฟันก้อนหิน มีประกายไฟแลบออกมาจากคมดาบทั้งเพชฌฆาตดาบหนึ่งและสอง คราวนี้ออกหลวงมงคลลุกขึ้นสั่งให้เพชฌฆาตไปหาน้ำมาให้ขันหนึ่ง เมื่อได้น้ำมาแล้ว ออกหลวงมงคลได้ภาวนาอาคมเสกน้ำดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง ใช้มือขวาจุ่มน้ำในขันมาทาที่ด้านล่างชายโครงซ้ายแล้วสั่งเพชฌฆาตว่า ให้ฟันดาบลงตรงที่ทาน้ำไว้ให้ตรง คมดาบจะได้ฟันเปิดแผลให้อวัยวะภายในทะลักออกมาถึงแก่ความตายโดยเร็ว

หากฟันพลาดจะหักคอให้ตายเพชฌฆาตดาบหนึ่งมีความกลัว ฟันดาบลงไปผิดเป้าทำให้ออกหลวงเกิดบาดแผลทรมานมาก จึงบีบคอเพชฌฆาตดาบหนึ่งตาย เพชฌฆาตดาบสองจึงฟันเข้าเป้าหมายออกหลวงมงคลถึงแก่ความตายทันที”

ไพฑูรย์บอกว่าอ่านแล้ว ขนลุกว่าฝรั่งคนนี้เป็นคนช่างสังเกตช่างบันทึก ทำให้คนไทยได้ในยุคปัจจุบันได้รู้ว่าคาถาอาคมมีจริง
ไพฑูรย์ได้เผชิญหน้ากับคนที่มีความคงกระพันชาตรีอยู่คนหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า

ตอนนั้นเป็นนายทหารพระธรรมนูญใหม่ๆ มักชอบไปนั่งกินอาหารและสุราที่ร้านแถวแพร่งสรรพศาสตร์ หรือไม่ก็แพร่งนรา ด้วยอยู่ใกล้กับกระทรวงกลาโหมอันเป็นที่ทำงาน ที่นั่นนอกจากนายทหารจากกระทรวงกลาโหมแล้ว ยังมีข้าราชการมหาดไทยนิยมไปกินอาหารและสุรา ต่างคนต่างตั้งวง ไม่มีอะไร เมาแล้วก็แยกย้ายกันกลับ
ตอนนั้นมีชายคนหนึ่ง แกติดเหล้า แต่งตัวปอนๆ แกจะมาขอทานเหล้ากินแก้อยาก แต่แกมิได้ขอเปล่าๆ แกมีขวดเหล้าเปล่าและมีดคมกริบเล่มหนึ่งติดมือมาด้วย แกจะหยุดยืนที่โต๊ะพนมมือไว้ร้องบอกว่า

“เจ้านายที่เคารพ กระผมขอเหล้าจากท่านตามแต่ท่านจะเมตตา ผมขอแลกด้วยการให้ท่านเอามีดเล่มนี้เชือดท้องแขนกระผมหนึ่งครั้ง ถ้าไม่เข้าก็รินเหล้าใส่ขวดเปล่าที่ผมถือมาเป็นรางวัลก็แล้วกัน หากกระผมบาดเจ็บจะไม่เอาเรื่องท่าน กระผมจะไปให้หมอเย็บแผลเอง”

ชายคนนั้นได้เหล้าใส่ขวดไปดื่มมิได้ขาด ไพฑูรย์คนหนึ่งล่ะที่เป็นเจ้าประจำแบ่งเหล้าให้ โดยทดลองเชือดเพียงหนเดียว นอกนั้นไม่เชือด แต่แกกลับบอกว่า ท่านไม่เชือดกระผมจะเชือดเอง กระผมไม่รับเหล้าของท่านฟรีหรอกครับ ไพฑูรย์บอกว่า วันหนึ่งพบแกนอนอยู่ที่ริมคลองหลอดด้านหลังกระทรวงกลาโหม จึงเรียกแกดื่มแล้วถามว่า

“ถามจริงๆเถอะ ลุงกินว่านหรือเปล่า หนังจึงเหนียวนัก”

“กระผมอยู่ยงคงกระพันด้วยคาถาอาพัดเหล้าครับเจ้านาย หากเจ้านายอยากได้ละก็ไม่ยาก เหล้าโรง 28 ดีกรีหนึ่งขวด บุหรี่ 5 มวน มาเป็นค่าครู มาวันพฤหัสบดีหรือวันเสาร์นะครับ กลางวันผมนอนที่นี่แหละ เย็นๆจึงออกไปหาเหล้ากิน”

ไพฑูรย์เล่าต่อไปว่า สองจิตสองใจ ในที่สุดก็ตกลงใจนัดลุงหนังเหนียวในวันพฤหัสบดีตอนห้าโมงเย็น ที่ลานอนุสาวรีย์หมูในสมเด็จพระเจ้าเสาวภาผ่องศรีที่ริมคลองหลอด พอถึงวันนัด ลุงหนังเหนียวก็บอกกับไพฑูรย์ว่าชื่อ นายช้าง ก็มาพบ รับเหล้าขาวหนึ่งขวด บุหรี่ห้ามวนไปจากไพฑูรย์

แกเปิดจุกเหล้า จุดบุหรี่หนึ่งมวนไว้บนปากขวดเหล้าขาวเป็นการบูชาครู จากนั้นจึงบอกคาถาด้วยปากเปล่าให้ท่องจำให้ได้ ไม่มีการจดการเขียน ลุงเช้าบอกว่าถ้าเขียนแล้วไม่ขลัง
ให้รินเหล้าอะไรก็ได้ใส่แก้วแล้วเสกด้วยคาถาว่า

นะดินนะ มะน้ำมะ พะลมพะ ทะไฟทะ นะมะพะทะ คงคงสวาทะคง

ดื่มเพียวๆ ไม่ผสม ทำอย่างนี้ทุกวันจะเกิดความคงกระพันชาตรียิ่งนัก แต่จะขลังแค่ไหนอยู่ในใจคนภาวนา ถ้าใจไม่กล้าอย่าลองจะบาดเจ็บเปล่าๆได้คาถามาแล้วเสกเหล้ากินกรึบแรกทุกวัน แต่ไม่กล้าลอง ใจมันกล้าๆกลัวๆ หลายครั้งที่ลุงเช้ากระซิบว่า

“เจ้านายลองดูหรือยังล่ะ เดี๋ยวไม่คุ้มค่าเหล้าขาวนะ”

คืนนั้นเงินเดือนออกเลยนัดเพื่อนไปเที่ยวกันแถวนางเลิ้งตามประสาคนหนุ่ม บังเอิญไปชอบคนที่นักเลงบางลำพูไปเที่ยวชอบ และคุณเธอก็ชอบไพฑูรย์เลยขึ้นห้องไปด้วย นักเลงใหญ่ถือว่าเป็นการเหยียบจมูกเลยพาพวกไปดักรอ พอไพฑูรย์แยกกับเพื่อนคนเดียว นักเลงใหญ่ก็พาลูกนองอีกสองคนมาขวางหน้า

“ไอ้ไก่อ่อน ไม่รู้หรือว่ามึงเรียกอีคนสวยเด็กประจำของป๋านวยบางลำพู ตัดหน้าป๋านวยอย่างนี้ถือว่าเหยียบหัวแม่ตีนต้องเอาเลือดมาเซ่น”

ลูกน้องของป๋านวยเดินออกมาเห่า ไพฑูรย์เลือดขึ้นหน้าเลยมอญยันหลักเข้าที่ลิ้นปี่กระเด็นไปกระแทกป๋านวยจนเซแซดแซดลูกน้องอีกคนเตะแหวกการ์ดไพฑูรย์หลบออกข้าง เตะตัดล่างแบบเถรกวาดวัด ขาลอยหัวฟาดพื้นสลบคาที่

พอหันกลับมาก็เห็นประกายไฟแลบพร้อมเสียงตึมดังตามมา รู้สึกจุกที่หน้าอกซ้าย ตัวเซถอยหลังเหมือนถูกถีบ เอามือกุมตรงที่จุกคิดว่าคงมีเลือดไหลออกมาเพราะถูกยิงเจาะหน้าอกแต่กลับไม่มีอะไร
ขึนช้าไอ้ป๋านวยมันรู้ว่ายิงไม่เข้ามันจะยิงซ้ำ

จึงทำทีหันหลังเป็นซวนเซเหมือนจะล้ม แต่แล้วก็เหมือนเซกลับมาแล้วเตะสูงเข้าที่หน้าอกป๋านวยหงายหลังปืนหลุดมือ ไพฑูรย์เดินเข้าไปใช้เท้าเขี่ยปืนให้ห่างจากมือป๋านวย เตะเข้าปลายคางพอดีหลับปุ๋ย

ไม่ได้ระวังหลัง ลูกน้องป๋านวยที่ถูกมอญยันหลักใช้มีดโกนกรีดหลังเสียงดังควากๆ ๆ แทนที่จะมียางเหนียวของเลือดกลับรู้สึกเพียงแสบๆ

ไม่เข้าแน่ หันตัวกลับ เจ้าหมอนั่นเปิดแนบ เสียงปืนของป๋านวยทำให้สายตรวจรีบมาไพฑูรย์ยืนรอตำรวจเพื่อแจ้งข้อหาถูกรุมทำร้าย ตำรวจเก็บปืนป๋านวยไว้เป็นหลักฐาน ก่อนส่งไปโรงพยาบาลพร้อมกับไพฑูรย์ ปรากฏว่าไพฑูรย์มีรอยเขียวช้ำตรงที่ถูกยิง ด้านหลังเสื้อขาดเป็นริ้วๆ มีรอยถูกของมีคมกรีดมีเลือดออกซิบๆ

ตำรวจตั้งข้อหาพยายามฆ่ากับป๋านวย ส่วนลูกน้องอีกสองคนโดนข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า ไพฑูรย์ขึ้นให้การในฐานะโจทก์ เจอกับลุงเช้า ไพฑูรย์เข้าไปขอบใจเล่าเรื่องให้ฟัง ลุงเช้าหัวร่องอหายบอกไพฑูรย์ว่า

“ว่าแล้วคาถานี้หากได้รับประสิทธิ์ประสาทถูกต้องละก็จะต้องมีคนช่วยลองให้ แต่แหมเจ้านายโดนลองด้วยปืนกับมีดโกนมันเสียวครับผม”

นับตั้งแต่นั้นมาไพฑูรย์จึงออกแสวงหาพระอาจารย์ จนได้เป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แควในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว
ขอขอคุณรูปภาพสวยๆจาก : ภาพยนตร์เรื่องสไบ้ค์-กง คนหนังเหนียว
นำเสนอโดย : แอพเกจิ – AppGeji

error: ถ้าจะก๊อปกรุณาให้เครดิตท่านเจ้าของบทความ